Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2531








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2531
โกลด์สตาร์ภาพสะท้อนเกาหลีใต้ในไทย             
 


   
search resources

Electric
โกลด์สตาร์ (Goldstar CO.,LTD.)
Korea




ระลอกคลื่นการลงทุนที่ไหลบ่ามายังบ้านเราในช่วงปีใกล้ๆ นี้ พ่วงเอากลุ่มธุรกิจจากแดนอารีดังเข้ามาด้วย ชักแถวตามกันมาติดๆ ล้วนแต่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ซัมซุง ฮุนได หรือโกลด์สตาร์ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจรุ่นใหม่ที่ไล่หลังญี่ปุ่นมาติดๆ แต่ในเรื่องของการลงทุนในประเทศไทยแล้ว เกาหลียังห่างไกลจากญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่าสิบปี ก้าวย่างของโกลด์สตาร์เป็นตัวอย่างที่พอจะบอกอะไรบางอย่างได้

"ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วอายุคน เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของตนเอง จากประเทศที่เลี้ยงตัวด้วยผลิตผลทางเกษตรกรรม มาเป็นประเทศที่ทำรายได้จากการค้าและอุตสาหกรรม ช่างซ่อมรถบรรทุกของกองทัพอเมริกันในสมัยสงครามเกาหลีหลายๆ ในปัจจุบันนี้ คือผู้นำของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ส่งออกสินค้าสารพัน ชนิดทั้งเหล็ก รถยนต์ โทรทัศน์ ไมโครชิบ เซมิคอนดัคเตอร์ และสินค้าไฮเทคอื่นๆ เข้าสู่ตลาดโลก"

นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ในสายตาของผู้สื่อข่าวแห่ง "นิวยอร์กไทม์" หลังจากได้ไปเยือนประเทศนี้หลายครั้ง

การทุ่มเททั้งกายและใจให้กับการทำงานหนัก ค่าจ้างแรงงานถูก การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จ และความมุมานะที่แฝงเร้นในส่วนลึกที่จะทำให้ญี่ปุ่นซึ่งเข้ายึดครองเกาหลี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2448-2488 ได้ตระหนักถึงความสามารถและศักดิ์ศรีแห่งประชาชาติของตน เป็นรากฐานแห่งความรุดหน้าเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่สำคัญ

เส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้นั้น ราวกับถอดแบบมาจากญี่ปุ่นเลยทีเดียว จะต่างกันก็เพียงในมิติของกาลเวลาที่ญี่ปุ่นล้ำหน้าไปหลายสิบปี

เกาหลีใต้เริ่มสลัดคราบไคลของความเป็นชาติเกษตรกรรม โดยการตั้งต้นจากอุตสาหกรรมเบาที่เน้นการใช้แรงงานและเทคโนโลยีพื้นๆ ในระยะแรก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ การแปรรูปสินค้าเกษตร ในระยะแรกก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง การถลุงเหล็กและอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในระยะต่อมา

จนมาถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จำพวกสินค้าอิเล็คทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

รูปแบบของการประการการที่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้าส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกทีหนึ่ง ก็พัฒนามาถึงขั้นย้ายฐานการลงทุนออกไปต่างประเทศ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบทางการตลาด และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการแข่งขันให้ได้มากที่สุด

ในขณะที่ญี่ปุ่นมีสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรปเป็นต้นแบบในการพัฒนาสินค้าและสร้าง เทคโนโลยีเป็นของตนเองในเบื้องต้น เกาหลีใต้ก็อาศัยผลพวงจากการพัฒนาคิดค้นของญี่ปุ่นเป็นฐานก่อร่างสร้างอุตสาหกรรมของตนขึ้นมา

สมญานาม "ญี่ปุ่นใหม่" (NEW JAPAN) ด้านหนึ่งฉายภาพลำดับขั้นของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีญี่ปุ่นเป็นแม่แบบ อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างที่ประเทศแม่แบบ ได้สร้างผลสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลกมาแล้ว

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้นั้น มีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นพลังขับเคลื่อนหลักกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เรียกกันในภาษาเกาหลีใต้ว่า CHAEBOL ซึ่งหมายถึงกลุ่มธุรกิจที่มีบริษัทอยู่ในเครือข่ายหลายๆ บริษัท มีกิจการที่ครอบคลุมและคาบเกี่ยวอยู่ในหลายๆ อุตสาหกรรม

เกาหลีใต้มี CHAEBOL อยู่ด้วยกันสามสิบกลุ่ม รวมทั้งสี่ยักษ์ใหญ่ซึ่งติดกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลกคือ ซัมซุง ฮุนได ลัคกี้-โกลด์สตาร์ และแดวู

กลุ่มลัคกี้-โกลด์สตาร์นั้นจัดเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สามของเกาหลีใต้ รองลงมาจากซัมซุง และฮุนได

จากการจัดอันดับ 100 กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนอกสหรัฐอเมริกา โดยใช้ยอดขายเป็นเกณฑ์ของนิตยสารฟอร์จูน เมื่อปี พ.ศ. 2529 ลัคกี้-โกลด์สตาร์อยู่ในอันดับที่ 37 ด้วยยอดขาด 11.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ยอดขายจำนวนนี้เท่ากับ 12 เปอร์เซนต์ของมูลค่า GNP ของเกาหลีใต้ เป็นรายได้จากการส่งออกเพียงอย่างเดียว 4.5 พันล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับ 12.1 เปอร์เซนต์ของยอดส่งออกรวมทั้งประเทศในปี 2529

ลัคกี้-โกลด์สตาร์มีบริษัทในเครือ 29 แห่ง มีบริษัทสาขาทั้งที่เป็นการลงทุนเอง และเป็นบริษัทร่วมทุนกระจายอยู่ในเมืองใหญ่ๆ 37 แห่งทั่วโลก

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 40 ปีจากจุดเริ่มต้นในปี 2490 ในกิจการผลิตเครื่องสำอางเล็กๆ แห่งหนึ่งขยายเข้าไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์เพื่อใช้ในระบบอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์

กิจการทั้งหมดของลัคกี้แตกแขนงออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และทรัพยากรธรรมชาติที่รวมเอาโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานถลุงเหล็กเอาไว้ด้วย

กลุ่มที่สองคือ อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์

กลุ่มที่สามเป็นเครือข่ายทางด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งมีทั้งบริษัทหลักทรัพย์ ประกันภัย บริษัทไฟแนนซ์และการลงทุน และกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

กลุ่มสุดท้ายเป็นบริการสังคมและสาธารณะที่ประกอบไปด้วยมูลนิธิการกุศล บริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการกีฬา วิทยาลัยที่สอนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาลัยเกษตรกรรม

เฉพาะกลุ่มที่สองซึ่งผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องมือ อุปกรณ์ทางอิเล็คทรอนิกส์สำหรับระบบหรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นับเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด เป็นหัวหอกในการขยายตัวและขยายฐานการลงทุนของกลุ่มลัคกี้ในต่างประเทศ

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าของลัคกี้นี้มีชื่อเรียกกันเป็นการเฉพาะว่า กลุ่มโกลด์สตาร์ ซึ่งเป็นชื่อและเครื่องหมายการค้าของสินค้าทุกชนิดที่ออกมาจากบริษัทในกลุ่ม

ในจำนวน 12 บริษัทที่ขึ้นต้นเหมือนกันหมดว่า โกลด์สตาร์ แบ่งออกได้เป็นห้ากลุ่มใหญ่ตามประเภทของสินค้าคือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์ วิดีโอ เครื่องเสียง เครื่องครัว เครื่องซักผ้า ตลอดจนสินค้าตัวอื่นๆ ที่ใช้ในครัวเรือน

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ รวมทั้งระบบออฟฟิศออโตเมชั่น อุปกรณ์และเครือข่ายในการสื่อสารด้วย

กลุ่มที่สามคือ บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางอิเล็คทรอนิกส์ป้อนให้กับบริษัทในเครือ

กลุ่มที่สี่เรียกกันว่า กลุ่มระบบอุตสาหกรรม ที่คิดค้นและพัฒนาระบบอุปกรณ์ ที่ใช้กับโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ระบบหุ่นยนต์ ระบบการผลิตอัตโนมัติ ระบบควบคุมในโรงงาน ลิฟต์ บันไดเลื่อนและอุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่ผลิตเฉพาะเซมิคอนดัคเตอร์

สินค้าในกลุ่มแรกคือสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นสินค้าที่ทำให้ตลาดโลกได้รู้จักกับชื่อโกลด์สตาร์เป็นครั้งแรก

ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนค่าแรงงานที่ต่ำ ประสบการณ์ที่ยาวนานในอุตสาหกรรมนี้ บวกเข้ากับเทคโนโลยีที่ไม่สลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะพัฒนาต่อไปจากต้นแบบ ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อโกลด์สตาร์ขยับเข้าไปยินในตลาดระหว่างประเทศได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไปนัก

บริษัทโกลด์สตาร์ (GOLDSTAR CO.,LTD.) คือบริษัทในเครือที่ผลิตและขายสินค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ เป็นบริษัทแรกในกลุ่มโกลด์สตาร์ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2502 พร้อมๆ กับการเริ่มพัฒนาสินค้าของตนเองขึ้นมา

โกลด์สตาร์นั้นอ้างว่าเป็นผู้ผลิตและพัฒนาสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ ตัวเป็นรายแรกของเกาหลีใต้ ตั้งแต่การผลิตวิทยุเมื่อปี 2502 การทำตู้เย็นในปี 2508 โทรทัศน์เมื่อปี 2509 จนมาถึงไมโครคอมพิวเตอร์เมื่อหกปีที่แล้ว

และบริษัทโกลด์สตาร์ก็คือกลไกของกลุ่มโกลด์สตาร์ในการออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ

แรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้โกลด์สตาร์หันไปให้ความสนใจตลาดต่างประเทศก็คือ การแข่งขันภายในประเทศ เกาหลีใต้นั้นมีผู้ผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อีกสองรายที่มีขีดความสามารถและขนาดที่ไม่ด้อยไปกว่าโกลด์สตาร์เลย

สองรายที่ว่านี้ก็คือ ซัมซุง อิเล็คทรอนิกส์ และแดวู อิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งเข้ามาทำให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะที่การขยายตัวของตลาดมีขีดจำกัด

ฐานะผู้นำทางการตลาดที่ครอบครองส่วนแบ่งตลาดเอาไว้มากที่สุดมาตั้งแต่ต้นของโกลด์สตาร์ เริ่มถูกท้าทายจากความแข็งแกร่งของคู่แข่งทั้งสองราย

การมองออกไปให้ไกลกว่าคาบสมุทรเกาหลีเพื่อหาตลาดใหม่ๆ จึงเป็นความจำเป็นเพื่อการอยู่รอดของตนเอง

ตลาดใหญ่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีก็คือ สหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะมีญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอยู่แล้ว แต่ขนาดของตลาดที่ใหญ่มาก และมาตรฐานการครองชีพที่สูงมากพอต่อการทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าที่แพงเกินไปต่อการซื้อหามาไว้ใช้ประจำบ้าน ที่ว่างในตลาดจึงยังพอมีอยู่สำหรับสินค้าของโกลด์สตาร์

ข้อได้เปรียบของเครื่องใช้ไฟฟ้าเกาหลีคือ ต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะค่าแรงถูก และที่สำคัญก็คือ ค่าเงินวอนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ มีค่าลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 60% ในช่วงปี 2513 ถึง 2529 ซึ่งทำให้สินค้าจากเกาหลีมีราคาถูกลงมาก

ปี พ.ศ.2521 บริษัทโกลด์สตาร์ตั้งบริษัทสาขาต่างประเทศของตนขึ้นเป็นแห่งแรกในสหรัฐฯ ในชื่อว่า GOLDSTAR ELECTRONICS INTERNATIONAL INC. ทำหน้าที่ทางด้านการตลาดให้กับสินค้าของโกลด์สตาร์ในอเมริกา และในปีเดียวกันนี้โกลด์สตาร์เป็นบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งแรกจากเกาหลีใต้ที่มียอดส่งออกมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยุทธศาสตร์การลงทุนของโกลด์สตาร์ในต่างประเทศมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในอีกสี่ปีให้หลัง เมื่อบริษัทโกลด์สตาร์ไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตโทรทัศน์สีและเตาไมโครเวฟ ที่รัฐอลาบามาเมื่อปี 2525

โรงงานแห่งนี้มีชื่อว่า GOLDSTAR AMERICA เป็นโรงงานแห่งแรกของเกาหลีใต้ที่ตั้งอยู่นอกประเทศ และเป็นการลงทุนทั้งหมดด้วยทุนของโกลด์สตาร์เอง

เหตุผลสำคัญในการลงทุนตั้งโรงงานนี้ขึ้น ก็เพราะโกลด์สตาร์ต้องประสบกับปัญหาค่าขนส่งสินค้าของตนจากเกาหลีใต้มายังอเมริกาที่สูงมาและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ความหวั่นเกรงว่าความได้เปรียบด้านราคาอันเป็นจุดแข็งของตนกำลังจะสูญเสียไป และความมั่นใจในตลาดว่ามีส่วนแบ่งมากพอที่จะตั้งโรงงานผลิตขึ้นเองได้ จึงเป็นแรงผลักดันของการลงทุนครั้งนี้

ในขณะเดียวกันคุณภาพของสินค้าก็เป็นจุดชี้ขาดความแพ้ชนะที่สำคัญในการแข่งขันด้วยเช่นกัน การตั้งโรงงานในอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนและแรงงานที่มีคุณภาพเพื่อยกระดับสินค้าของตัวเองให้ได้มาตรฐาน

ด้วยกำลังการผลิตโทรทัศน์สีหนึ่งล้านเครื่องและเตาไมโครเวฟห้าแสนเครื่องต่อปี GOLDSTAR AMERICA มีความสำคัญต่อโกลด์สตาร์ในการเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดในสหรัฐฯ แคนาดา รวมทั้งกลุ่มประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้

การเกิดขึ้นของ GOLDSTAR AMERICA จึงเป็นไปเพื่อการรักษาและขยายตลาดของโกลด์สตาร์ในทวีปอเมริกาเป็นสำคัญ

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของฐานการผลิตนอกประเทศแห่งที่สองของโกลด์สตาร์คือ GOLDSTAR EUROPE ในเยอรมนีตะวันตก ซึ่งเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อปี 2529 เป็นโรงงานผลิตโทรทัศน์สีและวิดีโอสำหรับตลาดของโกลด์สตาร์ในยุโรป มีกำลังการผลิตโทรทัศน์สีปีละ 300,000 เครื่อง และวิดีโอปีละ 400,000 เครื่อง

การเกิดขึ้นของ GOLDSTAR EUROPE มีปัจจัยที่เร่งเร้าขึ้นมาอีกประการหนึ่งคือ ความรุนแรงของการกีดกันทางการค้าจากลุ่มประชาคมยุโรป

โรงงานนอกประเทศแห่งที่สามที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างตอนนี้ตั้งอยู่ที่ตุรกี เป็นการร่วมทุนกับ VESTEL ซึ่งเป็นผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี โรงงานใหม่นี้ใช้เป็นที่ผลิตเตาไมโครเวฟปีละ 200,000 เครื่องเพื่อขายในตลาดยุโรป

ทางออกสำหรับปัญหาการกีกันทางการค้าของโกลด์สตาร์นอกเหนือไปจากการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศแล้ว อีกวิธีหนึ่งก็คือหันไปเล่นกับสินค้าที่เป็นไฮเทคมากยิ่งขึ้นและขยายไปสู่อุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ (OFFICE AUTOMATION) กับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการโทรคมนาคมมากยิ่งขึ้น

บริษัทโกลด์สตาร์มีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ในต่างประเทศสองแห่งคือ ที่โตเกียวและซิลิคอน แวลเล่ย์ ที่แคลิฟอร์เนีย นอกเหนือไปจากห้องทดลองและศูนย์วิจัยในประเทศอีกเกือบยี่สิบแห่ง งบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาในแต่ละปีนั้นมีจำนวนสูงถึง 480 ล้านเหรียญ มีนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกรวมกัน 3,000 คน

ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและการถ่ายทอด เทคโนโลยีมาจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ โกลด์สตาร์ได้เทคโนโลยีทางด้านโทรทัศน์สีจาก RCA ของสหรัฐฯ เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์จาก HONEYWELL INFORMATION SYSTEMS ของสหรัฐฯ และ SORD ของญี่ปุ่น เทคโนโลยีด้านเครื่องวิดีโอจาก RCA และ JVC และเทคโนโลยีด้านเตาไมโครเวฟจาก DESIGN & MANUFACTURING CORP แห่งสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริษัทโกลด์สตาร์เป็นบริษัทมหาชน โดยเข้าตลาดหลักทรัพย์เกาหลีเมื่อเดือนเมษายน 2513 มีทุนจดทะเบียนหนึ่งพันล้านวอน และแบ่งออกเป็น 200 ล้านหุ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ ธนาคารแห่งโซล 9% บริษัทหลักทรัพย์ของลัคกี้ โกลด์สตาร์ 8% บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือ IFC 7.7% และบริษัทลัคกี้ 6.8%

ลัคกี้โกลด์สตาร์นั้นคุ้นหูคุ้นตาคนไทยมาตั้งแต่ปี 2529 แล้ว หากแต่ไม่ใช่ในแง่ของธุรกิจ กลับเป็นเรื่องของกีฬาลูกกลมๆ ที่บริษัทลัคกี้-โกลด์สตาร์ สปอร์ต บริษัทในเครือของลัคกี้ว่าจ้างเทพบุตรแข้งทอง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ไปเตะฟุตบอลให้กับทีมลัคกี้โกลด์สตาร์

ถ้าจะว่ากันอย่างข้างๆ คูๆ เอาสีข้างเข้าถูว่านี่คือการลงทุน ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่การลงทุนในเมืองไทยเป็นครั้งแรกของโกลด์สตาร์

การลงทุนครั้งแรกนั้นมีขึ้นเมื่อปี 2522 เป็นการลงทุนของ GOLD STAR INSTRUMENT & ELECTRIC หรือ GSI ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มสินค้าที่ใช้กับระบบอุตสาหกรรม ผู้ผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ อิเล็คทรอนิกส์ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

GSI แต่เดิมรวมอยู่กับ GOLDSTAR TELECOMMUCATION จนถึงปี 2517 มีการร่วมทุนกับบริษัทฟูจิอิเล็คทริคของญี่ปุ่น แยกตัวออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่

การลงทุนในครั้งนั้นเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มมหาจักร ซึ่งเป็นผู้ผลิตสกรูและนอตรายใหญ่ในประเทศ และเป็นตัวแทนจำหน่ายแอร์มิตซูบิชิกับเครื่องเสียงเจวีซี

GSI เดิมคือซัพพลายเอร์มิเตอร์ไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาคของไทยเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากเมืองไทยยังไม่มีความสามารถที่จะทำมิเตอร์ไฟฟ้าขึ้นใช้เอง

"ทางมหาจักรนี่สนิทกับผู้ว่าของไฟฟ้าภูมิภาคคนปัจจุบัน คือ ดร.วีระ ปิตรชาติ ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นผู้ว่า ดร.วีระแนะนำกับทางเราว่าน่าจะตั้งโรงงานทำมิเตอร์ขึ้นเอง เพราะว่าแนวโน้มการใช้มิเตอร์จะขยายตัวอย่างแน่นอน เมื่อการไฟฟ้าขยายข่ายการส่งกระแสไฟฟ้าออกไป ดร.วีระเป็นคนแนะนำเราให้รู้จักกับทางโกลด์สตาร์"

เกรียงศักดิ์ เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา สมุหบัญชีของบริษัทมหาจักรไฟฟ้าสากลคือบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่จากการร่วมทนุในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันสามฝ่ายคือ GSI 20% ฟูจิอิเล็คทริคที่ถือหุ้นอยู่ใน GSI ที่เกาหลีอยู่แล้ว 20% ที่เหลืออีก 60% เป็นส่วนของทางกลุ่มมหาจักร

ทุนจดทะเบียนครั้งแรก 21 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 42 ล้านบาทในปัจจุบัน โดยที่สัดส่วนการถือหุ้นของทั้งสามฝ่ายยังคงเดิม มีโรงงานอยู่ที่นวนคร เงินลงทุนครั้งแรกในการก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรประมาณ 20 ล้านบาท

"เราเข้ามาเพราะเห็นว่าค่าแรงของไทยถูกกว่าที่เกาหลี และต้องการเปิดตลาดใหม่" KEUN YOUNG KIM ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของมหาจักรไฟฟ้าสากล ซึ่งเป็นคนของ GSI กล่าวถึงแรงจูงใจในครั้งนั้น

ตลาดใหม่ที่ว่านี้จริงๆ แล้วก็คือลูกค้าเดิมของ GSI นั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนจากที่เคยส่งเข้ามาขายโดยตรง มาเป็นการร่วมลงทุนผลิตในประเทศเท่านั้น

กำลังการผลิตของมหาจักรไฟฟ้าสากลในขณะนี้คือ 300,000 เครื่องต่อปี ส่วนใหญ่เป็นมิเตอร์ผลิตตามคำสั่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเปิดประมูลปีต่อปี เป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศทั้งหมด

ทาง GSI ส่งช่างเทคนิคเข้ามาช่วยติดต่อเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคนิคการผลิตให้กับช่างคนไทยในระยะแรกเท่านั้น เพราะเป็นสินค้าที่คนไทยยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการผลิตมาก่อนเลยในระยะนั้น รวมทั้งวัตถุดิบก็ต้องสั่งเข้ามาจาก GSI เกือบทั้งหมด

"ตอนนี้เราทำเองทั้งหมด วัตถุดิบที่ต้องสั่งเข้ามาก็มีไม่ถึง 5% ของชิ้นส่วนทั้งหมดที่ต้องใช้"

ทุกวันนี้ทางเกาหลีส่งตัวแทนมาดูแลทางด้านการเงินเพียงคนเดียว มีตัวแทนจากฟูจิอิเล็คทริคมานั่งเป็นรองประธานอยู่อีกคนหนึ่ง การบริหารทั้งหมดจึงอยู่ในความรับผิดชอบของคนไทยโดยตรง

การลงทุนครั้งที่สองของโกลด์สตาร์ในเมืองไทยทอดระยะห่างจากครั้งแรกถึงเกือบสิบปี

เครือข่ายของโกลด์สตาร์ที่เข้ามาในครั้งนี้ก็คือบริษัทโกลด์สตาร์นั่นเอง โดยเข้ามาร่วมทุนในการตั้งโรงงานประกอบวิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องซักผ้ายี่ห้อโกลด์สตาร์

เมืองไทยนั้นไม่ใช่ตลาดใหม่สำหรับโทรทัศน์เกาหลี ความจริงาแล้วบริษัทโกลด์สตาร์ส่งโทรทัศน์ทั้งขาวและสีเข้ามาขายในเมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยผ่านทางบริษัทบรรจงมิตรของ วิษณุ ลิ่มวิบูลย์

วิษณุมีพื้นเพมาจากกิจการขายอะไหล่รถยนต์มาก่อนในชื่อบริษัทมิตเตอร์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากร้านอะไหล่แถววรจักรของพ่อชื่อมิตรเจริญกลการ

"เมื่อสิบปีที่แล้วทางศูนย์การค้าเกาหลีในเมืองไทยชวนผมไปเที่ยวที่นั่น โดยจัดเป็นคณะไปเยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรม เราได้ไปดูโรงงานของโกลด์สตาร์ด้วย ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ของเขาถึงความเป็นไปได้ที่จะสั่งสินค้าโกลด์สตาร์เข้ามาขายในไทย"

วิษณุเท้าความถึงจุดเริ่มแรกในการจับมือกับโกลด์สตาร์ ตัวเขาเองนั้นเห็นว่า ทางโกลด์สตาร์น่าจะมีศักยภาพในตลาดบ้าน จึงตกลงใจสั่งเข้ามา

"เริ่มด้วยทีวี.ขาวดำก่อน ตอนนั้นคุณภาพยังไม่ดีนัก เสียงก็ยังไม่มีต้องเอามาปรับมาแก้ไขกันเล็กน้อย แต่ว่าถูกกว่าญี่ปุ่น ขายได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง จนเข้าปีที่ห้า รัฐบาลประกาศลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนทีวี. และห้ามนำเข้าตู้ทีวี. เราก็เลยต้องสร้างโรงงานประกอบขึ้นมาเอง"

โรงงานที่ตั้งขึ้นก็คือบรรจงมิตร ประกอบทั้งวิทยุและโทรทัศน์ โดยสั่งชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดมาจากโกลด์สตาร์ แต่การประกอบเป็นฝีมือของวิศวกรและนายช่างของบรรจงมิตรเอง

สินค้าโกลด์สตาร์ทั้งที่สั่งเข้ามาในตอนแรก และที่ประกอบในไทย ในตอนหลังเปลี่ยนยี่ห้อเป็นวีสตาร์ เพราะชื่อโกลด์สตาร์นั้นมีบริษัทตัวแทนจำหน่ายวิทยุ โทรทัศน์จากยุโรปแห่งหนึ่งจดทะเบียนชื่อนี้ไว้ก่อนแล้ว จนเมื่อต้นปีนี้ทางบริษัทโกลด์สตาร์ไปเจรจาขอใช้ชื่อนี้กับบริษัทดังกล่าวได้สำเร็จ

สิบปีของโกลด์สตาร์ในเมืองไทยนั้น ถึงแม้ส่วนแบ่งการตลาดที่มีอยู่ในมือจะเป็นแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่สำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกยึดครองไว้อย่างเหนียวแน่นโดยสินค้าญี่ปุ่น ส่วนแบ่งตลาดแค่นี้ก็คือว่าเก่งพอตัว

ตลาดของโทรทัศน์โกลด์สตาร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างจังหวัด อาศัยราคาที่ถูกกว่าญี่ปุ่นประมาณ 15% เป็นช่องแทรกตัวเข้าไป

เกาหลีใต้นั้นก็เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาหลายๆ อย่างในการส่งออกสินค้าของคนในช่วงสองถึงสามปีมานี้

ปัญหาแรกคือค่าเงินวอนที่สูงขึ้นตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา รัฐบาลเกาหลีใต้จำเป็นต้องปรับค่าเงินวอนให้สูงขึ้น อันเป็นผลจากการถูกบีบจากสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นจาก 881.5 วอนต่อหนึ่งดอลลาร์ในปี 2529 เป็น 793.5 วอนต่อหนึ่งดอลลาร์ในธันวาคม 2530 และเพิ่มขึ้นเป็น 728.70 วอนต่อหนึ่งดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ในเวลาเพียงปีกว่าๆ ค่าเงินวอนเพิ่มขึ้นถึง 21% ค่าเงินวอนซึ่งครั้งหนึ่งเป็นตัวทำให้การส่งออกของเกาหลีไปได้สวย กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความยุ่งยากเพราะทำให้สินค้าจากเกาหลีมีราคาแพงขึ้น

ปัญหาประการต่อมาคือ ค่าแรงภายในประเทศที่สูงขึ้นถึงเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานการครองชีพที่อยู่ดีกินดีขึ้น ตามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ

ปัญหาประการสุดท้ายคือ การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้นทุกวัน

การลงทุนในต่างประเทศจึงเป็นทางออกที่ดีของปัญหาข้างต้นทั้งสามประการ

กล่าวเฉพาะตลาดเมืองไทย จุดมุ่งหมายที่สำคัญยังคงอยู่ที่ตลาดภายในมากกว่าการใช้เป็นฐานในการส่งออก ข้อได้เปรียบทางด้านราคาที่โกลด์สตาร์เคยใช้เป็นจุดแข็งในการสู้กับสินค้าญี่ปุ่นกำลังจะหมดไป เมื่อค่าเงินวอนของเกาหลีได้เริ่มแข็งตัวขึ้น ชิ้นส่วนที่เคยสั่งเข้ามาจากเกาหลีก็ย่อมจะสูงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

โครงการผลิตหลอดภาพโทรทัศน์ของบริษัทไทยซี อาร์ ที และโครงการผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ เป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของโกลด์สตาร์อีกส่วนหนึ่ง

เพราะเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จสิ้นลง แน่นอนว่าผู้ประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเราจะต้องหันมาใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ความแตกต่างทางด้านราคาของชิ้นส่วนก็จะไม่มีผลต่อการแข่งขันในตลาดอีกต่อไป

"โกลด์สตาร์เข้ามาในช่วงนี้ เป้าหมายสำคัญที่สุดก็คือขยายตลาดในไทย และที่ต้องรีบเข้ามาก็เพื่อยึดหัวหาด สร้างชื่อโกลด์สตาร์ในติดตลาดไว้ก่อนที่ความได้เปรียบในเรื่องราคาจะหมดไป"

บริษัทโกลด์สตาร์เข้ามาร่วมทุนกับบรรจงมิตรตั้งบริษัทขึ้นใหม่ชื่อโกลด์สตาร์อิเล็คโทรนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อประกอบโทรทัศน์สี วิทยุ และเครื่องซักผ้า มีโรงงานอยู่กระทุ่มแบน สมุทรสาคร ทุนจดทะเบียนของบริษัทร่วมทุนนี้มีจำนวน 50 ล้านบาท เป็นสัดส่วนของบรรจงมิตร 51% และของโกลด์สตาร์ 49%

เงินลงทุนสร้างโรงงานทั้งหมดนั้นคือ 220 ล้านบาท อีก 150 ล้านบาท ที่นอกเหนือไปจากเงินทุนจดทะเบียนนั้นเป็นเงินกู้จากแบงก์กรุงเทพ

ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโรงงานซึ่งจะใช้ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติทั้งหมดและจะเสร็จสิ้นประมาณสิ้นปีนี้ มีกำลังการผลิตโทรทัศน์ปีละหนึ่งแสนเครื่อง วิทยุปีละสามหมื่นเครื่อง และเครื่องซักผ้าปีละหนึ่งหมื่นเครื่อง

โกลด์สตาร์ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในสามปีส่วนแบ่งตลาดของตนน่าจะมีโอกาสเขยิบขึ้นไปถึง 10%

ตลาดต่างประเทศนั้นคงเป็นเรื่องที่โกลด์สตาร์มุ่งหวังอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะดูจากกำลังการผลิต โดยเฉพาะโทรทัศน์แล้ว การจะเข้าแย่งตลาดกับญี่ปุ่นเพื่อให้รองรับสินค้าได้ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างแน่นอน

"กำลังการผลิตส่วนที่เหลือจะส่งออก โดยทางโกลด์สตาร์จะช่วยเหลือในเรื่องตลาดต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ยุโรปและอเมริกา" วิษณุเปิดเผย

โรงงานที่สหรัฐฯ และเยอรมนีนั้นกำลังมีปัญหา เพราะค่าแรงแพงและต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะหลอดภาพของสหรัฐฯ นั้นมีราคาแพงมาก

"ทางบริษัทแม่ที่เกาหลียังต้องจ่ายเงินอุดหนุนอยู่"

โกลด์สตาร์ในไทยจึงอาจจะเป็นทางออกหากทั้งสองโรงงานดังกล่าวมีปัญหามากเกินกว่าจะแก้ไข

แต่เมื่อลงทุนกันขนาดใหญ่แล้ว โกลด์สตาร์เองคงไม่ปล่อยให้ GOLDSTAR AMERICA กับ GOLDSTAR EUROPE ต้องถอยกลับประเทศไปอย่างง่ายๆ

เป้าหมายของโกลด์สตาร์ไทยแลนด์ตอนนี้จึงยังคงเป็นตลาดภายในมากกว่า เหมือนๆ กับการลงทุนของ GSI ร่วมกับกลุ่มมหาจักรเมื่อสิบปีที่แล้ว

จะต่างกันก็เพียงแต่การเข้ามาของ GSI ในครั้งนั้น ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตมิเตอร์ไฟฟ้าขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ในขณะที่การเข้ามาของโกลด์สตาร์ไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งลงหลักปักฐานแล้วจากการเข้ามาของญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

เป็นเพียงการประกอบชิ้นส่วนธรรมดาๆ เท่านั้น !!

เปรียบเทียบกับญี่ปุ่นแล้ว การมาของโกลด์สตาร์ในครั้งนี้ก็เหมือนก้าวแรกของนักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการลงทุนที่เป็นการร่วมทุนกับตัวแทนคู่ค้าเก่า ขนาดของการลงทุนที่ต่ำมากและลักษณะของอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุน

แต่จะขยับขยายตัวเฉกเช่นธุรกิจชาวอาทิตย์อุทัยหรือไม่นั้น ก็คงจะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย