Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2544








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2544
Singapore Analog VS Digital             
โดย ไพเราะ เลิศวิราม
 


   
search resources

Kodak
Computer




ใครๆ ก็รู้ว่า รัฐบาลสิงคโปร์เป็นรัฐบาลที่ไฮเทคแค่ไหน ประชาชนพลเมืองสามารถยื่นแบบเสียภาษี สามารถแจ้งเกิดและ สมัครเข้าโรงเรียนผ่านทางคอมพิวเตอร์ออนไลน์ได้ แต่เมื่อมาถึงเรื่องการจัดเก็บเอกสารดังกล่าว เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า สิงคโปร์กลับใช้วิธีการเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 70 ปี อย่างไมโครฟิล์ม

เมื่อไม่นานมานี้เอง สำนักข้อมูลแห่งชาติ ของสิงคโปร์ (The National Archives of Singapore) ได้จับมือกับตัวแทนในท้องถิ่นของอีสต์แมน โกดัก โค (Eastman Kodak Co.) เพื่อแปลง เอกสารจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานรัฐบาลให้เป็นเอกสารในรูปไมโครฟิล์ม เหตุผลง่าย ๆ ที่อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คือ การ จัดเก็บเอกสารที่ได้จากสื่อดิจิตอลต้องเสียค่าใช้ จ่ายมากและอาจเกิดการสูญหายของข้อมูลระหว่างปฏิบัติการได้ด้วย แม้รูปแบบของระบบดิจิตอลจะยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ "คุณจะเอาระบบข้อมูลทั้งหมดของคุณไปหวังพึ่งมันหรือ" เดวิด เฉิง (David Cheung) ผู้จัดการฝ่ายสื่อและไมโครกราฟิกส์ในเอเชียของโกดักกล่าว ดูจะเป็นเรื่องน่าขบขันที่มีการหันกลับไปใช้วิธีการแบบเก่าๆ ที่เมื่อเทียบกับการเก็บด้วยระบบดิจิตอลแล้ว ทั้งช้าในการค้นหาและยากที่จะส่งให้ผู้อื่นใช้ในขณะเดียวกันด้วย อย่างไรก็ตาม โกดักก็ชี้ว่า ข้อดีที่โดดเด่นและเหนือกว่าวิธีอื่นๆ ของไมโครฟิล์ม ก็คือ ในขณะที่ไม่มี ใครรู้ว่าเทคโนโลยีดิจิตอลจะเป็นอย่างไรต่อไป ไมโครฟิล์มก็จะยังคงเป็นอะไรที่อ่านได้ง่ายโดย ไม่ต้องใช้อะไรที่ยุ่งยากและซับซ้อนไปกว่าแว่น ขยาย แสงสว่าง และตาของมนุษย์ แน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้ย่อมใช้ไม่ได้กับอี-เมลหรือเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ (ลองนึกภาพการพยายามค้นไฟล์ที่เขียนในเวิร์ดสตาร์-Wordstar ที่บูมสุดในช่วงทศวรรษที่ 1980 ว่าต้องใช้ความพยายาม มากมายแค่ไหน)

การให้เหตุผลของโกดักย่อมมีปัจจัยของ การคาดคะเนถึงปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของโลกดิจิตอลที่ยังไม่มีใครทำนายอะไรได้ แม้การถ่าย ข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิตอลเคยต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่ สูงยิ่งมาก่อน แต่ในปัจจุบัน ราคาที่ต้องจ่ายนั้น ได้ลดลงแล้ว พร้อมๆ กับที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ทำนายว่า ในอีกไม่ช้าข้อมูลจะถูกแปลง เป็นรหัสอะไรบางอย่างที่คอมพิวเตอร์ที่ยังรอการคิดค้นสามารถอ่านและแสดงข้อมูลดังกล่าว ออกมาได้ในทันที กระนั้นก็ตาม โกดักก็ได้โต้ว่า หากจะพูดถึงประเด็นอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไมโครฟิล์มอยู่ได้นานนับร้อยๆ ปีแน่นอน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำนายอะไรได้ เพราะไมโคร ฟิล์มก็เพิ่งอยู่คู่กับมนุษย์มาได้เพียง 70 ปีเท่านั้น

"ข้อโต้แย้งเรื่องไมโครฟิล์มเป็นเรื่องที่เหลวไหล" ไมเคิล ชามอส (Michael Shamos) ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องสมุดระบบดิจิตอลของมหา วิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอนในพิตสเบิร์กกล่าวและว่าที่ภาควิชาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย "เราใช้การเก็บในแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นแบ็ค อัพให้กับการเก็บในรูปไมโครฟิล์ม" เขายังเชื่อด้วยว่า ด้วยศักยภาพการทำงานที่รวดเร็วของการเก็บแบบดิจิตอล อีกไม่นานความคิดเรื่องการจัดเก็บข้อมูลก็จะเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ทั้งนี้เพราะเอกสารทุกชิ้นมีสำเนานับล้านๆ ชิ้นที่ปรากฏอยู่บนสื่อออนไลน์อยู่แล้ว กระนั้นก็ตาม ข้อโต้แย้งเรื่องไมโครฟิล์ม ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย "หน่วยงานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นไปที่ความจำเป็นในการจัดเก็บในระยะสั้น โดยไม่มีแผนรองรับสำหรับการจัดเก็บในระยะยาว" คาร์ล แฟรบเปาโล (Carl Frappaolo) ผู้เชี่ยวชาญด้าน การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของเดลฟี คอน เซาติ้ง กรุ๊ป (Dephi Consulting Group) ในบอสตันกล่าว แม้เขาจะเห็นด้วยว่า เอกสารออน ไลน์นั้นดีมากในการนำมาใช้งาน แต่ก็มีข้อมูลมากมายที่ต้องมีการจัดเก็บในระยะยาว ซึ่งต้อง อาศัยการเก็บในรูปกระดาษหรือไมโครฟิล์ม

หลายๆ เขตของสหรัฐฯ ได้เริ่มทำตามแนวคำแนะนำดังกล่าว โดยได้มีการแปลงเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ลงบนไมโครฟิล์ม ในเอเชียก็เช่นเดียวกัน กอง ทัพบกของเกาหลีใต้ได้เริ่มถ่ายเอกสารอิเล็ก ทรอนิกส์ของทางการให้มาอยู่ในรูปไมโครฟิล์ม ขณะที่ห้องสมุดแห่งชาติของกรุงไทเปเพิ่งเสร็จสิ้นโครงการ 6 เดือนในการแปลงหนังสือนับล้านๆ เล่มจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หน่วยงานที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแต่เป็นลูกค้าของโกดักทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม ไมโครฟิล์มก็ใช้ได้สำหรับการเก็บรักษาในระยะยาวเท่านั้น เพราะที่ห้องสมุดของไต้หวัน ผู้อ่านก็ยังค้นและเรียกหาข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

โครงการจัดเก็บข้อมูลเป็นไมโครฟิล์มของสิงคโปร์ที่มีหน่วยงานรัฐบาลถึง 15 แห่งเข้าร่วมและมีเอกสารนานาชนิดเข้ามาเกี่ยวข้อง นั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่โดดเด่นที่สุด ไมเคิล บาร์เร็ตต์ (Michael Barrett) รองประธานของฝ่ายรูปลักษณ์เอกสารของโกดักกล่าวและปฏิเสธ ที่จะให้รายละเอียดว่า โครงการดังกล่าวมีมูลค่า เท่าใด

นี่นับเป็นหนทางฟื้นตัวของโกดัก ยักษ์ใหญ่แห่งวงการถ่ายรูปที่ยืนยาวมากว่า 120 ปีอย่างโกดักต้องประสบกับปัญหารายได้ที่ลดลง ในยุคดิจิตอลอย่างปัจจุบัน ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าโกดักไม่พยายามปรับตัวให้เข้ากับกาลเวลา เพราะโกดักทั้งผลิตกล้องถ่ายรูปดิจิตอล เครื่องสแกน เนอร์ความสามารถเหนือชั้น แถมยังมีบริการอัดล้างรูปออนไลน์ให้กับลูกค้าในตลาดอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้น โกดักก็ยังต้องเผชิญกับการแข่ง ขันที่ดุเดือดในตลาดกล้องถ่ายรูปดิจิตอล โดยเฉพาะต้องเจอกับคู่แข่งอย่างฮิวเลตต์-แพคการ์ด โค (Hewlett-Packard Co.)

การเข้ามาผลักดันเรื่องไมโครฟิล์มของโกดักดูจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดี รีเบคกา รันเคิล (Rebecca Runkle) นักวิเคราะห์ของ มอร์แกน สแตนลีย์ ดีน วิทเทอร์ (Margan Stanley Dean Witter) ในนิวยอร์กกล่าวและว่า "มันก็ยังไม่แน่นอนว่า ไมโครฟิล์มจะเป็นธุรกิจที่บูมที่สุดสำหรับโกดัก แต่หากมันเป็นอย่างนั้นจริง โกดักก็จะมีรายได้งามทีเดียว" โกดักนั้นอ้างว่าตนมีส่วนแบ่งกว่า 70% ในตลาดไมโคร ฟิล์ม แต่ก็ปฏิเสธที่จะให้ตัวเลขว่า ในจำนวนรายได้สุทธิ 14,000 ล้านดอลลาร์ที่โกดักทำได้เมื่อปีกลาย ไมโครฟิล์มทำเงินได้กี่มากน้อย อย่างไรก็ตาม รันเคิลก็ประมาณว่า ตัวเลขน่าเข้าใกล้ 1,000 ล้านดอลลาร์สำหรับไมโครฟิล์มของโกดัก

หากตลาดไมโครฟิล์มจะกลับมาฟื้นคืน ชีพจริงๆ มันก็จะไม่ใช่เทคโนโลยีที่มีอายุการใช้งานยาวนานตัวแรกที่สามารถฝ่าฟันการถูกเลิกใช้มาได้ จอห์น แคสสัน (John Kasson) นักประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า (University of North Carolina) ชี้ว่า เมื่อก่อน ใครต่อใครก็พากันคิดว่า นาฬิกา ข้อมือระบบอนาล็อกจะต้องหลีกทางให้กับ นาฬิการะบบดิจิตอล แต่จนปัจจุบันระบบอนาล็อกก็ยังไม่ได้หายไปไหน หรือเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ก็มีการทำนายกันว่า หนังสือจะต้องตายจากไปในโลกของสื่อ แต่จนปัจจุบัน "คนจะนึก ไม่ออกหรอกว่า โลกที่ไม่มีหนังสือนั้นจะเป็นอย่างไร" แคสสันกล่าว

โกดักเริ่มนำไมโครฟิล์มเข้าสู่ตลาดเมื่อ ปี 1928 โดยนำมาใช้กับการทำงานของธนาคาร เช่น การเก็บบันทึกสมุดเช็ค ไมโครฟิล์มไม่เพียง ทำให้ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บแต่ยังทำให้ง่ายสำหรับการค้นเมื่อเทียบกับการเก็บเป็นกระดาษ กองโต หลังจากนั้น ไมโครฟิล์มก็ถูกใช้อย่างกว้างขวางในหน่วยงานของรัฐบาล ห้องสมุด และบริษัทต่างๆ ทั่วโลก แต่ไม่นานโลกของระบบดิจิตอลก็ปรากฏตัวขึ้น คล้ายกับเป็นการ ส่งสัญญาณว่า ไมโครฟิล์มน่าจะต้องสิ้นอายุขัย โดยในกลางทศวรรษที่ 1990 ตลาดไมโครฟิล์มเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็วด้วยเหตุที่คนหันมาเก็บ ข้อมูลด้วยระบบออนไลน์กันมากขึ้น

ปี 1996 โกดักแก้มือด้วยการออกผลิต ภัณฑ์ที่ชื่อ Document Archive Writer ซึ่งเป็นเครื่องมือแปลงเอกสารจากระบบดิจิตอลให้อยู่ในรูปไมโครฟิล์ม แต่ก็เพิ่งจะมาในปี 1999 เท่า นั้นที่โกดักเริ่มขยับตัวออกโฆษณาไมโครฟิล์มอย่างจริงจังโดยได้พยายามชูประเด็นไมโครฟิล์ม ในฐานะเครื่องมือที่ป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิด จากการใช้การเก็บข้อมูลด้วยระบบดิจิตอล ผู้บริหารของโกดักพยายามกระตุ้นยอดขายด้วยการขายสินค้าในราคาถูกให้กับหน่วยงานรัฐบาล รวมทั้งเป็นสปอนเซอร์ให้กับการสัมมนาของเจ้า หน้าที่ฝ่ายจัดเก็บข้อมูลทั้งหลาย ในปีเดียวกันนั้น โกดักก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ Intelligent Microimage Scanner ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะทำ ให้กระบวนการแปลงข้อมูลเป็นไปอย่างสมบูรณ์ แบบด้วยการแปลงไมโครฟิล์มให้กลับไปอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม จนปัจจุบัน โกดักสามารถจำหน่ายเครื่องมือทั้งสองตัวไปได้ เพียงอย่างละ 500 เครื่องทั่วโลกเท่านั้น

สำหรับสิงคโปร์ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น ศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชียนั้นก็ดูจะเชื่อกับแนวทางของโกดัก ก่อนหน้านี้โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1980 รัฐบาลเริ่มแปลง ข้อมูลและเอกสารต่างๆ ของหน่วยงานราชการ เข้าในระบบคอมพิวเตอร์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องปวดหัว กับการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หลายต่อหลายรอบ เพื่อให้ทันกับซอฟต์แวร์และฮาร์ด แวร์ที่ปรับเปลี่ยนอย่างไม่หยุดหย่อน และเมื่อปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ก็เริ่มเปลี่ยนการเก็บจากระบบอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นระบบดิจิตอล โดย หน่วยงานแต่ละแห่งก็มีข้อมูลให้เก็บกันอย่างมากมาย เป็นต้นว่า กระทรวงการคลังมีไฟล์ข้อมูลมากถึง 17,000 ประเภท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ก็ต้องการ เครื่องมืออีกชั้นหนึ่งที่จะมาป้องกันการสูญหาย ของข้อมูล ไมโครฟิล์มจึงเป็นตัวเลือกที่เข้าตาที่สุด "เราเลือกใช้วิธี kiasu" สตีเฟน ลิม (Ste- phen Lim) chief executive ของ SQL View Pte.Ltd., กล่าว SQL เป็นบริษัทที่พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา คำ ว่า Kiasu นั้นเป็นคำในภาษาจีนใช้บรรยายความ ระมัดระวังแบบสุดขั้วของชาวสิงคโปร์ โดยแปล ความหมายได้คร่าวๆ ว่า "กลัวที่จะสูญเสีย"

ทุกวันนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดเก็บข้อมูล บนไมโครฟิล์มได้ทั้งสิ้น 150,000 ม้วนหรือราว 360 ล้านหน้ากระดาษ แต่ละปีตัวเลขก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดเก็บข้อมูลประเมิน ว่า 5% ของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่หน่วยงานรัฐบาลทำขึ้นจะถูกแปลงเป็นไมโครฟิล์ม จากเมื่อก่อนที่เจ้าหน้าที่จัดเก็บสามารถจัดเก็บข้อมูล ในรูปกระดาษได้เลย มาตอนนี้ก็ต้องมานั่งพิจารณากันว่า ควรจะเก็บหรือควรจะทิ้งชิ้นไหน ถ้าเก็บควรจะเก็บในรูปใด มร.ลิมกล่าวว่า ตอน นี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังคิดค้นระบบที่ดีกว่าที่จะมาแยกแยะว่า เอกสารชิ้นไหนควรเก็บในรูปไมโครฟิล์มหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มร.ชามอส แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลล็อน ก็ชี้ว่า ความพยายาม ทั้งหมดดังกล่าวเป็นเรื่องเสียเวลา เขาตำหนิเรื่อง การหันกลับไปหาไมโครฟิล์มไปยังคนที่รู้สึกไม่มั่นใจกับการใช้ระบบเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ "ธนาคารทั่วโลกเขาเลิกใช้ระบบอนาล็อกกันหมดแล้ว ก็เห็นเขาทำงานได้ดี" มร.ชามอส กล่าวและว่า "ธนาคารเขาไม่มานั่งเสียเวลาเก็บ กระดาษที่บันทึกการทำรายการบนเครื่องเอทีเอ็มของคุณหรอก"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย