Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2529








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2529
สุนทร อรุณานนท์ชัย แบบอย่างของคนที่เข้าใจเฟ้นเลือก "จังหวะ" ไม่เคยพลาด             
 


   
search resources

สุนทร อรุณานนท์ชัย
Financing
เงินทุนหลักทรัพย์สินเอเชีย, บมจ.




ชื่อเสียงของ สุนทร อรุณานนท์ชัย เป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดคนหนึ่งในแวดวงการเงินระดับประเทศ เพราะเป็นถึงประธานกรรมการบริหาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย อันเป็นบริษัทเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

รวมทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ นายกสมาคมบริษัทเงินทุน รองประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประธานกรรมการบริษัทน้ำตาลราชบุรี

ตำแหน่งทั้งหมดนี้เป็นตำแหน่งที่สุนทร อรุณานนท์ชัย นั่งอยู่ในปัจจุบันด้วยอายุเพียง 44 ปี และใช้เวลาในการประกอบอาชีพในวงการบริษัทเงินทุนเพียง 18 ปี และจะให้เปรียบเทียบกันแล้วสุนทรก็คล้ายกับ สุธี นพคุณ ที่ก้าวขึ้นมาด้วยวิชาความรู้ความสามารถเฉพาะตัว และสายสัมพันธ์ กับ "ผู้ใหญ่" ที่พอ ๆ กัน หาได้เป็นเพราะชาติตระกูลที่เก่าแก่หรือฐานะพื้นฐานทางครอบครัวที่ร่ำรวยมาแต่เดิม

แต่ใน พ.ศ. นี้ สุนทร อรุณานนท์ชัย ยังยืนผงาดอยู่ได้อย่างมั่งคั่ง-มั่นคง ในขณะที่สุธี นพคุณ กลายเป็นตำนาน

เรามักได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานใด ๆ นั้น ฝีมืออย่างเดียว

ไม่พอ จะต้องมี "ดวง" มาเกี่ยวด้วย ไม่ต้องอะไรมาก พร สิทธิอำนวย ประธานกลุ่ม พี. เอส. เอ. ที่ร่ำเรียนมาด้านการบริหารจากสถาบันชั้นนำของโลกจนได้ประกาศนียบัตรเป็นปึกก็ยังเชื่อเช่นนี้

อันที่จริงคำว่าดวงก็ไม่ได้มีความหมายไปในทางไสยศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว ในภาษาเชิงบริหารธุรกิจมันก็เครือ ๆ กับคำว่า "จังหวะ" หรือ "TIMING" นั่นเอง สำหรับสุนทร อรุณานนท์ชัย เมื่อพลิกปูมประวัติและการทำงานดูแล้ว จะเรียกเขาว่าเป็นคนดวงดีมาตลอดก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด กราฟชีวิตของเขาหากเอาแกน "เอ็กซ์" เป็นจำนวนอายุ แกน "วาย" เป็นตำแหน่งหน้าที่และรายได้ เส้นกราฟที่ออกมาคงจะเฉียงเป็นเส้นตรงขึ้นไป

แต่ "ผู้จัดการ" ยังคงยืนยันว่าสุนทรไม่ใช่คนดวงดี หากเป็นคนเลือก "จังหวะ" การดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องในทุกก้าวย่างที่สำคัญๆ

เคล็ดลับของสุนทรไม่ว่าเจ้าตัวตั้งใจหรือไม่ก็ตามก็คือ ไม่ว่าจะทำอะไรจะเตรียมแผนไว้หลาย ๆ แผน หลาย ๆ ทางเลือก เมื่อได้หาข้อมูลได้มากเพียงพอแล้ว จึงตัดสินใจเลือกทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ถูกกับจังหวะสถานการณ์มากที่สุด… ซึ่งใครจะเรียกว่าเป็นคนดวงดีก็ตามใจ

"ผมจบ ม. 6 ที่อัสสัมชัญ แล้วก็ไปเรียนต่อที่อัสสัมชัญพาณิชย์อีก 3 ปี แล้วก็ไปสอบเข้าได้ทั้งที่

ธรรมศาสตร์และจุฬาฯ ไปลงทะเบียนไว้แต่เรียนที่จุฬาฯ แห่งเดียวเพราะได้ทุนคะแนนดี พอทางเมืองนอก (สหรัฐฯ) บอกมาว่าโรงเรียนที่นั่นตกลงรับผม ผมก็ไปเรียนที่เมืองนอก เรียนที่จุฬาฯ ได้นิดเดียวเท่านั้น" สุนทรเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

ในช่วงเริ่มต้นร่ำเรียนวิชาชีพ สุนทรสนใจในวิชาแขนงบัญชี เพราะสอบเข้าเรียนคณะบัญชีของทั้ง 2 มหาวิทยาลัย (ธรรมศาสตร์ตอนนั้นยังรวมกับคณะศิลปศาสตร์) เอาเข้าจริง ๆ เมื่อไปอยู่ สหรัฐฯ กลับไปเรียนการบริหารโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่เจ้าตัวบอกว่าเนื่องจากชอบวิชาคณิตศาสตร์

พอจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอาร์คันซอ สุนทรก็มุ่งไปที่นิวยอร์ก กลางวันทำงาน กลางคืนเรียนหนังสือ ทำได้ปีเดียวเห็นว่าหนักหนาเกินไปเลยเลิกทำงาน โอนหน่วยกิตที่เรียนได้กลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอาร์คันซอเหมือนเดิม จนจบปริญญาโท เพียงแต่ว่าคราวนี้สุนทรหันไปเรียนด้านบริหารการเงิน

"พอผมเรียนจบได้เกียรตินิยมมา เขาก็ให้สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย สอนได้นิดหน่อยเขาก็ให้เรียนปริญญาเอก โดยได้ทุนสำหรับผู้ที่ทำคะแนนได้ดี เรียนอยู่เทอมหนึ่งมหาวิทยาลัยปิดก็กลับบ้าน และเผอิญมีน้องชายอยู่คนหนึ่งกำลังจบ ม. 8 และจะไปเมืองนอก ทางบ้านเขาไม่อยากให้ไปอยู่เมืองนอกที่เดียว 2 คน" สุนทรเล่าให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เสียโอกาส ที่จะมีคำนำหน้าว่า "ดอกเตอร์"

ก่อนจะกลับเมืองไทยที่จากไปติดต่อกันถึง 7 ปี ด้วยความไม่ประมาท สุนทร อรุณานนท์ชัย แวะเยี่ยมพรรคพวกเพื่อนฝูงที่นิวยอร์ก เพื่อหาลู่ทางทำงานไว้ก่อน และก็เหมือนเป็นโชค 2 ชั้น เพราะนอกจากจะได้งานแบงเกอร์ทรัสต์ ที่กำลังจะมาเปิดบริษัทเงินทุนในประเทศไทยแล้ว เขายังได้รู้จักพนักงานสาวสวยคนหนึ่งของธนาคารกสิกรไทย ที่กำลังมาฝึกงานและเรียนต่อโดยทุนของธนาคาร

พนักงานสาวสวยคนนั้นก็คือคนที่ชื่อ "อารยา อรุณานนท์ชัย" ในปัจจุบันนั่นเอง

สุนทรกลับเมืองไทยเมื่อต้นปี 2512 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง วันหนึ่งพลิกหนังสือพิมพ์อ่านเจอแจ้งความของบริษัทโคคา-โคล่า เอ็กซ์ปอร์ต บอกว่าต้องการรับสมัครพนักงาน ก็เลยลองไปสมัครดู ให้ฝรั่งสัมภาษณ์ ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจ จึงได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้จัดการฝ่ายโปรโมชั่น

ทำอยู่กับโคคา-โคล่า ได้แค่ 2 เดือน ถูกเรียกตัวให้ไปทำกับทิสโก้ โดยมีตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัท กับเงินเดือนสูงถึง 18,000 บาท คู่กับนักบริหารหนุ่มฝีมือดีที่ชื่อ ชุมพล ณ ลำเลียง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ของปูนซิเมนต์ไทยทุกวันนี้

สุนทร อรุณานนท์ชัย ไม่ได้พูดกับ "ผู้จัดการ" โดยตรงว่าที่ทิสโก้นี่เอง เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แต่เหตุการณ์ภายหลังที่สุนทรทำงานกับทิสโก้ ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าที่บริษัทเงินทุนแห่งนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสุนทร

จนอาจจะกล่าวได้ว่าการที่สุนทรเริ่มทำงานที่ทิสโก้นี่เอง ทำให้สุนทรเป็นสุนทรอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

สุนทรมีโอกาสได้รู้จักผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสูงในแวดวงธุรกิจหรือมีโอกาสสร้าง CONNECTION

กับบุคคลเหล่านี้ เช่น สมหมาย ฮุนตระกูล ดร. อำนวย วีรวรรณ บัญชา ล่ำซำ ฯลฯ ก็เพราะทำงานที่ทิสโก้

สุนทรมีโอกาสได้พี่เลี้ยงซึ่งมีประสบการณ์สูงในการวิจัยโครงการลงทุนอย่างเช่น ชุมพล ณ ลำเลียง มีโอกาสได้ศึกษาวิธีการ UNDER WRITING ให้กับกิจการต่าง ๆ จากชาวต่างประเทศที่เป็นคนของแบงเกอร์ทรัสต์ก็เพราะทำงานที่ทิสโก้

สุนทรมีโอกาสได้พบปะติดต่อกับนักธุรกิจระดับสูงของเมืองไทยหลายต่อหลายคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการถูกส่งไปฝึกอบรมดูงานด้านการบริหารทุนโดยตรงก็เพราะทำงานกับทิสโก้

และแม้แต่อารยา อรุณานนท์ชัย ก็มีโอกาสสนิทสนมชอบพอกันจนแต่งงานในที่สุด ก็เพราะอารยาถูกส่งตัวมาจากแบงก์กสิกรไทยเพื่อมาช่วยวางระบบงานให้กับทิสโก้ในระยะแรก ๆ!

ทิสโก้จดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทเมื่อเดือนมีนาคม โดยมีแบงเกอร์ทรัสต์จากสหรัฐฯ ถือหุ้นอยู่ 60 เปอร์เซ็นต์ แบงก์คอมป์ บริษัทเงินทุนในเครือของแบงเกอร์ทรัสต์ที่ฮ่องกง 20 เปอร์เซ็นต์ และธนาคารกสิกรไทย 20 เปอร์เซ็นต์

และเป็นบริษัทเงินทุนแห่งแรกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการแบบ MERCHANT BANKING

จริง ๆ ไม่เหมือนบริษัทเงินทุนอื่นที่ตั้งขึ้นมาในยุคเดียวกันที่ประกอบกิจการรับซื้อลดเช็คเป็นธุรกิจหลัก

ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของทิสโก้คือเป็นธุรกิจเอกชนที่มีเป้าหมายในการชิมลางทดสอบดูว่าการก่อตั้ง "ตลาดทุน" หรือ "ตลาดหลักทรัพย์" ขึ้นมาในประเทศไทยนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร จะเห็นได้จากการลงทุนในกิจการที่ใช้ชื่อว่า BANGKOK STOCK EXECHAGE

ก่อนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึง 5 ปี

ดังนั้น คณะกรรมการนอกเหนือไปจากฝรั่งที่มีมิสเตอร์วอมาร์เป็นประธานแล้ว กรรมการฝ่ายไทยที่ร่วมอยู่ด้วยต่างก็เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงในด้านการพัฒนาธุรกิจทั้งในส่วนราชการและเอกชนอาทิ ดร. อำนวย วีรวรรณ เลขาธิการ บีโอไอ. ดร. เสนาะ อูนากูล รองเลขาธิการสภาเศรษฐกิจ บัญชา ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย เสนาะ นิลกำแหง รองประธานลีเวอร์บราเธอร์ และกรรมการปูนซิเมนต์ไทย และธวัช ยิบอินซอย แห่งเครือยิบอินซอย

กรรมการฝ่ายไทยทั้งหมดนี้เองที่สุนทร อรุณานนท์ชัย ยอมรับว่าทำให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้งานในด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ CONNECTION ที่เอื้อประโยชน์ให้กับสุนทรอย่างมหาศาลในการทำงาในช่วงต่อมา

สุนทรเล่าให้ฟังว่าการทำงานในช่วงแรก ๆ ที่ ทิสโก้เป็นเรื่องที่สนุกมาก รองประธาน 2 คนคือเขากับชุมพล ณ ลำเลียง มีรถยนต์ใช้ร่วมกันอยู่คันเดียว โต๊ะเก้าอี้ที่ทำงานก็ยังไม่มีต้องยืมจากธนาคารกสิกรไทย

"ทิสโก้เป็นบริษัทแรกที่ทำด้าน MERCHANT BANKING คุณชุมพล ณ ลำเลียง ทำหน้าที่วิจัยว่าควรจะลงทุนในธุรกิจไหนดี ผมเป็นฝ่ายสินเชื่อหรือลงทุนซึ่งเราทำงานประสานกันได้ดีมาก และผมเองได้เรียนรู้จากคุณชุมพลเยอะเพราะเขาเคยทำงานกับแบงก์โลกมาก่อน ต่างคนต่างฟิตก็เลยไปทำ UNDER WRITING ให้กับหลายแห่ง" สุนทรมักจะย้ำเสมอถึงความเก่งกาจของชุมพล ณ ลำเลียง ไม่ว่าให้สัมภาษณ์หนังสือฉบับไหน

และกิจการแห่งแรกที่ทิสโก้ได้มีโอกาสทำ UNDER WRITING ให้ก็คือหุ้นของธนาคาร

ไทยพัฒนา ซึ่งสมัยนั้นมี เสรี ทรัพย์เจริญ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

"ใช่ครับ ผมรู้จักกับคุณสุนทรมานาน คือตอนที่อยู่ไทยพัฒนาเราได้มีการออกหุ้นใหม่ 100,000 หุ้น คุณสุนทรเขาเป็นคนมาติดต่อทำ UNDER WRITING ให้ เรื่องนี้เป็นข่าวฮือฮามา เพราะเป็นครั้งแรกที่ทำ เงินก็แค่ 10 ล้านบาท แกเป็นคนเก่งมากคนหนึ่ง ผมยังเคยทาบทามเขามาทำงานด้วยเลย" เสรี ทรัพย์เจริญพูดกับ "ผู้จัดการ" เมื่อเร็ว ๆ นี้

การที่สุนทร อรุณานนท์ชัย ได้มีโอกาสทำ UNDER WRITING หรือ "การประกันการขาย"

หุ้นให้หลายกิจการ รวมทั้งได้มีโอกาสสัมผัสกับการซื้อขายหุ้นจริง ๆ ในระยะแรกของการมีตลาดทุนในประเทศอย่าง UNDER STORCK EXECHANE ทำให้สุนทรมีความรู้เกี่ยวกับหุ้นในระดับแนวหน้าคนหนึ่ง ในช่วงที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ช่วงนั้นยังแทบจะไม่รู้จักหรือเข้าใจคำว่าตลาดทุนหรือตลาดหุ้น และความรู้อันนี้ได้ทำให้สุนทรและผู้ถือหุ้นของสินเอเซียร่ำรวยไปตาม ๆ กันในยุคที่ตลาดหุ้นบูมในปี 2521

เนื่องจากธุรกิจที่ทิสโก้จับอยู่เป็นเรื่องใหม่ที่เมืองไทย รวมทั้งตัวสุนทรเองก็เป็นคนหน้าใหม่สำหรับนักธุรกิจเมืองไทย รวมทั้งตัวสุนทรเองก็เป็นคนหน้าใหม่ สุนทรจึงต้องวิ่งอย่างหนักเพื่อแนะนำธุรกิจรวมทั้งตัวของเขาให้เป็นที่รู้จักให้มากที่สุด และก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ความยันขันแข็งบวกกับชื่อแบงเกอร์ทรัสต์ ที่เขาใช้เป็นใบเบิกทางในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของทิสโก้ทำให้สุนทรเป็นที่รู้จักยอมรับอย่างรวดเร็ว

ทำอยู่ที่ทิสโก้ได้ 5 ปี ชื่อของสุนทร อรุณานนท์ชัย ก็หอมหวนทวนลมในหมู่แวดวงนักค้าเงินทั้งธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนด้วยกัน คำทาบทามเสนอให้ไปร่วมงานด้วยเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า จนเจ้าตัวคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งคือการลาออกจากทิสโก้

"ตอนที่อยู่ผมไม่ได้คิดเรื่องออกเท่าไหร่เพราะงานก็ดี เงินเดือนก็ดี กรรมการเขายังแปลกใจที่ผมขอลาออก ผมบินไปลาออกที่นิวยอร์กถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเขาไม่ยอม พอครั้งที่สองเขายอม ผมก็อยู่ที่เมืองนอกพักหนึ่ง พอกลับเมืองไทยก็พูดคุยปรึกษาหารือกับหลาย ๆ คนแล้วจึงตัดสินใจทำงานที่สินเอเซีย" สุนทรตอบคำถามที่ว่าคิดนานไหมก่อนที่จะลาออกจากทิสโก้

การพูดคุยกับหลาย ๆ คนที่ว่านี้คือผู้จัดการใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ถึง 4 แห่ง ที่แน่ ๆ ก็คือกับ ชิน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ โดยมีชาตรี โสภณพนิช ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้จัดการฝ่ายอาวุโสและกรรมการ (ปี 2517 ต้นปี ตอนปลายปีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่) ร่วมคุยอยู่ด้วยในฐานะกรรมการผู้อำนวยการของสินเอเซีย

"ตอนนั้นคุณสุนทรคิดหนักมาก เพราะกรรมการผู้จัดการใหญ่ของแบงก์ไทยพาณิชย์ก็คือคุณสมหมาย ฮุนตระกูล เป็นคนหนึ่งที่คุณสุนทรไปคุยด้วย ซึ่งคุณสมหมายเป็นคนที่คุณสุนทรให้ความนับถือมาก เพราะเป็นกรรมการของปูนซิเมนต์ไทยร่วมกับอาจารย์เสนาะ นิลกำแหง ที่คุณสุนทรถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุญคุณกับเขามากที่สุด" พนักงานเก่าแก่ของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำเล่าให้ฟัง ผู้จัดการฝ่ายของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและถูก "จังหวะ" อย่างยิ่ง

สุนทร อรุณานนท์ชัย ประเมินตัวเองอย่างถูกต้องว่าความรู้ความสามารถของตนที่มีอยู่นั้นเหมาะสำหรับธุรกิจบริษัทเงินทุนมากกว่าธนาคาร สุนทรรู้อย่างแน่นอนว่าแม้ในช่วงนั้นสินเอเซียยังเล็กอยู่ แต่ในเมื่อมีคนของตระกูล "โสภณพนิช" เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีธนาคารกรุงเทพร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย ศักยภาพในการขยายตัวโดยเฉพาะด้าน

ในที่สุด สุนทร อรุณานนท์ชัย ก็ตัดสินใจเลือกทางเดินของตนโดยยอมรับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการของสินเอเซียแทนชาตรี โสภณพนิช ที่หันไปทุ่มเทกับงานที่ธนาคารกรุงเทพอย่างเต็มไม้เต็มมือ

"ผู้จัดการ" อยากแสดงความเห็นในช่วงนี้สักหน่อยว่า การตัดสินใจของสุนทรที่เลือกเอาตำแหน่งสูงสุดในสายงานบริหารของบริษัทเงินทุนเล็ก ๆ อย่างสินเอเซีย (ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท) แทนที่จะเลือกตำแหน่งอย่างน้อยก็การเงินพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปกระตุ้นให้ธุรกิจเติบโตเท่านั้นเอง

ที่สำคัญที่สุดปี 2517 เป็นปีที่ร่างพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ฉบับแรกก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะออกมาประกาศใช้ โอกาสที่เขาจะใช้ความรู้ความสามารถด้านการลงทุนเรื่องหุ้นรออยู่เห็น ๆ ทำงานกับธนาคารพาณิชย์อาจจะโก้กว่าหรือมั่นคงกว่าก็จริง แต่ก็มองเห็นปลายทางที่ "ตัน" ของตัวเองได้อย่างชัดเจนเหมือนกัน

และสิ่งที่สุนทร อรุณานนท์ชัยกระทำอยู่เสมอในก้าวย่างชีวิตที่สำคัญก็คือ การที่สุขุมไม่บุ่มบ่าม ลาออกจากทิสโก้แล้ว พักผ่อนอยู่ที่เมืองนอกอยู่เป็นเดือน กลับเมืองไทยก็ได้พยายามไปพูดคุยกับทุกธนาคารที่เคยทาบทามให้ไปทำงานด้วย ก่อนที่จะประกาศให้วงการรับรู้ว่าเขาเลือกทำงานที่สินเอเซีย

ทั้ง ๆ ที่ "ผู้จัดการ" ค่อนข้างเชื่อว่าก่อนที่สุนทรจะลาออกจากทิสโก้ สุนทรรู้อยู่เต็มอกว่าที่ทำงานแห่งใหม่ของตนคือที่ไหน!

การตัดสินใจของสุนทร อรุณานนท์ชัย มาทำงานที่สินเอเซียเป็นที่ประหลาดใจของคนใกล้ชิด ซึ่งสุนทรเองเล่าให้ฟังว่า

"ผมออกมาอยู่ที่สินเอเซียผมไม่ได้เอาคนเก่ามา และการมาก็ไม่ใช่ว่าทิ้งที่เก่ามาเพราะที่ใหม่ดีกว่า…ไม่ใช่ งานหนักจะตาย ผมมาที่นี่ก็เพราะเป็นงานใหม่ที่ท้าทาย บางคนคิดว่าผมมาคงมีปัญหา เพราะที่ทิสโก้ทำงานกับคณะกรรมการทั้งไทยและต่างประเทศก็เป็นแบบหนึ่ง มาที่สินเอเซียคณะกรรมการก็อีกแบบหนึ่ง แต่ผมได้รับการสนับสนุนที่ดีมาก…ไม่เคยมีปัญหาทั้ง ๆ ที่ผมเข้ามาก็บริหารเลย"

ก็น่าประหลาดใจอยู่หรอกที่ทิสโก้สุนทร อรุณานนท์ชัย ทำงานระบบฝรั่ง ประกันการขายหุ้นออกใหม่ ลงทุนในกิจการที่มีการวิจัยว่าอนาคตไกล กระตุ้นให้ธุรกิจระดมทุนจากตลาดทุนแทนตลาดการเงิน ฯลฯ แต่พอย้ายมาอยู่สินเอเซีย งานเกือบร้อยละ 90 ก็คือการรับซื้อลดเช็ค

จากปี 2517 ถึงต้นปี 2521 งานของสินเอเซียก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2518 ได้เข้าเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์หมายเลข 15 และในเดือนพฤศจิกายน 2521 ได้รับอนุญาตให้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ถ้ารื้อฟื้นความจำกันก็คงนึกออกว่า ปี 2520-2521 เป็นยุคที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะที่บูมขนาดหนัก โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2521 เป็นต้นมา สินเอเซียเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และเป็นโบรกเกอร์ด้วย ก็มีผลประโยชน์ทั้งการปล่อยสินเชื่อในเรื่องหุ้น และการคิดค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นที่แห่กันขึ้นพรวดด้วยกระแสของการคลั่งหุ้นในระยะนั้นนับเป็น 10 ล้านบาท/เดือน

ฝ่ายบริหารของสินเอเซียไม่ว่าจะเป็นระดับประธานกรรมการอย่างชาตรี โสภณพนิช หรือกรรมการอำนวยการอย่าง สุนทร อรุณานนท์ชัย ที่ชำนาญการเรื่องหุ้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีหรือจะปล่อยโอกาสทองให้ผ่านไป ขบวนการผลักดันหุ้นของสินเอเซียให้เข้าตลาดหลักทรัพย์จึงเกิดขึ้นและได้รับความสำเร็จเมื่อจวบจะสิ้นปี 2521 ซึ่งผลที่ได้รับนั้นคุ้มแสนคุ้ม

ก่อนที่หุ้นสินเอเซียจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อสิ้นปี 2520 มีมูลค่าตามบัญชี 139.16 บาท (ราคาพาร์ 100 บาท) สิ้นปี 2521 มูลค่าหุ้นตามบัญชีมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยคือหุ้นละ 144.43 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สูงสุด สูงถึงหุ้นละ 870 บาทต่อหุ้น สูงขึ้นกว่า 6 เท่าตัวในเวลาแค่ 2 เดือนที่เข้าตลาด

คนที่ร่ำรวยกับการที่หุ้นสินเอเซียราคากระโดดพรวดไปอย่างนี้นอกเหนือจากนักเก็งกำไรที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือทำราคาขึ้นไป ผู้ที่รวยโดยไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเลยก็คือบรรดาผู้ถือหุ้นเก่าของสินเอเซียนั่นเอง

สุนทรเองนอกจากจะแจ็กพอตกับหุ้นสินเอเซียแล้ว หุ้นของสหยูเนี่ยนที่ซื้อไว้ตั้งแต่ยังมีทุนจดทะเบียนแค่ 15 ล้านบาท พอปี 2520-2521 ก็เชิดหัวขึ้นจากราคา 118.50 บาท เป็น 460 บาท และ 420 บาท ตามลำดับ แต่สุนทรก็ไม่เคยปริปากให้ใครฟังว่าตอนนั้นตัวเองรวยจากหุ้นเท่าไหร่?

จะเป็นเพราะเล็งผลเลิศจากตลาดหุ้นสูงเกินไปหรือเปล่า หลังจากที่หุ้นสินเอเซียเข้าตลาดในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2521 ที่ประชุมวิสามัญรั้งที่ 5/2521 วันที่ 19 ธันวาคม 2521 คณะกรรมการของสินเอเซียก็ได้มีมติพิเศษให้เพิ่มทุนจาก 400 ล้านบาท เป็น 2,000 ล้านบาท

ซึ่งตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สินเอเซียก็ยังไม่เคยเพิ่มทุนตามมติพิเศษจนแล้วจนรอด และเมื่อพลิกดูราคาหุ้นในปี 2522 ก็คงพบคำตอบได้ไม่ยาก เพราะหุ้นของสินเอเซียลดลงมาจนเหลือราคาต่ำสุดที่ 165 บาทต่อหุ้น

ในส่วนตัวของสุนทร อรุณานนท์ชัยที่ "ผู้จัดการ" อยากจะย้ำเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังบูม สุนทรไม่ได้มุ่งบริหารเฉพาะสินเอเซียเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น "ผู้แนะนำการลงทุน" ให้กับบุคคลธรรมดาที่มีฐานะการเงินสูงพอที่จะเข้ามาลงทุนในช่วงสั้น ๆ ในตลาดหุ้น เพื่อหากำไรเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองสักสี่ซ้าห้าล้าน

และก็ตอนนี้อีกเหมือนกันผู้หลักผู้ใหญ่ที่สุนทรมีสายสัมพันธ์แต่มีภาระหน้าที่สำคัญไม่สามารถมาติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นได้ ก็มอบหมายให้สุนทรเป็นผู้ดูแลในเรื่องการลงทุนให้ ซึ่งผู้ใหญ่เหล่านี้คงไม่อยากให้เอ่ยชื่อ

เอาเป็นว่าสายสัมพันธ์หรือ CONNECTION ที่สุนทรสร้างสมไว้ในอดีตมาปรากฏผลให้ประโยชน์แก่เจ้าตัวในช่วงนี้ด้วย เพราะนอกจากผลประโยชน์ที่ได้จากการดูแลเรื่องการลงทุนแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สุนทรได้ประโยชน์อย่างมากก็คือ "ข่าววงใน" ที่อาจจะไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่นักลงทุนที่เปี่ยมประสบการณ์อย่างสุนทร แค่ INSIDER ของกิจการไหนสั่งให้ทำอะไรกับหุ้นของกิจการตน สุนทรก็มองทะลุแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับราคาหุ้นตัวนั้น ประสบการณ์บวกกับข้อมูลที่แม่นยำ…สุนทรจึงเป็นนักลงทุนที่เมินหน้าหนีคำว่าขาดทุน

จึงไม่ต้องสงสัยอีกเหมือนกันว่า หลังจากที่ยุคตลาดหุ้นบูมผ่านพ้นไปแล้ว นอกเหนือความมั่งคั่งส่วนตัวที่ได้จากการลงทุนด้วยตัวเอง สุนทรยังได้รับประโยชน์ในรูปของผลตอบแทนในฐานะที่เป็นผู้บริหารการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูง

ในแง่ของสินเอเซียเอง สุนทร อรุณานนท์ชัย ก็สามารถฝ่าพ้นวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากการปล่อยสินเชื่อเฉพาะด้านการลงทุนในหุ้นของลูกค้ากว่า 1 พันล้านบาท พอช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เข้าจริง ๆ สุนทรสามารถเคลียร์หนี้ที่เกี่ยวกับสินเชื่อประเภทดังกล่าวให้เหลืออยู่เพียง 20 ล้านบาทเท่านั้น

"ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่หุ้นมันจะบูมไปตลอดกาล ผมก็แนะนำกับลูกค้าว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วก็ควรตัดใจว่าพอ อย่าไปเสี่ยงกับมันเลย และหลังจากที่ผมแนะนำไปซึ่งเขาก็เชื่อ…ไม่เกิน 4 เดือนตลาดหุ้นก็เกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ" สุนทรย้อนอดีตเล่าให้ฟัง

จากจุดเริ่มต้นที่ทิสโก้ 5 ปี และหลังจากนั่งอยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซียอยู่ 6 ปี สุนทร อรุณานนท์ชัยก็ได้รับความไว้วางใจจากชาตรี โสภณพนิช แต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการบริหารอันเป็นตำแหน่งสูงสุดในสายงานบริหารของบริษัทในปี 2523 เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

"ผู้จัดการ" อาจจะไม่กล้าที่จะยกให้สุนทร อรุณานนท์ชัย เป็นนักบริหารมืออาชีพในแวดวงบริษัทเงินทุนที่ดีหรือมีฝีมือมากที่สุด แต่กล้าแน่ที่จะบอกว่า เขาเป็นนักบริหารที่เข้าใจเลือก "จังหวะ" ในการตัดสินใจเชิงธุรกิจที่แทบไม่เคยพลาด

สำหรับตัวสุนทร อรุณานนท์ชัย เขาพูดถึงตัวเองอย่างจริงจังว่า

"สำหรับผมไม่มีอะไร ผมใช้สามัญสำนึก ผมใช้ความขยัน ผมทำแต่สิ่งดี ทำแล้วให้มีความสุขกับตัวเอง ผมยังไม่เคยมีปัญหาที่ผมขบไม่ได้ และผมก็ได้พิสูจน์ตัวเองมา 18 ปีแล้ว

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย