Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2529








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2529
กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ กับนานาพรรณกรุ๊ป ความแข็งแกร่งท่ามกลางการต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น!?             
 


   
search resources

Agriculture
กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์
นานาพรรณกรุ๊ป




คนที่ไม่มีชาติตระกูลอย่างกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ ประธานนานาพรรณกรุ๊ป เขาดำเนินธุรกิจอย่างไรจึงเติบโตและยืนตรงอย่างองอาจเช่นปัจจุบันได้? นับครั้งได้ที่หนังสือพิมพ์จะพูดถึงเขาในแง่ลบ มันเป็นมาอย่างไร? คนที่เรียนหนังสือไม่จบ ป. 4 แต่สามารถยืดอกร่วมอภิปรายกับ ดร. ครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งไปกว่านั้นอยู่ดีไม่ว่าดี เขาออกมา "ด่า" ญี่ปุ่นเล่น....

"บางคนบอกว่าผมอยากดัง ญี่ปุ่นเป็นยักษ์ใหญ่ ทำไมไปชนกับเขา ตายแน่..."

กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ ออกตัวประโยคแรกกับ "ผู้จัดการ" ในการสนทนาอย่างเป็นกันเอง เย็นวันหนึ่ง ณ สำนักงานใหญ่ นานาพรรณกรุ๊ป ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านถนนทรงวาด

กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ ผู้นำทางธุรกิจส่งออกสินค้าพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดที่หนังสือพิมพ์ธุรกิจกล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่ง ว่ากันว่าเขามีอุปนิสัยกันเองมาก ๆ กับทุกคน และสนิทสนมเป็นพิเศษกับหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่บางฉบับ

"งานสำคัญของ คุณกังวาฬ ในวันหนึ่ง ๆ นอกเหนือจากบริหารงานเกือบสิบบริษัทแล้ว คือการให้ข่าวหนังสือพิมพ์" ผู้ใกล้ชิดและรู้กิจวัตรของกังวาฬดี เล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟัง "อย่างว่า ผู้ส่งออกพืชไร่ส่วนใหญ่เก็บตัวไม่พูด เมื่อคุณกังวาฬพูดก็ถือว่ามีประโยชน์ อีกแง่หนึ่งเป็นการช่วยให้หนังสือพิมพ์บ้านเรามีข่าวทำนองนี้เสนอกันอย่างสม่ำเสมอด้วย" แหล่งข่าวคนเดิมสรุปเอาดื้อ ๆ แบบทีเล่นทีจริง

และแล้ววันดีคืนดีกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ก็ออกมาแฉพฤติกรรมของสมาคมผู้ค้าอาหารสัตว์ญี่ปุ่น (JAPAN FEEDMILL TRAD ASSOCIATION) หรือเจฟต้า (JFTA) ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ-จีนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2529 นอกจากนี้ยังยึดที่ประชุม กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนและรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ) ที่ขอนแก่นเมื่อปลายเดือนมกราคม ย้ำถึงปัญหานี้อย่างเป็นทางการ ในฐานะที่กังวาฬเป็นผู้ร่วมสัมมนาคนหนึ่ง

ดูเหมือนเรื่องราวระหว่างเขากับญี่ปุ่น จะลุกลามออกไปไม่ต่างจากไฟไหม้ฟางเท่าใดนัก!

และกังวาฬต้องนับเป็นเอกชนคนเดียวที่กล้าชนกับเจฟต้าอย่างตรง ๆ และแรง ๆ โดยกล่าวหาว่าหน่วยงานนี้ว่าไม่มีความจริงใจในการรับซื้อข้าวโพด กระทำตนขัดขวางข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เป้าหมายการค้าข้าวโพดปีละหลายแสนตัน แต่ญี่ปุ่นกลับซื้อไม่ถึง 10% ที่สำคัญการนำเข้ายังต้องผ่านเจฟต้านี้เท่านั้นด้วย

"ที่ผ่าน ๆ มาจะมีเพียงหน่วยงานของรัฐบาลบางหน่วยเท่านั้นที่ออกมาวิจารณ์ญี่ปุ่นแบบกว้าง ๆ ไม่เจาะจง และผมไม่เคยเห็นนักธุรกิจคนใดกล้าชนกับญี่ปุ่นตรง ๆ อาจจะกลัวว่า "แบล็กลิสต์" ไม่ยอมซื้อสินค้า" ผู้สังเกตการณ์การค้าไทย-ญี่ปุ่นคอมเมนต์กับ "ผู้จัดการ"

เจฟต้า-สมาคมการค้าที่ทรงอิทธิพลมาก ควบคุมดูแลการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ (COMMODITY) เกือบทุกชนิดเข้าญี่ปุ่น และมีส่วนกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย ผู้ส่งออกไทยที่คิดจะค้ากับญี่ปุ่น มักจะมีความคิดว่าอยู่เฉย ๆ ดีกว่า ยิ่งสมาคมการค้าส่งออกบ้านเราเกาะตัวกันหลวม ๆ เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจหวังพึ่งเป็นหลังอิงได้

แต่เมื่อติดตามข่าวกังวาฬกับเจฟต้าต่อเนื่องก็จับความที่น่าสังเกตว่า เมื่อปลายปี 2528 บริษัทนานาพรรณเอ็นเตอร์ไพร้ซที่กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์เป็นกรรมการผู้จัดการ สามารถทำสัญญาขายข้าวโพดจำนวนประมาณ 2 หมื่นตัน กับซูมิโตโม่-เทรดดิ้งคัมปะนีรายใหญ่ของญี่ปุ่นเพื่อส่งไปญี่ปุ่นอย่างเงียบเชียบ การกระทำครั้งนี้เจฟต้าไม่พอใจมาก เนื่องจากเจฟต้าดำเนินนโยบายนำเข้าข้าวโพดไทยแบบรวมกลุ่มมาตลอดช่วง 2-3 ปีมานี้ ผู้นำเข้าญี่ปุ่นกลุ่มนี้มีอำนาจต่อรองอย่างสูง "เล่นแง่" ไม่ยอมซื้อข้าวโพดจากไทย แม้จะมีเป้าหมายถึง 3 แสนตัน/ปี ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา ซึ่งที่สำคัญก็คือกล่าวหาว่าข้าวโพดไทยคุณภาพไม่ดี

สมาชิกเจฟต้าที่เอาการเอางานส่วนหนึ่ง อาทิ มิตซุย มารูเบนิ ซีอีโต้ โตโยเมนกา จึงออกแรงบีบซูมิโตโมไม่ให้นำข้าวโพดไทยที่ซื้อจากนานาพรรณฯ เข้าญี่ปุ่น และยกเลิกสัญญาส่วนที่เหลือแล้วเข้าคอกตามเดิม ทำเอาซูมิโตโมอ่อนยวบไปเหมือนกัน

เหตุการณ์อันไม่น่าจะเกิดขึ้นนี้ นำมาซึ่งข้อกังขาบางประการ

หนึ่ง-เพราะเหตุใดนานาพรรณฯ จึงสามารถผ่านกำแพงการ "เกาะตัว" อย่างเหนียวแน่นของผู้นำเข้าข้าวโพดญี่ปุ่นได้

สอง-การต่อสู้ของกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ครั้งนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเท่านั้นหรือ?

คำถามเช่นนี้ท้าทายการ "ค้นคว้า" อย่างมาก แน่นอนมิอาจจะหาคำตอบสำเร็จรูปอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ หรือสรุปจากถ้อยคำที่กังวาฬคุยกับ "ผู้จัดการ" แต่เพียงประการเดียว

"คนที่ว่าผมอยากดัง…เป็นคนที่ไม่เข้าใจเรื่องการตลาดปัจจุบัน มันเปลี่ยนไปแล้ว เราเป็น SUPPLIER เป็นผู้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อ สิ่งที่ผู้ซื้อต้องการจากเราคือ หนึ่ง-สินค้าคุณภาพดี สอง-แม้ขาดทุนก็ส่งมอบไม่มีเบี้ยว สาม-ส่งมอบตามกำหนดเวลา ถ้านานาพรรณฯ ทำได้เช่นนี้ผู้ซื้อต้องมาหานานาพรรณฯ มิใช่เราไปหาผู้ซื้ออย่างเดียว หมดสมัยแล้วที่เราจะเที่ยวขอร้องให้เขามาซื้อสินค้าจากเรา..."

"..สมัยก่อน ผมพูดไม่มีคนเชื่อ แต่ปัจจุบันมีข้อมูลหลายอย่างสนับสนุน คนจึงเชื่อ เอ๊ะ ทำไมเราขายเกาหลีใต้ได้? ทำไมเกาหลีใต้จึงพูดไม่เหมือนญี่ปุ่น? สมัยก่อนไม่มีอะไรเปรียบเทียบผู้พูดก็เลยมักจะเป็นผู้แพ้.." ฯลฯ

พฤติกรรมของกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ มิอาจพิจารณาจาก "แรงจูงใจ" หรือ "เจตนารมณ์" ที่เขากล่าวข้างต้นได้เท่านั้น "ผู้จัดการ" ยังได้พยายามที่จะค้นทั้งภาพกว้างและลึกที่แวดล้อม ในที่สุดจึงพบ "ปม" สำคัญที่กล่าวถึงปัจจัยความรุ่งโรจน์ และล้มเหลวของนานาพรรณกรุ๊ป ภายใต้การนำของ กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ ว่ามีญี่ปุ่นแทรกตัวอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ

ปี 2529 จึงมิใช่ครั้งแรกที่กังวาฬ "ต่อสู้" กับญี่ปุ่น หากเป็นครั้งที่สาม ในห้วงเวลา 20 ปี ที่กลุ่มของเขาเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น ในด้านตรงกันข้าม นานาพรรณกรุ๊ปเพิ่งบรรลุข้อตกลงร่วมทุนกับญี่ปุ่นในการผลิต ARTIFICIAL WAX เมื่อปี 2526 และเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2528

กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ นามสกุลของเขาบอกชัดเจนว่าเป็นคน "แซ่ตั้ง" เขาเป็นบุตรชายคนแรกของชาวจีนคนหนึ่งที่อพยพมาจากซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เขาเกิดบนแผ่นดินไทย บริเวณแม่น้ำสายเส้นเลือดของประเทศ-แม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มต้นปากน้ำโพเมื่อปี 2478

"พ่อผมทำงานล่องเรือขนส่งสินค้าจากปากน้ำโพมากรุงเทพฯ แต่งงานกับแม่ซึ่งเป็นชาวเพชรบุรี แล้วก็มาตั้งรกรากที่นครสวรรค์ ผมจึงเกิดที่นั่น" กังวาฬเล่าเรื่องตัวเขาให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

"พอสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นตอนนั้นผมอายุ 7 ขวบ กำลังเรียนที่โรงเรียนวัดที่ตำบลแควใหญ่ จำเป็นต้องย้ายมาอยู่กับยายที่เพชรบุรี เมื่อสงครามเลิกจึงย้ายเข้ากรุงเทพฯ อยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน" สำนักงานนานาพรรณกรุ๊ปตั้งอยู่สุดตรอกท่าน้ำศาลเจ้า ตรงข้ามวัดเผยอิง ซึ่งเป็นที่ที่กังวาฬใช้ชีวิตมากว่า 40 ปี

พ่อของเขาเริ่มค้าขายสินค้าพืชไร่ด้วยการร่วมทุนกับเพื่อน ในขณะที่กังวาฬทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายสินค้าจากซัวเถา จำพวกสมอดอง กระเทียมดอง ฯลฯ ชื่อร้าน เซ่งไท้จั่ง

"เถ้าแก่เป็นคนดีมาก ลูกสาวของเขาจะไปเรียนที่เมืองจีน ไม่มีใครช่วยงานที่ร้าน ผมกำลังจะสอบ ป. 4 เลยตัดสินใจออกจากโรงเรียนมาทำงาน เงินเดือนครั้งแรก 80 บาท ซึ่งก็นับว่าไม่น้อย" ตอนนั้นกังวาฬอายุ 15 ปี เพราะเหตุที่ครอบครัวโยกย้ายกันบ่อย จึงดูเป็นนักเรียนโข่ง แต่แล้วก็เลิกเรียน ปฏิเสธวุฒิ ป. 4 เพื่อแลกกับเงินเดือนก้อนโตครั้งแรก (ขณะนั้น) อันเป็นจุดเริ่มต้นเก็บหอมรอมริบ จากการทำงาน 3 ปี เขามีเงินเก็บเกือบ 3 หมื่นบาท

เขาเริ่มทำธุรกิจครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี (ปี 2497) ลงขันกับเพื่อนคนละ 2.5 หมื่นบาท ตั้งบริษัทซิหย่งฮง ที่เรียกกันว่า "ร้านหยง" (นายหน้า) ค้าขายสินค้าพืชไร่ สินค้าหลักได้แก่ถั่ว

"ร้านของเราตั้งอยู่ที่นี่ ที่บริษัทนานาพรรณฯ ปัจจุบัน เดิมเป็นบ้านไม้ เป็นแพสำหรับขนผักที่ใหญ่ที่สุดขณะนั้น" กังวาฬชี้ไม้ชี้มือตรงที่ตนเองนั่งอยู่ประกอบ

5-6 ปี ต่อมา เพื่อนคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นลูกค้าประจำซื้อสินค้าจากกังวาฬ มาชวนทำธุรกิจส่งออก เขาเองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เขากับเพื่อนจับธุรกิจส่งออกสินค้าพืชไร่ครั้งแรก ด้วยการส่งออกมันสำปะหลัง ทำไปทำมา 2-3 ปี ก็เจ๊ง

ช่วงนั้นเองที่กังวาฬพบกับสุรพล อัศวศิรโยธิน อดีตผู้นำธุรกิจส่งออกอีกคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์โชกโชน ติดอันดับ "เจ้ายุทธจักร" รุ่นก่อนกังวาฬ

สุรพลเคยรุ่งโรจน์อย่างมาก แต่วันนี้เขากลับ LOW PROFILE ไปอย่างเหลือเชื่อ (ในโอกาสอันควร "ผู้จัดการ" คงจะต้องนำเรื่องของเขามาเขียนบ้าง)

กังวาฬกับสุรพลขณะนั้นเป็นหนุ่มไฟแรงทั้งคู่ ดำเนินธุรกิจการค้าส่งออกอย่างโลดโผน "ตอนนั้นผมร่วมกับคุณสุรพลเช่าเรือมาจากต่างประเทศเพื่อส่งสินค้าบริษัทอี๊สต์เอเซียติ๊ก ตื่นเต้นมาก การส่งออกในช่วงนั้นผู้ส่งออกส่วนใหญ่ใช้เรือของอี๊สต์เอเซียติ๊ก เพราะหัวโจกสองคนนี้ อี๊สต์เอเซียติ๊กจึงลดค่าระวางลงมา เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเจ๊ง พร้อมกับมีหนี้ประมาณ 1-2 ล้านบาท" กังวาฬเล่าอย่างขำ ๆ แต่ตัวเองหัวเราะไม่ออก

เขาเริ่มต้นอีกครั้งพร้อม ๆ กับการแต่งงาน และด้วยความหนุนช่วยของแม่ยาย กังวาฬจึงได้เงินก้อนหนึ่งเดินงานค้าขายภายในต่อไป พักงานค้าส่งออกชั่วคราว "ผมรู้จุดอ่อนของผมคือพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงเริ่มศึกษาด้วยตนเองอย่างจริงจัง"

ล้มยักษ์ญี่ปุ่นครั้งแรกสำเร็จ

ปี 2508 กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ เริ่มตั้งบริษัท นานาพรรณเอ็นเตอร์ไพร้ซ จำกัด ดำเนินธุรกิจส่งออกพืชไร่ โดยเฉพาะละหุ่งและถั่ว อันเป็นจุดที่ความไม่พอใจพฤติกรรมผู้นำเข้าญี่ปุ่นก่อตัว

เพราะสินค้า 2 ชนิดนั้นพึ่งตลาดญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่

"ในระยะนั้นการส่งออกของเราเห็นญี่ปุ่นเป็นเทวดา ญี่ปุ่นซื้อแสดงว่าเรามีความสามารถ คิดว่าสามารถเข้าตลาดโลกได้แล้ว แต่ที่จริงเรารับใช้ญี่ปุ่นโดยไม่รู้ตัว ญี่ปุ่นมักจะเล่นเกม" ผู้ส่งออกรุ่นปัจจุบันที่เคยมีประสบการณ์ค้ากับญี่ปุ่นช่วงนั้น มีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องต้องกันเช่นนี้ รวมทั้งกังวาฬด้วย

"ผู้ส่งออกของเราไม่มีความรู้เท่าที่ควร ข้อมูลต่าง ๆ มีน้อย ญี่ปุ่นจึงได้เปรียบ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวชาวไร่ละหุ่งเทสินค้าออกขายมาก ญี่ปุ่นฉวยโอกาสซื้อมากเช่นกัน ผู้ส่งออกโลภมากก็ขาย คิดว่าขายให้ญี่ปุ่นแล้วมีฝีมือ ที่ไหนได้ สินค้าอยู่ในมือ 1 หมื่นตัน ขายไปได้ 3 หมื่นตัน ผลสุดท้ายต้องมาแย่งซื้อละหุ่งจากชาวไร่ราคาสูงขึ้น ผลก็คือไปรับใช้ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเองก็ต้องการให้ราคาขึ้น เราจะได้ฆ่ากันเอง เราขาดทุนบางรายขาดทุนมาก็มาเบี้ยวไม่ยอมส่งผู้ส่งออก เสียชื่อเสียงมาก" กังวาฬร่ายยาวเกี่ยวกับสถานการณ์ช่วงนั้น ผู้อยู่นอกวงการหรือไม่ได้ติดตามเรื่องราววงการค้าพืชไร่อย่างต่อเนื่องก็อาจจะสับสน

"ผู้จัดการ" ขอขยายความอีกนิด โดยปกติต้นฤดูเก็บเกี่ยวสินค้าพืชไร่ออกมาสู่ตลาดมากกว่าปกติ ราคาจะตกเพราะ OVER SUPPLY ญี่ปุ่นฉวยโอกาสซื้อตอนนี้เนื่องจากราคาจะต่ำกว่าทุกระยะ โดยทำสัญญาล่วงหน้าจำนวนมาก มากกว่าสต๊อกของผู้ส่งออกที่ระดมซื้อในช่วงนั้น ข่าวนี้ถูกปล่อยออกไปในตลาดให้รู้กันทั่ว พอถึงเวลาส่งมอบ ผู้ส่งออก (หลายราย) ก็ต้องออกมาระดมซื้อสินค้าที่อยู่ในมือชาวไร่หรือพ่อค้าต่างจังหวัด ราคาจึงทะยานขึ้นตามแรง OVERDEMAND ปรากฏการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ตามมาคือ ผู้ส่งออกขาดทุนทั่วหน้า เพราะต้องซื้อสินค้าราคาสูงส่งมอบตามสัญญาขายต่างประเทศราคาต่ำ อีกประการหนึ่งผู้นำเข้าญี่ปุ่นก็ต้องการให้ราคาช่วงสินค้าไปถึงผู้ใช้ในญี่ปุ่นสูง เพราะจะทำให้ผู้นำเข้าขายสินค้าในราคาสูงขึ้น โดยอ้างราคาในตลาดผู้ขาย (ประเทศไทย)

เหตุผลประการสุดท้ายค่อนข้างลึกซึ้งกว่าที่เคยรู้กันมาตลอดเวลาว่า ผู้นำเข้าญี่ปุ่นพยายามกดราคารับซื้อสินค้าพืชไร่จากไทย "ครับ ถูกต้อง เขากดราคาช่วงรับซื้อและเซ็นสัญญาซื้อขาย พอช่วงส่งมอบก็จะปั่นตลาดราคาให้สูงขึ้น" กังวาฬผู้รู้จักญี่ปุ่นมากว่า 20 ปี แฉ

เพราะการที่ผู้ส่งออกขาดทุนอย่างหนักนี่เอง เมื่อมีการเรียกร้องให้รวมตัวจึงสำเร็จโดยง่าย

กังวาฬกับสุรพลเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงระดมผู้ส่งออกละหุ่งไปญี่ปุ่นเกือบทุกรายลงขันตั้งบริษัท รวมพ่อค้าพืชผลไทยหรือที่เรียกกันว่าไทยอาโกรฯ โดยมีข้อตกลงว่า นับจากนี้การส่งออกละหุ่งไปญี่ปุ่นจะต้องผ่านบริษัทนี้ท่านั้น

ปีนั้นเป็นปีที่ประเทศไทยมีผลผลิตละหุ่งมากเป็นประวัติการณ์ปีหนึ่ง ไทยอาโกรฯ จึงระดมซื้อมาอยู่ในมือถึง 4-5 หมื่นตัน หรือประมาณ 80% "เราโชคดีที่แบงก์ปล่อยเงินให้กู้เพื่อสต๊อกละหุ่ง ในการสต๊อกคราวนั้นต้องใช้เงินประมาณ 1-200 ล้านบาท" กังวาฬบอก "ผู้จัดการ"

ผู้นำเข้าญี่ปุ่นแค้นขึ้นหน้า จึงประกาศไม่ซื้อละหุ่งจากไทยอาโกรฯ ขณะเดียวกันก็ใช้ยุทธวิธีหนุนผู้ส่งออกบางรายขึ้นมาแข่ง สามารถซื้อละหุ่งได้บ้างแต่ไม่มาก ว่ากันว่าผู้ส่งออก 2-3 ราย ที่รับใช้ญี่ปุ่นคราวนั้นได้กำไรเป็นกอบเป็นกำทีเดียว เนื่องจากแรงกดดันที่ไม่ซื้อสินค้าจากไทยอาโกรฯ มีผลทำให้ราคาละหุ่งในตลาดสูงมาก แต่กังวาฬไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อผู้ส่งออกจำนวนดังกล่าว "มันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ที่แล้วก็ให้แล้วกันไป"

การต่อสู้ประเภท "กลั้นใจใต้น้ำ" แข่งกันดำเนินไปข้ามปี จนธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำการปรับไทยอาโกรฯ ฐานไม่สามารถคืนเงินกู้ (ดอกเบี้ยต่ำ) ได้ตามกำหนดเวลา

"ผมรู้จักคุณอบ (วสุรัตน์) ตอนนั้นผมไปหาท่าน ขณะนั้นท่านเป็นประธานหอการค้าฯ บอกว่าถ้าแบงก์ชาติไม่ผ่อนผันเราเจ๊งแน่ ญี่ปุ่นก็จะหัวเราะเยาะท่านบอกว่าลื้อท่าจะบ้าแล้ว! ถึงท่านด่าก็ด่า แต่ท่านก็ช่วย ลื้อมาหาอั๊ว 7 โมงเช้า อั๊วนัด ดร. เสนาะ (อูนากูล) ไว้แล้ว" กังวาฬเล่าอย่างมีสีสัน ถึงการสนทนาของเขากับ อบ วสุรัตน์ ขณะนั้น ดร. เสนาะ อูนากูล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

กังวาฬบอก หากไม่มีบุคคลทั้งสองเขาอาจไม่มีวันนี้!

อย่างไรก็ตาม แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนผันเลื่อนเวลาส่งเงินคืนออกไป ทว่าทางยังมืดมนอยู่ดี แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีเทเล็กซ์จากอังกฤษผ่านมาทางบริษัทกู๊ดเยียร์ ว่ามีความต้องการซื้อเม็ดละหุ่ง "ตอนนั้นซีกโลกด้านตะวันตกขาดแคลนละหุ่งป้อนโรงงาน จนจะปิดโรงงานกันอยู่แล้ว ตอนนั้นข้อมูลเราไม่ดีพอ ยังไม่ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้" ผู้สันทัดกรณีคอมเมนต์ สิ่งที่กังวาฬพูดว่า "ดวงดี"

"นับว่าดวงเรายังดี ความจริงกู๊ดเยียร์ขายแต่ยางรถยนต์ไม่เคยขายละหุ่ง เขาอาจจะรู้เรื่องของเราจากหน้าหนังสือพิมพ์ ผมเริ่มเป็นที่รู้จักของหนังสือพิมพ์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากต่อสู้กับญี่ปุ่น" กังวาฬคุย

ในที่สุดกังวาฬกับสุรพลจึงเหินฟ้าไปอังกฤษเพื่อเจรจาขายละหุ่ง ทั้งที่คนทั้งสองพูดภาษาอังกฤษชนิด "พอเป็น" เท่านั้น

แท้ที่จริงคนอังกฤษที่เทเล็กซ์มาเป็นโบรกเกอร์ เขาเป็นคนพากังวาฬกับสุรพลไปหาผู้ซื้อซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันละหุ่งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนีชื่อ DRODEUTCHE RIZINUS-GELFABRIK BOLEX & CO. ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาดูถูกคนไทย ผมบอกว่าจะขายให้ทันที 3 หมื่นตัน เขาไม่เชื่อหาว่าเราโกหก สุดท้ายเราบอกว่าคุณไม่ต้องเชื่อ คุณเปิดแอล/ซีไป ผมจะส่งให้ทันที 4 พันตัน"

เมื่อสินค้าจำนวนนั้น ถึงมือเยอรมนีทุกอย่างจึงสะดวกขึ้น กังวาฬกับสุรพลจึงเดินทางลัดฟ้าอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง กังวาฬบอก "ผู้จัดการ" ว่าได้รับการต้อนับอย่างดีผิดกับครั้งแรก ทั้งสองจึงพลิกกลยุทธ์การตลาดอย่างง่าย ๆ บอกเยอรมนีว่าหากไม่ซื้อจะขายให้ญี่ปุ่น เป็นอันว่าเยอรมนีตกลงซื้อเป็นระยะ ๆ พร้อม ๆ กับไทยอาโกรฯ พยายามเรียกราคาสูงขึ้นเป็นลำดับ "ขณะนั้นเยอรมนีกับญี่ปุ่นขัดแย้งกัน เนื่องจากญี่ปุ่นฉีกสัญญาสภาพบุรุษเข้าไปซื้อละหุ่งข้ามโซนตามสัญญาสุภาพบุรุษ ว่ากันตามที่จริงเยอรมนีชั้นเชิงการค้าสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ ต่อมาพอญี่ปุ่นได้ข่าวว่าเราขายละหุ่งให้เยอรมนี ได้ ญี่ปุ่นตกใจมาก" กังวาฬจำเหตุการณ์ประทับใจครั้งนั้นได้ดีมาก พยายามถ่ายทอดอย่างละเอียด

ในที่สุดญี่ปุ่นก็กลับมาหาไทยอาโกรฯ เจรจาซื้อขายกันใหม่ "ตอนนั้นเองผมเริ่มรู้จักนิสัยการค้าของญี่ปุ่น เขาไม่เคยโกรธใครอย่างเอาเป็นเอาตายหรอก ตราบใดที่ผลประโยชน์เกิดขึ้น เขาเคยดูถูกเรา เขาก็มาหาเรา เราซึ่งเริ่มเป็นมวยบอกว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างขอให้เหมือนเดิม ผลสุดท้ายแทนที่จะซื้อคนเดียวก็มีสองคน เราสามารถ CONTROL ตลาดและราคาตามใจชอบ กลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไทยอาโกรฯ ได้กำไรมาก เป็นที่พอใจของผู้ร่วมหุ้น จนสามารถคืนเงินแบงก์ชาติได้ทั้งหมด" กังวาฬเล่าไปยิ้มไป

กังวาฬเล่าว่าจากประสบการณ์ที่ลงเอยด้วยชัยชนะครั้งนั้น ทำให้พบทางออกในการแก้ปัญหาการตลาดละหุ่งในระยะยาว เนื่องจากพะวงว่าสักวันหนึ่งอาจจะพลาดท่าญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นคู่ต่อสู้ที่ดูเบาไม่ได้ ดังนั้นเราจึงเจรจาชักชวนให้ญี่ปุ่นมาตั้งโรงงานสกัดน้ำมันละหุ่งในประเทศไทย "แต่คนญี่ปุ่นก็ยังเป็นญี่ปุ่น ใจแคบ" กังวาฬสรุปบทเรียนช่วงต่อกับ "ผู้จัดการ" ก่อนจะเล่าเหตุการณ์

"เราจะเริ่มเจรจากับโรงงานสกัดน้ำมันละหุ่งที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นชื่ออีโต้เซอิว ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเมล็ดละหุ่งรายใหญ่จากประเทศไทย กว่าจะรู้ว่าญี่ปุ่นหลอกเราก็ 2-3 ปี ญี่ปุ่นเห็นแก่ตัวเพราะรู้ว่าหากตั้งโรงงานในไทย โรงงานในญี่ปุ่นก็จะไม่มีวัตถุดิบป้อน เนื่องจากเขาต้องพึ่งวัตถุดิบจากเราถึง 80% คุยกันนานมาก ญี่ปุ่นดึงเกม ทีแรกเราไม่รู้ ผมก็ไปขอให้ผู้ใหญ่ของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมช่วยเจรจาอีกแรง ผลที่สุดถูกญี่ปุ่นหลอกกันหมด"

ต่างกันราวหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อกังวาฬเปลี่ยนไปเจรจากับผู้ซื้อรายเดิมที่เยอรมนี ปรากฏว่า การเจรจาตกลงกันอย่างง่ายดาย "ผมบอกว่าประเทศไทยจะเป็นฐานให้เยอรมนีเชื่อมตะวันออกกับตะวันตก เขาจะสามารถคุมโลกได้ หากเยอรมนีไม่มา เราจะไปชวนญี่ปุ่น เดี๋ยวญี่ปุ่นมาคุมโลก"

บริษัทสยามน้ำมันละหุ่งก่อตั้งเมื่อปี 2515 โดยการร่วมทุนระหว่างไทยกับเยอรมนี (DRO-DUETCHE RIZINUS-OEL-FABRIK BOLEY & CO) ผู้ถือหุ้นคนไทยมีผู้ใหญ่หลายคน ตั้งแต่สมหมาย ฮุนตระกูล ประธานกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม (ไอเอฟซีที) สุกรีย์ แก้วเจริญ กรรมการผู้จัดการไอเอฟซีที โดยมีอบ วสุรัตน์ เป็นประธานกรรมการในครั้งแรก สุรพล อัศวศิริโยธิน เป็นรองประธาน กังวาฬเป็นกรรมการผู้จัดการ ต่อมาเมื่ออบ วสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรี สุกรีย์จึงมาเป็นประธานบริษัทแทนจนถึงปัจจุบัน

ผู้ถือหุ้นใหญ่ประกอบด้วย DRO-DUETCHEฯ 35% กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ และบริษัทรวมพ่อค้าไทยอุตสาหกรรม 34% และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประมาณ 15% สยามน้ำมันละหุ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันละหุ่งรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย

ครั้งที่สองล้มญี่ปุ่นไม่สำเร็จ จนตัวเองเกือบล้ม

ประมาณปี 2518 มรสุมการค้ากระหน่ำผู้ส่งออกถั่วเขียวผิวมันไปญี่ปุ่น ดุจเดียวกับละหุ่งเมื่อ 10 ปีก่อน

"เราประสบความสำเร็จเรื่องน้ำมันละหุ่งก็มีความภาคภูมิใจมาก อาจเรียกได้ว่าผมประมาท ก็เริ่มบุกเรื่องถั่ว ระดมซื้อแบบเดียวกับละหุ่ง แต่ก่อนจะซื้อเราทำการสำรวจผลผลิตต่างจังหวัด ซึ่งมารู้ทีหลังว่าข้อมูลที่สำรวจผิดพลาด ผลผลิตมีมากกว่าที่คาดไว้มาก"

กังวาฬใช้ชื่อบริษัทนานาพรรณเอ็นเตอร์ไพร้ซ์ของเขาคนเดียวดำเนินกิจการทำสต๊อกถั่วเขียวผิวดำประมาณ 4-5 หมื่นตัน หรือเป็นจำนวนเกือบทั้งหมดใช้เงินประมาณ 4-500 ล้านบาท โดยกู้เงินจากธนาคาร และระดมจากส่วนตัวและครอบครัวอันเกิดจากการสะสมตลอดชีวิต งานนี้เดิมพันด้วยชีวิตและอนาคตของเขาและครอบครัวทีเดียว

แต่แล้วผลที่เขาได้รับคือประสบการณ์ขาดทุนยับประมาณ 500 ล้านบาท เมื่อเกือบสิบปีก่อนเป็นเงินไม่ใช่น้อย เหตุผลง่ายๆ คือญี่ปุ่นไม่ยอมซื้อถั่วเขียวจากเขา ในขณะที่ถั่วของเขาค้างสต๊อกจนเสื่อมคุณภาพ ญี่ปุ่นยังอยู่ได้ เพราะสามารถหาซื้อจากผู้ส่งออกรายอื่นได้บ้าง ทั้งในและต่างประเทศ

กังวาฬสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้จนทำให้เขาต้องเริ่มต้นที่ศูนย์อีกครั้งไว้ 4 ประการ คือ หนึ่ง-คาดการณ์ปริมาณผลผลิตผิดพลาด สอง-ตลาดถั่วฯ แคบมาก นอกเสียจากญี่ปุ่นแล้วแทบไม่มีที่อื่น หรือก็ซื้อน้อยมาก สาม-ถั่วฯ เสื่อมคุณภาพเร็วมากเมื่อเทียบกับละหุ่ง ละหุ่งสามารถเก็บได้ถึง 3-4 ปี ในขณะที่ถั่วฯ เพียงข้ามปีคุณภาพก็เสื่อมขายไม่ได้ราคาแล้ว สี่-เขาดำเนินการเพียงคนเดียว ไม่มี "แนวร่วม" เหมือนครั้งก่อน ตรงจุดนี้บางรายวิจารณ์ว่า "คุณกังวาฬโลภมากจึงทำคนเดียว เลยเจ๊งคนเดียว"

ในขณะที่เขาเหนื่อยมาก ต้องวิ่งเข้าออก 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ศรีนคร และธนาคารกรุงเทพ "ผมต้องขอร้องให้เขาผ่อนผันหนี้ผม ซึ่งทุกคนก็ดีใจหาย คุณชิน แบงก์กรุงเทพ คุณวิเชียร เตชะไพบูลย์ แบงค์ศรีนคร และคุณประกิต ปะทีประเสน แบงก์ไทยพาณิชย์" เมื่อมองในมุมกลับหรือด้านดี สถานการณ์เลวร้ายนั้นได้ "บีบ" ให้นานาพรรณฯ ขยายกิจการไปในทิศทางที่เขาสามารถยืนอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผยปัจจุบันนี้

"ของตายอย่าไปนึกถึงมัน" นี่คือยุทธวิธีของกังวาฬ นานาพรรณเริ่มหันเหส่งออกข้าวโพดด้วยการสร้างไซโลแบบ "นกกระจอก สร้างรังแต่พอตัว" เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะเป็นแห่งแรก ที่ว่าแห่งแรก เพราะไซโลช่วงนั้นเป็นไซโลบริการเพื่อการส่งออกและเก็บค่าบริการโดยผู้ส่งออกไม่มีไซโลเป็นของตนเอง "เราสร้างขนาดเล็กจนคนในวงการมองข้าม เขาจึงปล่อยให้เราโต กว่าเขาจะเอะใจอีกครั้งเราก็โตพอที่ยืนได้บ้างแล้ว" กังวาฬเล่า

ส่วนถั่วฯ ที่เหลือนั้นกังวาฬมุ่งหน้าสู่อินเดีย เป็นผู้ส่งออกรายแรกอีกเช่นกันที่เปิดตลาดอินเดียสำเร็จ "เขาไม่มีตังค์เราก็ให้เครดิต กว่าระบายถั่วออกหมดต้องใช้เวลา 3-4 ปี"

ผลของการเป็นผู้บุกเบิกตลาดถั่วฯ ที่อินเดีย ยังตามเก็บดอกผลจนถึงทุกวันนี้ เมื่อปี 2528 อินเดียแห้งแล้งขาดแคลนถั่วเขียวผิวดำอย่างหนัก ต้องมาซื้อจากไทยมากเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขส่งออกระบุว่าซื้อจากนานาพรรณมากที่สุดประมาณ 90%

เมื่อคู่ปรับ "ร่วมทุน" กัน

คู่ปรับของกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ ที่ทำให้นานาพรรณกรุ๊ปต้องขาดทุนจำนวนมากนั้น มี

ชื่อบริษัทคาโช่แห่งประเทศญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย เป็นเทรดดิ้งคัมปะนี ที่มีอายุกว่า 60 ปี ของญี่ปุ่นมีสาขาทั่วโลก อาทิ ซานฟรานซิสโก ลอสแองเจลิส ในสหรัฐ, สิงคโปร์, จาการ์ตา, ฮ่องกง, ปักกิ่ง และกรุงเทพฯ ซึ่งใช้ชื่อว่า KASHO & SAMNONG (THAILAND) ก่อตั้งเมื่อปี 2520 โดยมีกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ เป็นประธานบริษัท

ปัจจุบันคาโซ มี K. ISHIKAWA เป็น PRESIDENT "คนนี้อดีตเขาเป็นนายกสมาคมนำเข้าถั่วเขียวผิวดำของญี่ปุ่น อายุไล่เลี่ยกับผม เป็นนักเรียนสหรัฐฯ ความคิดก้าวหน้ามาก เขาเคยตีผมเจ็บมากจนเกือบจะล้ม แต่เราก็เป็นเพื่อนกัน เพราะเรามี CONCEPT เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องส่วนตัว ค้าขายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง" กังวาฬว่า ส่วนสาขาในประเทศไทยชื่อ KASHO & SOMNONG (THAILAND) นั้น กังวาฬ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า "ซัมนง เป็นเพื่อนผมอยู่ฮ่องกง เขาเป็นชาวไต้หวันพูดภาษาญี่ปุ่นดีมาก แต่มาได้ดีที่ฮ่องกง เขาเป็นตัวแทนบริษัทคาโช่ที่ฮ่องกงซื้อสินค้าจากจีนแดง กับผมสนิทกันมาก"

"ยุทธวิธีของเราคือให้ญี่ปุ่นดึงญี่ปุ่น" ถาวร ตันติพงศ์อนันต์ น้องชายของกังวาฬ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น BRAIN ของกรุ๊ปกล่าวถึงที่มาของการดึงญี่ปุ่นมาร่วมทุนในบริษัทไทย คาวาเคน ซึ่งผลิต ARTIFICIAL WAX อันเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมันละหุ่งกับ "ผู้จัดการ"

ถาวรเล่าว่าเมื่อสามารถดึงคาโช่มาเป็น "แนวร่วม" ได้ทั้งนี้ด้วยเห็นว่าการตั้งโรงงานเช่นนี้ในประเทศไทย ต้นทุนต่างจะลดลงกว่า 20% คาโช่จึงเป็นผู้ไปเจรจากับ KAWAKEN FINE CHEMICALS CO., LTD.

"เราไม่มีทางต่อสู้กับญี่ปุ่นได้ หากเราไม่ญี่ปุ่นเป็นพวก" ถาวรพูดในมุมกลับ ทำให้นึกถึงเรื่องกังวาฬ "ด่า" เจฟต้า

อย่างไรก็ดี ต้องใช้เวลานานนับปีทีเดียวกว่าจะตกลงกัน สุดท้ายตั้งโรงงานในประเทศไทย เริ่มตั้งบริษัทไทยคาวาเคน จำกัด เมื่อเดือนกันยายน 2527 โดยใช้เวลาก่อสร้างโรงงานประมาณ 1 ปี เปิดเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2528

บริษัทร่วมทุน ฝ่ายไทยได้แก่บริษัทสยามน้ำมันละหุ่งถือหุ้น 51% KASHO COMPANY 4% และ KAWAKEN FINE CHEMICALS Co., Ltd 45% สำหรับการบริหารงานนั้น ญี่ปุ่นกับสยามน้ำมันละหุ่งส่งกรรมการผู้จัดการมาทำงานคู่กัน

ตรงจุดนี้ เป็นจุดที่น่าสังเกตอันสำคัญ สยามน้ำมันละหุ่ง ภายใต้การนำของกังวาฬ ได้พลิกกลยุทธ์ สมกับได้ชื่อว่า "รู้จัก" ญี่ปุ่นดีที่สุดคนหนึ่ง

"เราให้ตัวแทนของเยอรมนีในบริษัทสยามน้ำมันละหุ่งเป็นกรรมการผู้จัดการคู่กับญี่ปุ่น โดยที่เราไม่แจ้งก่อนการเซ็นสัญญา" ถาวรซึ่งรู้เรื่องดีทุกขั้นตอนบอก "ผู้จัดการ" ถึงกลยุทธ์อันล้ำลึก

"ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนี ต่างฝ่ายคิดว่า TECHNOLOGY ของตนไม่แพ้กัน เมื่อประกบกันเป็นการคานอำนาจกันได้ ส่วนเราอยู่เบื้องหลัง"

เรื่อง TECHNOLOGY นั้นญี่ปุ่นดูถูกไทยว่าไม่สามารถเทียบเขาได้ ถาวรว่านั้นเป็นจุดที่ต้องระวังการได้เปรียบเสียเปรียบในการบริหารที่จะเกิดขึ้นจึงต้องใช้เยอรมนีชนญี่ปุ่น

"ญี่ปุ่นชอบประชุม เรื่องอะไร ๆ ก็ต้องเข้าประชุม รู้แทบทุกขั้นตอน ส่วนเยอรมนีไม่ชอบประชุม แต่เวลาถกเถียง เยอรมนีเป็นคนรุนแรง" ถาวรเชื่อว่า การร่วมทุน 3 ฝ่ายในลักษณะเช่นนี้ของไทยคาวาเคนนั้น ทำให้ไทยได้ประโยชน์ที่สุด

"ผมถือว่าเราต้องทำตัวให้กว้างไว้ โดยเอาตัวเองเข้าไปในเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมจะรับทุกฝ่าย ไม่เกาะติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะนี้ผมกำลังทาบทามลูกค้าของเรารายหนึ่งในสหรัฐฯ มาร่วมลงทุนด้วย" ถาวรแย้มให้ฟังตอนท้าย

กรณีที่กังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ "ต่อสู้" กับเจฟต้านั้นยืดเยื้อมาถึงเดือนมีนาคม 2529 จนเรื่องเข้าสู่ระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ทุกอย่างดูเหมือนหยุดลงชั่วคราว แต่ผลที่ได้รับในด้านกว้างนั้น กังวาฬได้ใช้ "ข้อมูล" จริง ๆ ที่เขาประสบด้วยตนเอง จากกรณีซูมิโตโม มา "ตีแผ่" ผู้นำเข้าญี่ปุ่นหลายราย

เจฟต้ามีสมาชิกซึ่งเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์จำนวนมาก ส่วนที่เอางานเอาการจริง ๆ มีประมาณ 20 ราย ในจำนวนนี้แบ่งออกเป็นสองปีก หนึ่ง-ปีกที่ค้านการค้าเสรี หรือค้านซื้อข้าวโพดจากไทย อาทิ มิตซุย มารูเบนิ โตโยเมนกา ซี.อีโต้ ฯลฯ เพราะกลุ่มนี้ลงทุนด้านไซโลในสหรัฐฯ ไว้มาก หากผู้นำเข้าญี่ปุ่นมาซื้อข้าวโพดซึ่งราคาถูกกว่า ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ย่อมแตกต่างหรือถูกกว่าซื้อข้าวโพดจากสหรัฐฯ ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันขึ้น กลุ่มนี้ "ผูกพัน" กับสหรัฐฯ ประเภทถอนตัวไม่ขึ้น ย่อมไม่ยอมง่าย ๆ สอง-กลุ่มที่ต้องการซื้อข้าวโพดไทย เพราะทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ถูกลง

การต่อสู้กับเจฟต้าของบรรดาผู้ส่งออกข้าวโพดไทย เริ่มเข้มข้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายปี 2527 นับจากเมืองไทยมีแนวโน้มผลิตข้าวโพดเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เป็นความจำเป็นโดยธรรมชาติต้องมีตลาดกว้างขึ้นรองรับ ขณะเดียวกันสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ทำข้อตกลงเป้าหมายการค้าข้าวโพดกับญี่ปุ่นปีละประมาณ 3 แสนตันมาตลอด แต่ความจริงญี่ปุ่น "บิดพลิ้ว" ตลอดเวลา นับว่าเป็นสินค้าชนิดเดียวที่ญี่ปุ่นทำตามข้อตกลงชนิดห่างเป้าไม่เห็นฝุ่น

ปี 2528 ผู้ส่งออกข้าวโพดไทย "กดดัน" เจฟต้าให้ซื้อหรือตกลงผ่านสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย แต่ญี่ปุ่นก็บ่ายเบี่ยง ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา ผลลงเอยที่ผู้ส่งออกไทยความคิดเห็นแตกแยก ไม่สามารถรวมกันติด ต่างกับญี่ปุ่นซึ่งดูเหมือนเจฟต้าจะ "เกาะตัว" แน่นหนาเหลือเกิน

เราพ่ายแพ้มาตลอดเพราะผู้ส่งออกไทยรวมตัวกันไม่ติด จนมาถึงปลายปี 2528 เจฟต้าถูก

"รบเร้า" และ "กดดัน" หนักเข้า จึงตกลงซื้อข้าวโพดไทยไปทดลองก่อนประมาณ 6 พันตัน หลังจากนั้นทุกคนก็ตั้งตารอว่าญี่ปุ่นพอใจคุณภาพหรือไม่ "ถ้าคุณภาพเป็นที่พอใจ เราจะซื้อ" เจฟต้า สัญญาอย่างนั้น

เรื่องดูเหมือนเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง!

แต่แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีข่าวว่าซูมิโตโม ซื้อจากนานาพรรณฯ ดังกล่าวข้างต้น

และก็มาถึงกรณีกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ "ด่า" เจฟต้าเป็นระลอก...

การต่อสู้ได้ยกระดับเชิงคุณภาพแล้ว โดยมีนานาพรรณฯ เป็น "หัวหอก" ขณะนี้รอเพียงแต่ว่าจะมีคนหนุนและสานต่อมากน้อยแค่ไหนทั้งผู้ส่งออกด้วยกันและรัฐบาล

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย