Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2529








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2529
เบลล์ราคา 33 ล้านเหรียญยูเอส ฝันที่เกือบสลายของกองทัพเรือและพ่อค้าอาวุธ             
 


   
search resources

Aviation
เนาวรัตน์ พัฒโนดม




เฮลิคอปเตอร์เบลล์นั้นคนไทยค่อนข้างจะคุ้นเคยมาก เพราะนอกจากจะมีใช้กันมากที่สุดทั้งในกองทัพไทยหน่วยราชการอีกหลายหน่วยแล้ว นาน ๆ ทีก็มีข่าวการประสบอุบัติเหตุให้ได้ทราบอีกด้วย ไม่นานมานี้กองทัพเรือต้องการจะซื้อเบลล์จำนวน 5 เครื่อง แล้วก็มีข่าวว่ากลาโหมไม่เห็นด้วยกับวิธีจัดซื้อซึ่งอุปสรรคนี้นอกจากผู้ที่ทุกข์ร้อนจะได้แก่กองทัพเรือ...พ่อค้าอาวุธเองก็ไม่สบายใจมาก ๆ

"...ค้าอาวุธมันก็เป็นเรื่องของธุรกิจปกติ เพียงแต่ตัวเงินมันมาก..." เนาวรัตน์ พัฒโนดม เคยบอกอย่างนั้นด้วยน้ำเสียงและทีท่า "ปกติ" ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่เขาต้องอธิบายให้คนวงนอกที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับยุทธจักรค้าอาวุธได้เข้าใจ

"ที่ทำให้คนอาจจะเห็นว่าผมชนะประกวดราคาอยู่เรื่อง นั่นก็เป็นผลมาจากการทำงานหนัก เราเหวี่ยงแหไปสิบ ก็ต้องมีติดมาสักหนึ่งละครับ..." เขาพูดถึงตัวเขาเอง

ก็จะจริงอย่างที่เขาว่า เพราะล่าสุดจากความพยายามที่จะขายเฮลิคอปเตอร์จำนวน 5 เครื่องให้กองทัพเรือไว้ใช้ประจำการและเกิดอาการยึกยัก ระหว่างกองทัพเรือกับกระทรวงกลาโหมในเรื่องวิธีการจัดซื้อจนกลายเป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่พักหนึ่งนั้น แม้ว่าหัวข้อถกเถียงจะเป็นปัญหาหลักการที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่า วิธีการจัดซื้อของตนจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแท้จริง ในส่วนที่เกี่ยวข้องแต่กลับไม่ได้มีการกล่าวถึงก็ว่ากันว่างานนี้ธุรกิจ "ปกติ" ของเนาวรัตน์ พัฒโนดม มีอันให้ต้องลงแรงทำงานกันหนักเป็นพิเศษโดยมีเดิมพันเป็นค่าคอมมิชชั่นอย่างน้อย 5-8% ของมูลค่าการซื้อขายซึ่งกำหนดไว้คร่าว ๆ 33 ล้านเหรียญหรือราว ๆ 836 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย

ลองคำนวณดูเองก็แล้วกันว่าเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่?

และคู่ควรหรือไม่ที่คนอย่างเนาวรัตน์จะต้องทำงาน "หนัก" เป็นพิเศษ

เนาวรัตน์ พัฒโนดม เป็นพ่อค้าอาวุธ เขาก้าวเข้ามาในวงการซื้อขายมูลค่าเป็นหมื่นล้านนี้เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วโดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายให้กับ "อาทร-ไสว แอนด์ ซัน" กิจการค้าอาวุธของ อาทร สังขะวัฒนะ ที่รุ่งเรืองเอามาก ๆ ในยุครัฐบาลจอมพลถนอม-ประภาส

ด้วยความเป็นคล่องแคล่วไหวพริบสูงและพื้นฐานการศึกษาดี (เนาวรัตน์เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ไม่นานนักเขาก็ผลักตัวเองขึ้นมายืนอยู่ในระดับมือขวาของ อาทร สังขะวัฒนะ ซึ่งก็นับเป็นช่วงที่เขาสามารถเรียนรู้สายสนกลในของการค้าอาวุธกับกองทัพชนิดที่น้อยคนนักจะได้รับโอกาสเช่นนี้

เนาวรัตน์ แยกตัวออกมาจากอาทร ไสว แอนด์ ซัน และก่อตั้งกิจการค้าอาวุธของตนเองในเวลาต่อมา "ตอนนั้นลูกชายนายห้างเขากลับมาจากต่างประเทศ เขาก็อยากทำของเขา ผมก็เลยไม่ต้องการไปขวางทางเขา ก็ลาออกมาทำเอง..." เนาวรัตน์ เคยชี้แจงให้ฟัง

และนั่นก็คือที่มาของบริษัทคอมเมอร์เชียล แอสโซซิเอท ซึ่งเริ่มต้นจากสำนักงานเล็ก ๆ แถวคลองเตยจนกลายเป็นสำนักงานโอ่อ่าบนตึกอรกานต์ในปัจจุบัน

ชื่อเนาวรัตน์ พัฒโนดมกับชื่อคอมเมอร์เชียลแอสโซซิเอทได้กลายเป็นชื่อที่ลือลั่นวงการค้าอาวุธพร้อมๆ ไปด้วย

บริษัทคอมเมอร์เชียล แอสโซซิเอทของเนาวรัตน์นั้น เป็น "นายหน้า" ขายอาวุธหลายชนิดจากหลาย ๆ โรงงานผลิตเพียงแต่ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงและฐานะได้อย่างพรวดพราดก็เห็นจะได้แก่เฮลิคอปเตอร์ยี่ห้อเบลล์ของบริษัท BELL HELICOPTER TEXTRON ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนี้ประจำการอยู่ในกองทัพไทยและหน่วยราชการอีกบางหน่วยไม่น้อยกว่า 300 เครื่อง

"เขาเก่งมากและก็โชคดีด้วย เพราะ ฮ. เบลล์นั้นเคยใช้ประจำการอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ พอสงครามเวียดนามยุติ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยกให้กองทัพไทยเอาไว้ใช้เป็นจำนวนมาก กองทัพไทยก็เลยรู้สึกคุ้นเคยกับเครื่องยี่ห้อนี้ เนาวรัตน์เขาก็สบายไป ไม่ต้องออกแรงมาก..." พ่อค้าอาวุธรายหนึ่งพูดกับ "ผู้จัดการ"

ความคุ้นเคยนี้ก็คงรวมถึงกองทัพเรือด้วย!

กองทัพเรือนั้นต้องการซื้อ ฮ.จำนวน 5 เครื่อง ซึ่งก็เพื่อให้เป็นไปตามแผนโครงสร้างกองทัพไทย 1/27 ที่กำหนดไว้จนถึงปีงบประมาณ 2531 ให้กองทัพเรือมี ฮ. เข้าประจำการจำนวน 14 เครื่อง และ ฮ. จำนวน 5 เครื่องที่จะซื้อนี้ 4 เครื่องเป็นการซื้อเข้ามาทดแทน ฮ. UH-1H ที่จะต้องปลดประจำการ ส่วนอีก 1 เครื่องนั้น กองทัพเรือจะนำไปรวมไว้ในแผนการจัดหาเพิ่มเติมของกองทัพเรือให้ครบ 15 เครื่องในปีงบประมาณ 2532

"ก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาจัดหาเฮลิคอปเตอร์ โดยมีพลเรือโททะแกล้ว ศรีสัมฤทธิ์ เสนาธิการกองเรือยุทธการ เป็นประธานกรรมการฯ ส่วนกรรมการอื่น ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นผู้ใช้ บำรุงรักษาเจ้าหน้าที่การเงิน คณะกรรมการประกอบด้วยนายทหาร 14 ท่าน เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2528 แล้ว" นายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแถลงให้ฟัง

ซึ่งในที่สุดคณะกรรมการฯ ชุดนี้ก็ลงความเห็นว่า ฮ. ทั้ง 5 เครื่องควรจะเป็นเครื่องเบลล์ 214 เอสที (BELL 214 ST) ของบริษัท BELL HELICOPTER TEXTRON

"เบลล์นั้นเริ่มมีชื่อเสียงจากรุ่น UH-1H หรือเบลล์ 205 ก็เป็นรุ่นที่กองทัพบกสหรัฐฯ นำเข้าประจำการอยู่ 3,573 เครื่องตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา และส่งออกขายต่างประเทศ 1,317 เครื่อง ในช่วงสงครามเวียดนามกองทัพสหัฐฯ ได้นำ ฮ. รุ่นนี้มาใช้หลายพันเครื่อง ต่อมารุ่นนี้ก็พัฒนาเป็นรุ่น UH-1 TWIN เป็น 2 เครื่องยนต์โดยกองทัพบกสหรัฐฯ ส่วนบริษัทเบลล์ก็พัฒนารุ่นนี้เป็นรุ่น UH-1N หรือเบลล์ 212 เป็น 2 เครื่องยนต์เหมือนกันและใช้กันอยู่ในหน่วยนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิค นอกจากนั้นก็พัฒนาเป็นรุ่นเบลล์ 412 มีใบพัด 4 แฉก ประเทศไทยมีใช้อยู่ 1 เครื่อง คือ ฮ. พระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนเบลล์ 214 เอสที (ST-STRETCH TWIN) หรือเรียกอีกชื่อว่ารุ่น SUPER TRANSPORT นี้เป็นพัฒนาการล่าสุดของบริษัทฯ ขณะนี้กองทัพไทยมีใช้อยู่ 2 เครื่องเป็นของท่านนายกฯ กับของท่าน ผบ. สูงสุด..." นายทหารใหญ่ผู้หนึ่งเล่ายืดยาวถึงเรื่องราวของ ฮ. เบลล์

เบลล์ 214 เอสที นั้นกว่าจะผ่านการตัดสินได้ก็ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งพอหอมปากหอมคอโดยเฉพาะ ฮ. ไซคอร์สกี้ (SIKORSKY) ของบริษัท UNITED TECHNOLOGIES INTERNATIONAL ผู้ผลิตสัญชาติเดียวกับเบลล์ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในรุ่น SEA HAWK และรุ่น BACK HAWK

"ที่จริงไม่ใช่แข่งกันเฉพาะเบลล์กับไซคอร์สกี้หรอก เดิมนั้นยังมีอีกยี่ห้อหนึ่งเป็นของประเทศอังกฤษชื่อ LYNX เสนอโดยนายหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายชื่อคุณเทียน กรรณสูต เป็น ฮ. ขนาดกลาง ที่ประสิทธิภาพสูงมาก แต่อย่างว่าเผอิญเป็นของอังกฤษ ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ก็ต้องตกการพิจารณาไปเพราะเงื่อนไขเงินกู้เขาบังคับว่าจะต้องเป็นสินค้าของสหรัฐฯ ก็เลยเหลือวัดดวงกันระหว่างเบลล์กับไซคอรสกี้..." แหล่งข่าวในวงการค้าอาวุธเปิดเผย

เบลล์นั้นผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้ซื้อ เช่นกองทัพเรือกับผู้ขายเช่นบริษัท BELL ก็คงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากบริษัทคอมเมอร์เชียล แอสโซซิเอทของเนาวรัตน์ พัฒโนดม ซึ่งเจ้าของงานที่ดูแลส่วนนี้อย่างใกล้ชิดเป็นมือขวาของเนาวรัตน์มีชื่อเรียกกันในวงการว่า "อำนวย"

ส่วนไซคอร์สกี้มี "นายหน้า" ชื่อบริษัทยูไนเต็ด แอโร สเปซ (ไทยแลนด์) หน้าใหม่ของวงการค้าอาวุธ แต่รายชื่อผู้เกี่ยวข้องออกจะฟังคุ้นหูอยู่ไม่น้อย

ยูไนเต็ด แอโร สเปซฯ มีพลเรือเอกอมร ศิริกายะ, พลตำรวจตรีเจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรันและนายพลเรือที่เกษียณแล้วอีกบางท่านเป็นกรรมการบริษัท

กรรมการผู้จัดการบริษัทก็เป็นลูกชายแท้ ๆ ของพลเรือเอกอมร ศิริยายะอดีตผู้บัญชาการทหารเรือและรัฐมนตรีคมนาคมเจ้าของฉายา "จอส์เล็ก" ผู้นี้

"เดิมนั้นทางไซคอร์สกี้เขาพยายามเสนอรุ่น SEA HAWK ให้กองทัพเรือพิจารณาเพราะก็เป็นเครื่องที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ประจำการในปัจจุบัน แต่ราคามันแพงมากไปเขาก็เสนอรุ่น UH-60A หรือ BLACK HAWK แทนราคาก็สูสีกับเบลล์ 214 เอสที" คนในวงการค้าอาวุธเช่นกันที่เล่าให้ฟัง

ภายหลังการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตของทั้งแบลล์และไซคอร์สกี้ รวมทั้งบริษัทซ่อมทำของเบลล์และไซคอร์สกี้ รวมทั้งบริษัทซ่อมทำของเบลล์ที่สิงคโปร์ของประธานกรรมการฯ กับคณะกรรมการอีกบางท่านตลอดจนพิจารณาเงื่อนไขของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว

เบลล์ 214 เอสทีของฝ่ายคอมเมอร์เชียล แอสโซซิเอทก็ได้รับการยกมือให้เป็นผู้ชนะไป

ทั้งนี้กองทัพเรือแถลงให้เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกเบลล์ว่า

- สามารถซื้อผ่าน DSSA (จัสแมก) หรือซื้อโดยตรงจากบริษัทก็ได้ในขณะที่ไซคอร์สกี้ต้องซื้อผ่าน DSAA เพียงสถานเดียว

- ราคาประมาณ 32.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จำนวน 5 เครื่องหากซื้อตรงจากบริษัท ส่วนถ้าซื้อผ่าน DSAA จะต้องเสียเงินค่า ADMIN. อีก 103 ล้านบาท ทางด้านไซคอร์สกี้เพียงจำนวน 4 เครื่องราคา 32.5 ล้านเหรียญฯ และต้องเพิ่มค่า ADMIN. อีก 143 ล้านบาท รวมทั้งค่า R&D อีกเฉลี่ยเครื่องละ 210,000 เหรียญฯ

- สามารถอาศัยเทคนิค อะไหล่ช่วยเหลือจากกองทัพบกและกองทัพอากาศได้เพราะจะใช้เบลล์เหมือนกัน ถึงแม้เบลล์ 214 เอสที จะเป็นรุ่นใหม่ แต่อะไหล่ก็ยังใช้ด้วยกันได้กับรุ่น 212 ประมาณ 70-75% ในขณะที่ไซคอร์สกี้ต้องสร้างขึ้นใหม่หมดเวลามีอุสรรคข้อขัดข้องหรือกรณีฉุกเฉินคงจะใช้เครื่องไม่ได้

- ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 3.6 แสนเหรียญฯ ขณะที่ไซคอร์สกี้ประมาณ 4.2 แสนเหรียญ

- ค่าใช้จ่ายปฏิบัติการในปีแรก (รวมค่าแรงงาน) ประมาณ 7.1 แสนเหรียญ ทางด้านไซคอร์สกี้ประมาณ 2 ล้านเหรียญ

- ค่าอะไหล่ที่ต้องจัดหาสำรองไว้ประมาณ 5.3 ล้านเหรียญ ซึ่งทางด้านไซคอร์สกี้ประมาณ 8.1 ล้านเหรียญฯ

- บรรทุกได้ 17 ที่นั่ง ส่วนไซคอร์สกี้บรรทุกได้ 14 ที่นั่ง

จากข้อเปรียบเทียบดังกล่าว กองทัพเรือก็เลยตัดสินใจเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเบลล์ และเพื่อประหยัดงบประมาณก็จะขอซื้อโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิตด้วย

ก็เห็นจะต้องกล่าวว่าการตัดสินใจนี้ต้องเผชิญอุปสรรคที่ทำเอาหลายคนอาจจะต้องใจหายใจคว่ำ เริ่มต้นจากฝ่ายบริษัท ยูไนเต็ด แอโร สเปซ เดินเรื่องเรียกร้องความเป็นธรรมทันทีที่ทราบการตัดสินใจของกองทัพเรือ

"คือกองทัพเรือโดย ผบ.ทร. ได้อนุมัติการซื้อ ฮ. เบลล์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2529 วันที่ 1 กันยายนหนังสือขอความเป็นธรรมก็ส่งถึง ผบ. สูงสุดแล้ว..." แหล่งข่าวชั้นสูงกล่าว

ยูไนเต็ด แอโร สเปซ นายหน้าของเครื่องไซคอร์สกี้ได้แย้งว่า ฮ. ที่กองทัพเรือมีใช้ในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากเบลล์ 214 เอสทีมาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกบิน ช่างเครื่องและเครื่องมือในการซ่อมบำรุงต้องจัดหาใหม่หมด ทางด้านจำนวนการใช้งานปัจจุบันและอนาคตก็เป็นที่ชัดแจ้งว่ารุ่น UH-60 หรือ BACK HAWK นี้มีใช้ใน 3 เหล่าทัพของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ หลายประเทศ โรงงานมีสายการผลิต 12 เครื่องต่อเดือนขณะที่เบลล์ 214 เอสที ประเทศอื่น ๆ มีใช้กันน้อย สายการผลิตก็ไม่มี จะเปิดสายการผลิตต่อเมื่อมีการสั่งซื้อ จากการเปรียบเทียบการแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดอุบัติเหตุและความน่าเชื่อถือแล้วก็น่าเชื่อถือมากกว่าประกอบกับเป็นรุ่นที่กองทัพสหรัฐฯ มีใช้อยู่และเป็นรุ่นที่เป็นลิขสิทธิ์ของกองทัพบกสหรัฐฯ ด้วย

ส่วนทางด้านราคานั้น ก็เนื่องจากไซคอร์สกี้มีอุปกรณ์การบินที่ใช้ของดีกว่าเบลล์และมีมากขึ้นกว่า ราคาก็ต้องสูงกว่าเป็นธรรมดา แต่หากไม่รวมอุปกรณ์เครื่องไซคอร์สกี้จะถูกกว่าเบลล์ ทางไซคอร์สกี้ได้เสนอลดราคาให้แล้ว แต่กองทัพเรือก็ไม่ยอมรับการลดราคาครั้งสุดท้าย โดยให้เหตุผลว่าผิดระเบียบการจัดซื้อครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการจัดซื้อครั้งนี้เป็นการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ มิใช่การประกวดราคา กองทัพเรือจึงน่าจะยอมรับเพราะจะได้ของที่ราคาถูก หรือมิฉะนั้นก็ควรให้บริษัทแบลล์ลดราคาลงอีกเพื่อให้กองทัพหรือได้ประโยชน์มากที่สุด

และยังมีอีกหลายประเด็นที่ทางฝ่ายยูไนเต็ด แอโร สเปซ โต้แย้งเอาหนัก ๆ

แต่ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง กองบัญชาการทหารสูงสุดโยนเรื่องกลับไปให้กองทัพเรือชี้แจงให้ฝ่ายไซคอร์สกี้หายข้องใจ ซึ่งไซคอร์สกี้ก็ย่อมทราบดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร?

กองทัพเรือผ่านด่านแรกอย่างไม่ยากเย็นนัก และคอมเมอร์เชียล แอสโซซิเอทของเนาวรัตน์ พัฒโนดมก็คงจะถอนใจได้เฮือกใหญ่

อุปสรรคด่านที่สองตามติด ๆ คราวนี้เป็นเรื่องว่าจะซื้อเบลล์ 214 เอสทีด้วยวิธีไหนจาก 2 วิธีที่ใช้ ๆ กันคือการซื้อโดยตรงจากโรงงานผลิตอาวุธหรือซื้อฝ่านระบบจีทูจี (GTOG) หรือรัฐบาลต่อรัฐบาลที่ไทยกับสหรัฐฯ ได้เริ่มใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้

การซื้อโดยตรงจากโรงงานโดยมี "นายหน้า" ในประเทศเป็นผู้ประสานงานและได้ค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชั่นจากฝ่ายผู้ขายนั้น เป็นวิธีการซื้ออาวุธที่ทำกันมานานแล้ว ทั้งนี้ก็ด้วยการจัดซื้อจากเงินงบประมาณที่แต่ละเหล่าทัพได้รับการจัดสรร

ส่วนการซื้อด้วยวิธีจีทูจี (ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดให้ DSAA หรือจัสแมกเป็นหน่วยงานรับผิดชอบสำหรับลูกค้าอย่างประเทศไทย) เป็นวิธีที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่การจัดซื้อนั้นจำเป็นต้องใช้เงินกู้ FMS (FOREIGN MILITARY SALES) ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือมิตรประเทศของสหรัฐฯ

"เป็นระบบที่ก็ช่วยทำให้ภาพพจน์ดีขึ้นครับ คือกฎหมายของสหรัฐฯ เขากำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า การซื้อผ่านระบบจีทูจีนั้นจะจ่ายค่าคอมมิชชั่นไม่ได้ หรือจ่ายได้ก็ไม่เกิน 50,000 เหรียญ เพราะฉะนั้นพ่อค้าอาวุธก็ไม่ค่อยชอบระบบนี้ เขาก็พยายามคัดค้านมาโดยตลอด โดยยกข้ออ่อนของระบบเช่น ราคามันจะขึ้นไปเรื่อย ๆ ตกลงกันราคาหนึ่ง แต่จ่ายอีกราคา มีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่า ADMIN.เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3% และยังมีค่าวิจัยและพัฒนาอีกส่วนหนึ่ง ที่ผู้ซื้อต้องจ่าย มันก็แพงกว่าซื้อตรง แต่ข้อดีก็คือจะได้ของที่รัฐบาลสหรัฐฯ เขาการันตีคุณภาพ ไม่ใช่แล้วเครื่องเสียบ่อยๆ เดี๋ยวตก...เดี๋ยวตก" นายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

อุปสรรคของกองทัพเรือนั้นก็อยู่ที่ว่าการจัดซื้อเบลล์ 214 เอสที จำนวน 5 เครื่องราคาโดยประมาณ 33 ล้านเหรียญฯ มีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้ FMS ทั้งหมด แต่แทนที่จะซื้อด้วยวิธีจีทูจีโดยผ่านจัสแมก กองทัพเรือกลับขอซื้อตรงจากโรงงานโดยอ้างว่าสามารถประหยัดเงินได้เป็นจำนวนมาก

ระหว่างที่กองทัพเรือกำลังเดินเรื่องนั้นเอง พลอากาศพะเนียง กานตรัตน์ รัฐมนตรีกลาโหมก็ได้ออกคำสั่งว่า การจัดซื้ออาวุธที่จำเป็นต้องใช้กู้ FMS จะต้องซื้อด้วยระบบจีทูจีเพียงประการเดียว คำสั่งดังกล่าวนี้ออกเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2529 ซึ่งก็มีผลให้กองทัพเรือชนตอเข้าโครมเบ้อเริ่ม

จะโดยบังเอิญหรือไม่ก็มิทราบได้หรือจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปถึงปัญหาที่ไซคอร์สกี้เรียกร้องความเป็นธรรมก็ยากที่จะทราบเช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกองทัพเรือนั้นยืนยันที่ต้องการจะซื้อตรงจากโรงงาน ส่วนกระทรวงกลาโหมก็กล่าวหนักแน่นว่าจะต้องเป็นจีทูจีโดยผ่านจัสแมก

"ก็ทราบ ๆ กันเพียงว่าท่านรัฐมนตรีติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้น เรื่องเบลล์กับไซคอร์สกี้ท่านก็ทราบ และเชื่อว่าท่านตัดสินใจไปตามหลักการความถูกต้อง อยากให้มันเป็นระบบที่ชัดเจนแน่นอนและมีหลักประกันว่า กองทัพจะได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาว..." แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมเปิดเผย

แต่ก็นั่นแหละเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ และจุดที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากก็พุ่งเป้าไปที่ว่าจุดยืนของกองทัพเรือนั้นสามารถประหยัดเงินได้มากกว่า เหตุผลด้านอื่น ๆ ก็ดูเหมือนว่าจะฟังไม่ค่อยขึ้น

ภายหลังยึกยักกันระยะหนึ่งกองทัพเรือก็ฝ่าด่านไปได้สำเร็จ โดยที่ทางฝ่ายจัสแมกเองก็ยินยอมอนุมัติให้กรณีนี้เป็นกรณีสุดท้ายสำหรับการซื้ออาวุธที่ต้องใช้เงินกู้ FMS

กองทัพเรือนั้นก็คงจะสบายใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้

เช่นเดียวกับคอมเมอร์เชียล แอสโซซิเอท ที่ก็คงต้องภาคภูมิใจในผลงานครั้งนี้

"ผมเองนั้นไม่ต้องการค่านายหน้าหรอก ผมจะบอกเคล็ดลับให้ ของที่ผมทำอยู่มันไม่ใช่เหล็กเส้นหรือปูนซิเมนต์ที่ขายแล้วขายเลย ทุกอย่างที่ผมทำมีสแปร์พาร์ท ผมจะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ทีหลัง...แต่ผมต้องดัน ต้องทำให้เรื่องใหญ่สำเร็จด้วยโดยการเสนอราคาถูก ไม่ถูกเขาก็ไม่ซื้อถูกด้วยดีด้วย แล้วผมก็ได้สิ่งที่ตามมา ถ้าเรื่องใหญ่ไม่สำเร็จผมก็จะไม่ได้อะไรเลย..." เนาวรัตน์ พัฒโนดม เคยเปิดเผยเคล็ดลับการทำงานของเขาว่าอย่างนั้น

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย