Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2544








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2544
ดุสิต นนทะนาคร นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย             
โดย อรวรรณ บัณฑิตกุล
 


   
search resources

ดนุภพ รัตนพานิช




นายกสมาคมนักเรียนเก่า วชิราวุธวิทยาลัย คนใหม่หมาดๆ มีชื่อว่า ดุสิต นนทะนาคร เป็นนักเรียนเก่าวชิราวุธรุ่นที่ 36 หมายเลขประจำตัว 2398 ประจำคณะพญาไท ในสมัยที่พระยาภะรตราชา เป็นผู้บังคับการ

ชีวิตของนายกสมาคมนักเรียนเก่าคนนี้ มีเรื่องราวที่ร้อยรัดผูกพันกับพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 อย่างมาก เริ่มจากปู่ของเขา คือ หลวงรามัญนนทเขตร คดี หรือชื่อเดิมคือรองอำมาตย์โทเจ๊กนั้น ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า "นนทะนาคร" ซึ่งแปลว่า "นาคน้อยผู้ร่าเริง" คุณพ่อของเขา ก็เคย เป็นศิษย์เก่าโรงเรียน "ราชวิทยาลัย" ที่ต่อมาได้มารวมกับโรงเรียนวชิราวุธ ส่วนดุสิตเมื่อจบจากวชิราวุธแล้ว ก็ยังไปทำงานที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเช่นกัน

แม้จะอยู่ในช่วงของการทำงานอาชีพ แต่ดูเหมือนว่าเขาก็ยังให้เวลากับโรงเรียนเก่า เสมอๆ ไม่ว่าการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม หรือการเข้ามาเป็นกรรมการบริหารของวชิราวุธวิทยาลัย

ปัจจุบัน ดุสิตมีอายุ 54 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทค้าวัสดุซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นผู้บริหารอีกคนหนึ่งที่เป็นนักเรียนเก่าจากวชิราวุธ เช่นเดียวกับ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย และอภิพร ภาษวัธน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเคมีภัณฑ์ซิเมนต์ไทย

เส้นทางชีวิตของดุสิตอาจจะไม่ต่างกับเด็กวชิราวุธคนอื่นๆ ในประเด็นที่ว่าเรื่องเรียน น่ะไม่ค่อยเท่าไร แต่เรื่องกิจกรรมต้องเป็นหนึ่ง แต่ที่สำคัญจะต้องสามารถเอาตัวรอดได้ในเรื่องชีวิตการทำงาน และเมื่อได้ฟังลีลาการพูดที่ดุเด็ดเผ็ดมันแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับว่า นี่คือ นักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยพันธุ์แท้ เพียงแต่ว่า "ผู้จัดการ" จำเป็นต้องปรับสำบัดสำนวนที่ใช้ด้วยภาษาโบราณสุดๆ นั้นบ้าง เพื่อความเหมาะสม ดังนั้น อรรถรสที่ผู้อ่านควร จะได้อาจลดน้อยลง

ดุสิต นนทะนาคร เล่าย้อนอดีตตัวเองให้ฟังว่า ทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นคนจังหวัดนนทบุรี พ่อจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ 1 และได้เข้าไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทย เริ่มไต่เต้าตั้งแต่เป็นเสมียน เงินเดือน เดือนละ 7 บาท จนกระทั่งเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัด และจังหวัดสุดท้ายที่รับตำแหน่งก็คือ จังหวัดขอนแก่น ทางด้านผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของสวนทุเรียน แต่รักการเรียนหนังสืออย่างมากนั้น ได้รับราชการเป็นข้าราชการ กระทรวงศึกษาฯ ตำแหน่งสุดท้ายคือ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนประจำจังหวัด นนทบุรี

ส่วนคุณปู่ ก็เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเหมือนกัน ได้รับตำแหน่งนายอำเภอปากเกร็ดเป็นที่สุดท้าย ทั้งปู่และย่าเป็นคนมอญที่ อพยพมาตั้งแต่สมัยมอญถูกพม่ารุกราน แล้วเข้ามาพึ่งแผ่นดินไทยที่ปากเกร็ด

"ถ้าจำไม่ผิด คุณย่าผมเป็นมอญ สองคนนี่จะพูดภาษามอญตลอด สมัยเด็กๆ เวลาผมไปหาปู่ย่า ฟังปู่ย่าพูดภาษามอญตลอด อย่างกินข้าว เขาก็ไม่บอกว่า กินข้าว แต่จะพูดว่า เจี๊ยะเปิ้งๆ เจี๊ยะ ภาษาจีน แต่เจี๊ยะ เปิ้งเป็นภาษามอญ ผมเข้าใจว่า จีนมอญ มันต้องผสมผสานกัน"

ดุสิต มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เขาเป็นคนที่ 4 มีน้องชาย 1 คน 3 คน แรกเป็นหญิง พี่น้องทุกคนจะมีชื่อที่ขึ้นต้นด้วยอักษร ก ทั้งหมดคือ กรณีย์ กิตติมา กรรณิกา น้องชายชื่อกฤษดา ส่วนดุสิตเกิดที่อำเภอดุสิต สมัยที่ คุณพ่อเป็นนายอำเภออยู่ที่อำเภอดุสิต การที่ครั้งหนึ่งคุณพ่อรับราชการเป็นนายอำเภอที่ดุสิตนี่เอง ทำให้ วิถีชีวิตของเขาต้องเข้าไปเกี่ยวโยงกับโรงเรียนวชิราวุธ ในเวลาต่อมา

"ตอนพ่อเป็นนายอำเภอก็ได้ใกล้ชิดกับวชิราวุธ เพราะทางโรงเรียน ก็อาจจะมีเรื่องที่ต้องพึ่งพาอาศัยนายอำเภอ แล้วผมก็เป็นลูกชายคนโต เป็นคนที่ต้องตามพ่อมาด้วยตลอด พ่อย้ายไปไหนก็ไป ลูกสาว 3 คนก็อยู่ กับแม่ ตอนหลังตามมากไม่ไหว เพราะพ่อย้ายบ่อยมาก ผมเองก็ต้องย้าย โรงเรียนบ่อยมาก ตอนหลังพ่อก็ชักเป็นห่วง บางครั้งมันย้ายระหว่างกลาง เทอม มันไม่ได้ย้ายระหว่างปีการศึกษา ก็เลยตัดสินใจมาฝากไว้ที่วชิราวุธ อีกอย่างพ่อเป็นศิษย์เก่าวชิราวุธด้วย พระยาภะรตราชาก็รู้จักกับพ่อดี"

ช่วงเวลา 6 ปี ในรั้วของวชิราวุธวิทยาลัย เต็มไปด้วยเรื่องราวความทรงจำที่ประทับใจ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ระลึกถึง ดุสิตเล่าว่า

"ผมอยู่วชิราวุธ ตั้งแต่ ม.3 ถึง ม.8 คณะพญาไท ซึ่งบังเอิญเป็นคณะเดียวกับอาจารย์ชัยสิริ สมุทวณิช ก็สนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ เราสองคนนอนเตียงติดกันเลย กลางค่ำกลางคืนก็นอนปรึกษาหารือกัน ไอ้นี่มัน หัวคอมมิวนิสต์ พี่ชายก็หัวคอมมิวนิสต์หน่อยๆ คือ คิดไม่เหมือนพวกเรา มันประเภทเรือเกลือ แล้วพวกนี้มันคิดไม่เหมือนเรา เลยคิดว่าพวกนี้ ต้องเป็นคอมมิวนิสต์แน่นอน เขาต่างกว่าผมรุ่นหนึ่ง แต่ที่วชิราวุธ ต่ำกว่า รุ่น เกินกว่ารุ่น มันถือว่าใกล้ชิดกันมาก ผมรุ่น 36 ไอ้ปาน (อาจารย์ชัยสิริ รุ่น 37) อาจารย์ ชัยอนันต์ รุ่น 33

กลุ่มนี้ก็ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน แล้วก็มีกลุ่มที่เล่นกีฬาด้วยกัน ก็มีพลตำรวจตรีอธิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ที่เป็นตำรวจ แล้วก็มีประพาส อัมพรรัตน์ ประพาสนี้เป็นอุตสาหกรรมจังหวัดอยู่สระบุรี สุรชาติ แววประเสริฐ และอีกหลายๆ คน อยู่โรงเรียนประจำ ผมว่าไม่ต้องเรียนเก่ง แต่ต้องมีกิจกรรมอะไรที่พิเศษกว่าชาวบ้านเขา การที่เราจะเป็นใหญ่ ได้ เป็นหัวหน้าคณะได้ ไม่ได้ เขาไม่ได้ดูตรงที่ว่าเรียนเก่งหรือไม่เก่ง เขา ดูจากความสามารถที่ว่าจะไปเป็นหัวหน้าคนได้มั้ย มันเกิดจากการเล่นกีฬา การทำกิจกรรมต่างๆ งั้นเรื่องเรียนผมก็ไม่เท่าไรหรอก"

ในวชิราวุธวิทยาลัยสมัยนั้นทุกคนต้องรู้จักดุสิต เพราะเขาโดดเด่น มากในเรื่องของการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยตำแหน่งกัปตันทีมฟุตบอล นักกีฬารักบี้ นักกรีฑา หัวหน้าคณะ นักแสดงละครของโรงเรียน ทุกอย่างที่ได้แสดงออกดุสิตเป็นต้องกระโดดเข้าไปสมัครหมด แต่เรื่องหนึ่ง ที่เล่ามาแล้วไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อก็คือ การที่เป็นนักกีฬาให้โรงเรียนนั้น ทำให้เขาได้ทานไข่วันละหลายๆ ฟอง ภาพชีวิตในช่วงนั้นสะท้อนให้เห็น สภาพความเป็นอยู่ในเรื่องอาหารการกินของเด็กวชิราวุธในยุคแรกๆ ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาจากครอบครัวข้าราชการ และตระกูลชั้นสูงได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน

"อยู่โรงเรียนมันจะแย่หน่อย เพราะอาหารการกินลำบากมาก ข้าวต้มที่กินเรียก ข้าวต้มแผ่น นะ ข้าวต้มนี่เป็นแผ่นๆ เลย เอาน้ำเทไปปุ๊บ จะลอยเป็นแผ่นๆ เลย หรือมีกลิ่นคล้ายๆ หมู แต่ไม่มีหมู นี่คือ อาหาร เช้า พอกลางวันก็จะมีแต่ผัก หมูก็ไม่มี ตกเย็นก็มีแกงเผ็ดมะเขือไม่มีไก่ ทีนี้เด็กกำลังโต กำลังหิว มันก็ไม่ไหว อาทิตย์หนึ่งแม่ให้เงินมาประมาณ 15-20 บาท น้อยมาก ซื้ออะไรก็ไม่ได้ แต่ทางโรงเรียนจะมีกติกาอยู่อย่าง หนึ่งว่า ใครเป็นนักกีฬาของคณะก็จะได้กินไข่วันละ 2 ฟอง ผมก็เอาเลย เล่นกีฬาอย่างเดียว เพื่อจะได้กินไข่เยอะๆ ผมเป็นนักฟุตบอล นักบาส เกตบอล นักรักบี้ เล่นกรีฑา วิ่งผลัด วิ่งทน กระโดดสูง ค้ำถ่อ วอลเลย์ บอล ผมเล่นหมดนะ ผมเล่นกีฬา 10 อย่าง ได้กินไข่วันละ 20 ฟอง ผมกินอย่างนี้ตลอดตอนเป็นเด็ก"

การได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน การทำงานเป็นทีม การมีน้ำใจเป็นนักกีฬา คือ สิ่งที่เขาได้จากที่นี่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาสอบเข้ามหา วิทยาลัยเมืองไทยได้ จนต้องไปศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรม ศาสตร์ สาขาโยธา มหาวิทยาลัยยังส์ทาวน์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ และปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโครงสร้างมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ

ความเป็นนักเรียนนอก และยังจบจากสถาบันเดียวกับอายุส อิศร- เสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัทค้าวัสดุซิเมนต์ไทยในช่วงนั้น ผนวกกับเป็นยุคที่ปูนซิเมนต์ไทยต้องการคนหนุ่มรุ่นใหม่จบการศึกษาจาก ต่างประเทศมาร่วมงานอย่างมาก ทำให้ในที่สุดดุสิตมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้

และในช่วงที่ทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยใหม่ๆ นั้น ผู้ที่รักการกีฬาอย่างเขา อยากเข้าสปอร์ตคลับอย่างมาก แต่จำต้องหักใจเพราะค่า สมาชิกปีละ 20,000 บาทนั้น แพงเกินไปสำหรับคนที่มีเงินเดือนเพียงแค่ 3,000 บาท อย่างเขา ดุสิตที่ยังเป็นเด็กมากในตอนนั้น ก็ได้เข้าไปขอให้อายุสเสนอชื่อเขาเข้าไป โดยมีอมเรศ ศิลาอ่อน ผู้จัดการฝ่ายขายในขณะ นั้นเป็นคนรับรอง ส่วนค่าสมาชิกทางสปอร์ตคลับก็ยินดีให้เขาผ่อนเดือน ละ 500 บาท การเข้าไปในวงสังคมตรงนั้นมีส่วนทำให้เป็นที่รู้จัก และอยู่ ในสายตาของอายุสและอมเรศมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทำงานไปประมาณ 5-6 ปี ดุสิตคนที่เพื่อนๆ ในวชิราวุธบอกว่าไม่เอาไหนในเรื่องการเรียนก็ได้ทุนจากบริษัทไปเรียนต่อปริญญาโทที่คณะ บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (ยูซีแอลเอ) สหรัฐฯ ชีวิตการเรียนหนังสือที่โน่น เขาก็ยังไม่ทิ้งเรื่องกีฬา ยังเข้าร่วมทีมรักบี้กับ เพื่อนฝรั่งตัวโตๆ อยู่เช่นเดิม

ช่วงหนึ่งของการทำงาน มีโปรเจ็กต์หนึ่งเรียกว่า เฟอร์โลซีเมนต์ คือ เอาซีเมนต์มาทำเรือ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นิวซีแลนด์และอเมริกากำลัง ใช้ โครงการนี้มี มร.ไรท์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากเมืองนอก มาทำงานร่วม กับดุสิตโดยตลอด และแล้วเช้าของวันหนึ่ง มร.ไรท์ ก็ชวนดุสิตให้ไปดูเรือที่สระบุรีด้วยกัน แต่บังเอิญวันศุกร์เขากร่ำสุรามากไปหน่อย ตื่นไม่ไหวก็เลยไปไม่ได้ ก็มาทำงานปกติ ก็เลยรู้ข่าวว่า มร.ไรท์ประสบอุบัติเหตุตอนขับรถ ไปสระบุรีเสียชีวิต

"วันนั้นคุณอายุสก็เรียกเข้าไปถามว่า ทำไมเขาสั่งแล้วไม่ไปกับเขาล่ะ ผมก็สารภาพว่า วันนี้ผมหนักไปหน่อย ไปไม่ไหว คุณยุสนี่เป็นประเภทสารภาพแล้วจบ แกก็บอกว่า เออ! โชคดีนะ นี่ถ้านายไปด้วยก็คงไม่เหลือ ก็เป็นโชคดีของผมนะ ถ้าไรท์ไม่ตาย ผมตาย คุณยุสต้องเอาผมตายแน่นอน" ดุสิตเล่าให้ฟัง แล้วเล่าถึงโครงการนี้ต่อว่าโปรเจ็กต์ ที่ทำมาได้เพียงแค่ครึ่งทางนั้นได้ถูกมอบหมายให้เขาสานต่อจนเสร็จ และ ทำการขนส่งปูนซีเมนต์เที่ยวแรกจากโรงงานปูนซีเมนต์ท่าหลวง

"นี่คือจังหวะชีวิตที่มีโอกาสได้รับผิดชอบงานใหญ่ชิ้นหนึ่ง ไม่งั้นแล้วถ้าฝรั่งไม่ตายก็ไม่มีโอกาสหรอก แล้วชีวิตผม ถ้าไม่เมาเหล้าก็คงตาย ไปแล้ว"

จบปริญญาโทกลับมา ดุสิตก็เข้าไปเป็นหัวหน้าส่วนสายผู้รับเหมา ก่อสร้าง แล้วมาดูเรื่องการตลาด จากนั้นก็มาอยู่ประชาสัมพันธ์ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นไปเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย ก่อน เข้าไปเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทกระจกสยามการ์เดียน

ดุสิตยังมีเรื่องเล่าของชีวิตที่มีผลพวงจากการเป็นนักเรียนประจำ อีกเรื่องที่น่าสนใจว่า การกินไข่เยอะเกินไปของเขาเมื่อสมัยเรียนหนังสือ นั้นมีผลเสีย มาทราบผลเสียก็ต่อเมื่ออีกหลายปีผ่านมา เมื่อเข้ามาทำงาน ที่ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งต้องมีการตรวจร่างกาย ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยความทะนงตนว่าเป็นนักกีฬา ทำให้เขามั่นใจในเรื่องสุขภาพมาก ผลจากการตรวจร่างกายครั้งแรกของเขา ทำให้หมอต้องจับเข้านอนห้องไอซียูเลยทันที เพราะเจอโรคประหลาดที่ 1 ในล้านคนจะเป็นได้ คือ การเต้นของ หัวใจไม่เป็นปกติ เมื่อไรที่เต้นปกติเหมือนคนอื่นทั่วไปก็จะเกิดอันตรายทันที ทำให้ในวันนี้ทุกครั้งที่มีการเดิน ดุสิตจำเป็นต้องมีออกซิเจนติดตัว ไปตลอด

"ตอนแรกๆ เราทานไข่เยอะจริง แต่เล่นกีฬาเยอะ มันก็ใช้หมด แล้วตอนหลังเราไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายผิดปกติหมดเลย หลอดเลือดก็ผิดปกติ นี่ตรวจเมื่อ 15 ปีที่แล้วนะ วันก่อนตรวจอีกทีมันก็เหมือนเดิมเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เกาต์ผมก็เป็น ตอนนี้ ไวน์เวยไม่กล้าแตะเลย เพราะมีกรดยูริกเยอะ ตอนเรียนหนังสือกินพวกเครื่องในมากไปด้วย"

ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับนิรมล นนทะนาคร ผู้เป็นภรรยา และลูกสาวทั้งสองชื่อ นิรัญชนา และรวิสุดา ที่บ้านในซอยสุขุมวิท 49 ซึ่งเป็นที่ดินเก่าที่พ่อซื้อไว้ เมื่อสมัยเป็นนายอำเภอพระโขนง เมื่อ 60 ปีก่อน ในราคาตารางวาละ 2 บาท โดยมีบ้านของพี่น้องอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน

วันนี้เขากำลังวางแผนสร้างบ้านอีกหลังติดแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ๆ กับวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี ในที่ดินมรดกของแม่ ซึ่งแม่ได้ยกให้ พี่สาว และต่อมาก็ตกมาเป็นของลูกสาวคนเล็ก และเขาได้ขอลูกสาวเอา ไว้ เพื่อสร้างบ้านที่มีศาลาริมน้ำกว้างๆ เอาไว้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงและคนรู้ใจ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย