Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2529








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2529
อาณาจักร "บางกอกโพสต์" - หนังสือพิมพ์ที่ไร้เจ้าของแต่ใครเล่าจะเข้าครองได้ (ง่ายๆ)             
โดย ไพศาล มังกรไชยา
 


   
search resources

โพสต์ พับลิชชิง,บมจ
Newspaper
วัชรพล, บจก. (นสพ.ไทยรัฐ)
เอียน เจมส์ ฟอเซท




กลุ่ม "ไทยรัฐ" อยากได้บางกอกโพสต์เข้ามาอยู่ในเครืออีกฉบับนั้น พูดกันมาก ๆ เพียงแต่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไม่มีใครกล้ายืนยัน อย่างไรก็ตาม ด้วยตัวของบางกอกโพสต์แล้ว ถึงจะตัดเรื่องกลุ่ม "ไทยรัฐ" ออกไป การเปลี่ยนแปลงก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้ารวมเรื่องความพยายามของกลุ่ม "ไทยรัฐ" เข้าไป มันก็คือตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงดี ๆ นี่เอง

อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ "ไทยรัฐ" กำลังใกล้แล้วเสร็จ แท่นพิมพ์ระบบมหึมาที่สั่งตรงมาจากเยอรมนีตะวันตกก็กำลังอยู่ในระหว่างการติดตั้งอย่างรีบเร่ง

ในห้วงเวลาแห่งการขยายอาณาจักร "ไทยรัฐ" ของกำพล วัชรพล ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่อึกทึกครึกโครมที่สุด, ลงทุนสูงกว่าทุก ๆ ครั้ง และก็น่าเกรงขามอย่างยิ่ง

การปรับเปลี่ยนรูปโฉม "ไทยรัฐ" ให้เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยฉบับแรกที่พิมพ์ 4 สี หนา 32 หน้า ซึ่ง "แกรนด์" มาก ๆ นั้น ในชั้นแรกคล้ายกับเรื่องที่คุยกันเล่น ๆ แต่ถึงชั้นนี้แล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป

วงการทราบกันดีว่าเป็นเรื่องที่กำพล วัชรพล ต้องทำแน่ ๆ

และด้วยประสิทธิภาพของแท่นพิมพ์ระบบมหึมาแท่นใหม่ซึ่งมีกำลังการผลิตเหลือเฟือนอกเหนือจากการพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเพียงฉบับเดียว

ก็พูด ๆ กันปากต่อปากว่ากลุ่ม "ไทยรัฐ" อาจจะต้องออกหนังสือพิมพ์เพิ่มอีกฉบับ มียอดพิมพ์ระดับน้อง ๆ ไทยรัฐ

พูดกันลึกลงไปอีกว่าน้อง ๆ ไทยรัฐฉบับนี้จะเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาอังกฤษ?

และหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษที่ว่า ๆ กันนี้ชื่อ "บางกอกโพสต์" เสียอีกด้วย!!

แน่นอนที่สุด...การออกหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ด้วยการตั้งชื่อหัวหนังสือซ้ำกับชื่อ "บางกอกโพสต์" ซึ่งเป็นหัวหนังสือที่มีมานานแล้วเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ตามกฎหมายการพิมพ์

เพียงสิ่งเดียวที่ทำได้ก็มีแต่จะต้องเข้าไปเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ "บางกอกโพสต์" เท่านั้น

หนังสือพิมพ์ "บางกอกโพสต์" เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษเก่าแก่ที่สุดในปัจจุบันและก็เป็นเจ้ายุทธจักรวงการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมาโดยตลอด

บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง-เจ้าของ "บางกอกโพสต์" นั้น นอกจากจะมี "บางกอกโพสต์" ออกเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าแล้ว ก็ยังมี "บางกอกเวิลด์" อีกฉบับที่ออกเป็นรายวันฉบับบ่ายและมีหนังสือในเครืออีกจำนวนหนึ่งอย่างเช่น "สติวเดนท์" กับ "บิสสิเนสอินไทยแลนด์" เป็นต้น

เพราะฉะนั้นการเป็นเจ้าของ "บางกอกโพสต์" ก็คือการที่จะต้อง TAKE OVER บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง ซึ่งนอกจากจะได้หนังสือพิมพ์ฉบับเก่าแก่มีผลกำไรงามฉบับนี้ไปครอบครองแล้วก็ยังจะได้หนังสือพิมพ์แถมพกไปอีกทั้งเครือด้วย

ดู ๆ ไปแล้วก็เย้ายวนมาก

น่าจะมีใครเข้ามา TAKE OVER ไปตั้งนานแล้ว!!

จุดนี้ก็เป็นปริศนาอย่างหนึ่งเหมือนกันที่ทำไมการ TAKE OVER "บางกอกโพสต์" โดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึงไม่เกิดขึ้นและเพราะเหตุใด "บางกอกโพสต์" จึงต้องกลายเป็นอาณาจักรที่ไม่มีกลุ่มใดถือหุ้นไว้เกินกว่า 18% หรือพูดอีกทีก็คือไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงในปัจจุบัน

แล้วยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม "ไทยรัฐ" เล่าจะมีข้อยกเว้นหรือไม่?

"เรายอมรับว่าได้จับตาดูความเคลื่อนไหวของคุณกำพลในระยะใกล้ ๆ นี้มาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ เราเชื่อว่าเรื่องที่กลุ่มนี้จะออกหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษขึ้นมาใหม่อีกฉบับคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าอยากซื้อบางกอกโพสต์คงทำได้อยู่เพราะเราเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม นั่นก็หมายความว่ากลุ่มไทยรัฐจะต้องลงเงินจำนวนมาก ๆ ในการกว้านซื้อหุ้น"

เอียน เจมส์ ฟอเซท กรรมการผู้จัดการบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง-เจ้าของ "บางกอกโพสต์" เปิดใจพูดกับ "ผู้จัดการ" ภายหลังจากที่เรื่องกลุ่ม "ไทยรัฐ" พยายามติดต่อขอซื้อหุ้นบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งได้กลายเป็นเรื่องที่รับทราบกันกว้างขวางพอสมควรแล้ว...ไม่กี่เดือนนี่เอง

คงไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงจากคำพูด เอียน เจมส์ ฟอเซท

"เพียงแต่ผมว่าเรื่องเงินก้อนเล็กก้อนใหญ่คงไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มไทยรัฐหรอก ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่จะมีผู้ถือหุ้นกลุ่มไหนยอมขายหุ้นให้หรือเปล่าเท่านั้นแหละ..." นักสังเกตการณ์ผู้อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์คนหนึ่งแสดงความเห็นให้ฟัง

ก็คงปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ได้อีกเช่นกัน

"บางกอกโพสต์" เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2489 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะยุติลงหรือเมื่อเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ตัวผู้ก่อตั้งที่สำคัญ ๆ ก็มีอยู่ด้วยกัน 9 คน (อ่านจากล้อมกรอบเรื่อง "เสรีไทยคอนเนกชั่น") โดยมีหุ้นใหญ่เป็นอเมริกันชื่ออเล็กซานเดอร์ แมคโดนัลด์ ส่วนอีก 8 คนเป็นคนไทยซึ่งหลาย ๆ คนเป็นอดีตเสรีไทยสายอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและรัฐบุรุษอาวุโสของไทย

เมื่อแรกทีเดียว "บางกอกโพสต์" ออกเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับบ่าย และก็เป็นฉบับบ่ายเรื่อยมานับเป็นสิบปีก่อนจะเปลี่ยนมาออกเป็นฉบับเช้าประกบกับหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษอีกฉบับที่ชื่อ "บางกอกเวิลด์" ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า แล้วเปลี่ยนมาเป็นฉบับบ่ายในภายหลัง

แมคโดนัลด์นั้นอดีตเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยโอเอสเอส ซึ่งมีภารกิจติดต่อประสานงานกับขบวนการเสรีไทย แมคโดนัลด์ก็เลยมีมิตรสหายเป็นเสรีไทยอยู่มากหน้าหลายตาโดยเฉพาะเสรีไทยชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แล้ว แมคโดนัลด์ให้ความเคารพนับถืออย่างมากๆ

และก็เพราะความที่เป็นทั้งเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ใกล้ชิดอาจารย์ปรีดีและเสรีไทยนี่เอง ทำให้แมคโดนัลด์ถูกจับตามองอย่างไม่ค่อยจะไว้วางใจจากกลุ่มจอมพล ป.พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ศัตรูทางการเมืองของกลุ่มอาจารย์ปรีดีในขณะนั้น

"นายแมคฯ บริหารบางกอกโพสต์อยู่ได้ไม่ถึง 10 ปีดีก็เริ่มรู้ตัวว่าฝ่ายปกครองกลุ่มจอมพล ป.กับอัศวินเผ่าไม่ค่อยชอบหน้าเขา นายแมคฯ จึงต้องเอาเพื่อนของเขาเข้ามาอีกคน ชื่อนายเฮนรี่ เฟรดเดริค โดยเอามาอยู่ในกองบรรณาธิการก่อน เป็นการเตรียมสำรองเอาไว้ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตัวนายแมคฯ ประสิทธิ ลุลิตานนท์ เล่ากับ "ผู้จัดการ"

ซึ่งแมคโดนัลด์ก็คาดหมายได้ถูกต้อง

ในปี 2499 จากข้อเขียนของเขาภายใต้ชื่อ "บางกอก เอดิเตอร์" ได้ก่อให้เกิดความขัดข้องหมองใจอย่างรุนแรงกับพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น "อัศวินเผ่า" ก็เลยหาเรื่องบีบแมคโดนัลด์ออกไปนอกประเทศ ตำแหน่งบรรณาธิการคนที่ 2 ต่อจากแมคโดนัลด์จึงได้มาอยู่กับแฮรี่ เฟรดเดริค ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ที่แมคโดนัลด์ตระเตรียมเอาไว้แล้วล่วงหน้า

"จะต้องเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษยุคนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับอเมริกาทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นอเมริกาคนละปีกเท่านั้น คือปีกหนึ่งก็เป็นพวกอาจารย์ปรีดี ส่วนอีกปีกก็หนุนกลุ่มจอมพลป.กับพลตำรวจเอาเผ่า เพราะฉะนั้นบางกอกโพสต์เมื่อเกิดขึ้นมาก็เลยต้องมีบางกอกเวิลด์เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่ปี และก็เป็นที่รู้ ๆ กันว่าบางกอกโพสต์เป็นกลุ่มอาจารย์ปรีดี ส่วนบางกอกเวิลด์ก็มีนายเบอลิแกนเข้ามาร่วมกับพลตำรวจเอกเผ่า ทั้ง 2 ฉบับก็เลยทั้งขัดและแข่งกันมาก.. ." นักหนังสือพิมพ์รุ่นเก่าคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

ก็น่าจะพูดได้ว่าการขจัดแมคโดนัลด์ออกไปนอกวงโคจรนั้น ได้ประโยชน์ทั้งในแง่การเมืองและในแง่ผลประโยชน์ทางธุรกิจพร้อม ๆ กัน

และสำหรับคนที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข "บางกอกโพสต์" แล้ว สิ่งนี้คือความแค้นที่ "บางกอกเวิลด์ เป็นผู้มีส่วนสร้างขึ้น ซึ่งสักวันหนึ่งข้างจะต้องมีการชำระกันบ้าง

"บางกอกโพสต์" ในยุคแฮรี่ เฟรดเดริคแม้จะยังเป็นยุคแห่งการสืบทอดเจตนารมณ์จากคนเก่าผู้จากไปด้วยเหตุจำเป็น ซึ่งทำให้แนวทางและนโยบายส่วนใหญ่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เกิดการวางรากฐานไว้และมีผลถึงอนาคตของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อย่างยากแก่การปฏิเสธก็คือ งานด้านโฆษณา-แหล่งรายได้สำคัญอีกแหล่งหนึ่งซึ่งมีความหมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ายอดขายหนังสือพิมพ์

พร้อม ๆ กับการก้าวขึ้นรับตำแหน่งบรรณาธิการและผู้กุมอำนาจสูงสุดของแฮรี่ เฟรดเดริค นี่เองที่ประสิทธิ ลุลิตานนท์ พ้นโทษออกมาหลังจากต้องถูกจองจำอยู่ในคุกเกือบ 9 ปีเต็มด้วยข้อหา "กบฏวังหลวง" และได้เข้าร่วมงานอีกครั้งกับบางกอกโพสต์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณา ฝ่ายใหม่ที่ตั้งขึ้นสำหรับประสิทธิ ลุลิตานนท์โดยเฉพาะ

"ก่อนหน้านั้นบางกอกโพสต์มอบงานด้านโฆษณาให้บริษัทฝรั่งแห่งหนึ่งเหมาทำ โดยบางกอกโพสต์ได้รายได้เดือนละ 50,000 บาท นายเฟรดริคเขาก็คิดว่าถ้าเอามาทำเองน่าจะให้รายได้ดีกว่า เขาก็เอามาให้ผมทำเพราะเห็นผมมีพรรคพวกเพื่อนฝูงในวงการธุรกิจมาก ผมก็เริ่มงานอีกครั้งกับบางกอกโพสต์ในหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาซึ่งผมทำคนเดียวจริง ๆ ไม่มีแม้กระทั่งเลขาฯ ต้องทำทุกอย่างเองหมด" ประสิทธิกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

ก็ในช่วงที่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาชื่อประสิทธิ ลุลิตานนท์ นี่เองที่บางกอกโพสต์ได้เปิดหน้า "ชิปปิ้ง ไกด์" ขึ้นเล็ก ๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะเป็นหน้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับหนังสือพิมพ์ได้อย่างมั่นคงและเป็นกอบเป็นกำต่อไปในระยะยาว เนื่องจากเป็นหน้าที่จะต้องลงโฆษณากันทุกวันอีกทั้งก็จะต้องโตไปพร้อม ๆ กัน กับการค้าระหว่างประเทศของไทยด้วย

"ตอนที่เริ่มนั้นผมก็คิดว่าหน้าชิปปิ้งไกด์ มันจะต้องเป็นงานประจำ เพราะผมเคยทำเอ็กซ์ปอร์ตอิมปอร์ตมาก่อน คิดว่ามันจะเป็นเมนไลน์ของเราได้เพราะสินค้าเข้าสินค้าออกของเรามีมากขึ้นเรื่อย ๆ ตารางเดินเรือเข้าออกก็มีมากพอ แม้ว่าตอนที่เริ่มบริษัทเดินเรือจะยังมีไม่กี่แห่ง คือมีอี๊สต์เอเชียติ๊ก บอร์เนียว แล้วก็โหงวฮก แต่ผมก็เชื่อว่ามันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตซึ่งก็เป็นจริงทุกอย่าง" ประสิทธิพูดถึงงานชิ้นโบแดงของเขาให้ฟัง

เมื่อเริ่มเปิดหน้า "ชิปปิ้ง ไกด์" นั้นเป็นปี 2503 รายได้จากโฆษณาส่วนนี้ยังไม่มากนัก

แต่ล่วงเข้าปี 2529 นี้เอง บางกอกโพสต์มีหน้า "ชิปปิ้งไกด์" ทั้งหมด 8 หน้า เต็ม ๆ เป็นรายได้ประจำก้อนใหญ่ในส่วนที่เป็นรายได้จากการโฆษณาหลายปีติดต่อกันมาแล้ว และครั้งหนึ่งเมื่อ 10 กว่าปีมานี้เคยเกิดกรณีพิพาทครั้งใหญ่ระหว่างหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์กับหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ด้วยสาเหตุที่ต่างฝ่ายต่างมีหน้า "ชิปปิ้งไกด์" ด้วยกันทั้งคู่

"ตอนที่กลุ่มสุทธิชัย หยุ่น แยกจากบางกอกโพสต์ไปทำเดอะเนชั่น เขาก็ทราบดีว่ารายได้หลักด้านโฆษณานั้นมันอยู่ที่หน้าชิปปิ้ง เขาก็พยายามเปิดขึ้นมาบ้าง โดยแรก ๆ ก็เอาพวกสายเดินเรือเล็ก ๆ ลง บางกอกโพสต์ก็กีดกันทุกทางเพราะถือว่ามาเบียดรายได้ของเขา ก็สู้กันอยู่พักหนึ่ง ปั่นป่วนวงการชิปปิ้งมาก จนผลสุดท้ายก็ต้องแบ่งผลประโยชน์กัน" มือโฆษณาของหนังสือพิมพ์มีชื่อฉบับหนึ่งย้อนอดีตช่วงนั้นกับ "ผู้จัดการ" เป็นการช่วยสะท้อนว่าหน้า "ชิปปิ้ง ไกด์" สำหรับยุทธจักรหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษนั้น "เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง"

สำหรับบางกอกโพสต์แล้วผลประโยชน์จากหน้า "ชิปปิ้ง ไกด์" ก็สมควรอยู่หรอกที่จะต้องขอบคุณผู้มีสายตายาวไกลอย่างประสิทธิ ลุลิตานนท์กับแฮรี่ เฟรดเดริค

แต่ถ้าบางกอกโพสต์จะต้องแสดงความขอบคุณไปยังผู้ที่ช่วยยกระดับให้บางกอกโพสต์พัฒนาเติบโตมาได้จนทุกวันนี้แล้วละก้อ

บางกอกโพสต์จะต้องแสดงความขอบคุณไปที่กลุ่มลอร์ดทอมสัน ซึ่งเข้ามารับซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เมื่อปี 2506 พร้อม ๆ กับส่งกรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการคนใหม่ชื่อ เทรเวอร์ แลชฟอร์ดเข้ามาแทนแฮรี่ เฟรดเดริค

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์นั้นมีบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งเป็นเจ้าของ

โพสต์พับลิชชิ่งซึ่งเริ่มต้นก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทแบ่งเป็น 10,000 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 100 บาท และการเข้ามาของกลุ่มลอร์ดทอมสันก็คือการเข้ารับซื้อหุ้นจำนวน 4,500 หุ้นโดยบริษัททอมสันอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น-บริษัทหนึ่งในกลุ่มลอร์ดทอมสันซึ่งจดทะเบียนที่ฮ่องกง

จาก 4,500 หุ้นก็ซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอีกไม่กี่ปีต่อมากลุ่มลอร์ดทอมสันได้กลายเป็นเจ้าของบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งอย่างสิ้นเชิงโดยมีหุ้นทั้งสิ้น 75 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย

กลุ่มลอร์ดทอมสันภายใต้การนำของลอร์ดลอยด์ ทอมสันนั้นเป็นเจ้าของธุรกิจกว่า 200 แห่งทั่วโลก และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทม์ในประเทศอังกฤษ (เมื่อ 5 ปีที่แล้วกลุ่มนี้ได้เข้าไปร่วมกับรัฐบาลจีนก่อตั้งหนังสือพิมพ์ชื่อ "ไชน่าเดลี่" ขึ้นเป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ ฉบับแรกในกรุงปักกิ่งด้วย)

ถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มเก่าอย่างแมคโดนัลด์และเฟรดเดริคที่ค่อนข้างจะเป็นนักอุดมการณ์มากกว่าความเป็นนักธุรกิจแล้ว กลุ่มลอร์ดทอมสันก็คือกลุ่ม "มืออาชีพ" ด้านธุรกิจหนังสือพิมพ์ขนานแท้

เพราะฉะนั้นการเข้ามา TAKE OVER บริษัทโพสต์พับลิชชิ่งของกลุ่มลอร์ดทอมสันจึงมาพร้อม ๆ กับการลงทุนขยายกิจการและการแสวงหา "กำไร" โดยเฉพาะ

บางกอกโพสต์เริ่มต้นยุค "มืออาชีพ" ด้วยความพยายามที่จะเพิ่มทุนรวดเดียวจาก 1 ล้านบาทเป็น 4 ล้านบาท "แต่ก็ทำไม่สำเร็จด้วยเหตุผลหลายอย่าง โดยเฉพาะหุ้นส่วนคนไทยคัดค้านมาก" แหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่งเปิดเผยให้ฟัง

หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีการสั่งซื้อแท่นพิมพ์ระบบออฟเซ็ทของสหรัฐฯ เข้ามาติดตั้งเป็นแท่นพิมพ์ระบบออฟเซ็ทเครื่องแรกที่วงการพิมพ์ของไทยตื่นเต้นกันมาก ๆ "ผมยังจำได้ว่าคุณประสาน มีเฟื่องศาสตร์ได้พาคุณกำพล วัชรพล มาชมแท่นของเราซึ่งตอนนั้นสำนักงานยังไม่ได้ย้ายมาที่ตึกอื้อจือเหลียง ยังอยู่ที่อาคาร 4 ถนนราชดำเนินกลาง ต่อจากนั้นไม่นานคุณกำพลก็ซื้อแท่นระบบออฟเซ็ทของเยอรมนีเข้ามาติดตั้งที่ไทยรัฐบ้าง" ประสิทธิ ลุลิตานนท์ เล่าเกร็ดเรื่องนี้ให้ฟัง

ส่วนด้านระบบงานของกองบรรณาธิการก็ได้สร้าง "คอนเนกชั่น" ไว้กับคอลัมนิสต์และนักหนังสือพิมพ์เกือบทั่วโลกโดยอาศัยเครือข่ายกิจการหนังสือพิมพ์ของกลุ่มลอร์ดทอมสันเป็นสะพานเชื่อม

ในยุคที่มีกรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการชื่อ แลชฟอร์ด สำหรับหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษเช่นบางกอกโพสต์นั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของการขยายงาน เพื่อให้เป็นการทำหนังสือพิมพ์ในรูปของธุรกิจอย่างแท้จริงและก็เป็นยุคที่แนวทางใหม่ ๆ ของการบริหารงานหนังสือพิมพ์ถูกนำเข้ามาใช้ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก

"หรืออาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นการวางรากฐานให้กับธุรกิจหนังสือพิมพ์ของบ้านเราในเวลาต่อ ๆ มา..." นักหนังสือพิมพ์รุ่นเก่าคนหนึ่งวิเคราะห์

แลชฟอร์ดเป็นคนมีความสามารถสูงมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่า ๆ มาเป็นสิ่งใหม่ ๆ แล้ว แลชฟอร์ด ดูเหมือนจะถูกบันทึกให้เป็นผู้บริหารหมายเลข 1 เพียงคนเดียวของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่กล้าทำอย่างไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม และก็ไม่เหมือนกับที่ผู้บริหารในยุคหลังจากเขาต้อง "เล่น" กัน

"ผมว่าเงื่อนไขมันก็ให้ด้วย คือกลุ่มลอร์ดทอมสันก็เป็นเสียงใหญ่คอยหนุนอยู่ในบอร์ด หนังสือพิมพ์ก็กำลังต้องการสิ่งใหม่ ๆ เพื่อจะได้ตามวิวัฒนาการของโลกให้ทันอยู่พอดีด้วย" นักหนังสือพิมพ์รุ่นเก่าคนเดิมพยายามจะมองอีกด้านหนึ่งในการประเมินความสามารถของ แลชฟอร์ด

เทรเวอร์ แลชฟอร์ด เข้าทำหน้าที่กุมบังเหียนหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ระหว่างปี 2507 ถึงปี 2512 ซึ่งก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่นานนักเมื่อเปรียบเทียบกับผู้บริหารคนอื่นๆ ทั้งก่อนหน้าและภายหลัง แต่เขาก็สร้างเกียรติประวัติไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่แลชฟอร์ดได้รับคำยกย่องมาก ๆ ก็คือการ "เข่น" หนังสือพิมพ์คู่แข่งชื่อ "บางกอกเวิลด์" ลงได้อย่างราบคาบ

ช่วยลบรอยแค้นที่ฝังรอยไว้ตั้งแต่ครั้ง "แมคโดนัลด์โดนบีบออกไปนอกวงโคจร" ได้อย่างสาสมใจที่สุด

"บางกอกเวิลด์" เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษฉบับเช้าที่ออกมาไล่หลัง "บางกอกโพสต์" ไม่กี่ปี มีเจ้าของเป็นคนอเมริกันชื่อ เบอลิแกน

ในยุคแรก ๆ นั้น "บางกอกเวิลด์" อาศัยความเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้านำหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายอย่าง "บางกอกโพสต์" มาโดยตลอด

จนกระทั่งในยุคที่กลุ่มลอร์ดทอมสันเข้ามาใน "บางกอกโพสต์" แล้วจึงได้มีการปรับเปลี่ยนให้ "บางกอกโพสต์" เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าบ้าง เพื่อที่จะประกบแข่งกับ "บางกอกเวิลด์" ซึ่ง ๆ หน้า โดยผู้ที่ตัดสินใจก็คือ แลชฟอร์ด

ขณะกำลังต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิงโดยต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันนั้น เผอิญเจ้าของ "บางกอกเวิลด์" ถูกฆาตกรรมเสียชีวิต (สาเหตุถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับพฤติกรรม "โฮโมเซ็กชวล" ของผู้ตาย)

"บางกอกเวิลด์" ก็เลยกลายเป็นเรือที่ไร้หางเสือพักหนึ่ง

"ผมจำได้ว่าประมาณปี 2509 บางกอกโพสต์โดยกลุ่มลอร์ดทอมสันได้ยื่นข้อเสนอจะซื้อกิจการของบางกอกเวิลด์ ซึ่งบางกอกเวิลด์ก็ทำท่าจะขายเหมือนกัน เพราะขาดเบอลิแกนแล้วเงินทองที่เคยได้จากแหล่งลึกลับบางแหล่งก็ไม่ได้อีกต่อไป แต่เรื่องนี้เกิดเล็ดลอดไปเข้าหูจอมพลประภาส จารุเสถียร เข้า ท่านก็บัญชามาว่า อย่าทำเช่นนั้น เพราะจะกลายเป็นการผูกขาดกิจการโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท่านก็ขอให้กลุ่มทุนที่ท่านใกล้ชิดสนิทสนมอยู่ช่วยรับซื้อกิจการไปทำ บางกอกโพสต์ก็เลยชวด..." อดีตลูกจ้างของ "บางกอกเวิลด์" เล่ากับ "ผู้จัดการ" ซึ่งกลุ่มทุนใกล้ชิดสนิทสนมกับจอมพลประภาสที่ว่านี้ เขาหมายถึงกลุ่มอิตัลไทยของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต

ในปี 2510 กลุ่มอิตัลไทยโดยนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต กับยอยอร์ แบลินเจียรี่ จึงได้ก่อตั้งบริษัทเวิลด์เพรสขึ้นมาเพื่อรับโอนกิจการหนังสือพิมพ์ "บางกอกเวิลด์" จากห้างหุ้นส่วนจำกัดเดอะบางกอกเวิลด์มาทำแทน (ยอยอร์ แบลินเจียรี่ เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อปี 2524 เขาเป็นคนอิตาเลียนที่มีฝีมือสูงมากด้านการบริหารงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ความสามารถของแบลินเจียรี่เมื่อบวกเข้ากับคอนเนกชั่นระดับสูงของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต ได้ส่งผลให้กลุ่มบริษัทอิตัลไทยกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการก่อสร้างอย่างรวดเร็วและสามารถขยายอาณาจักรออกไปอีกหลายด้านในปัจจุบัน)

และในปี 2521 ก็มีกลุ่มทุนกลุ่มใหญ่จากสหรัฐฯ เข้ามาร่วมลงทุนกับอิตัลไทยในบริษัทเวิลด์เพรสเพื่อทำให้ "บางกอกเวิลด์" ที่ไร้หางเสือไปช่วงหนึ่งหวนกับขึ้นมาเป็น "เจ้าสังเวียน" อีกครั้ง

กลุ่มนี้ก็คือกลุ่มของเจมส์ ไลเนน เจ้าของกิจการหนังสือไทม์-ไลฟ์

"พวกนี้เป็นเศรษฐีอเมริกันซึ่งประทับใจเมืองไทยตั้งแต่ครั้งที่ในหลวงรัชกาลปัจจุบันเสด็จเยือนสหรัฐฯ และได้ตรัสชักชวนให้นักลงทุนอเมริกันมาร่วมลงทุนในประเทศไทย" ผู้ที่ทราบถึงเบื้องหลังการเข้ามาของกลุ่มไลเนนอธิบาย

ดู ๆ ไปแล้วก็น่าเกรงขามมาก

เพียงแต่ก็ออกจะโชคร้ายอยู่นิดหน่อยตรงที่กลุ่มไลเนนนั้นเมื่อลงเงินก้อนแรกมาแล้วก็ไม่เคยสนใจไยดีกับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เท่าไร ส่วนกลุ่มอิตัลไทยก็ไม่ถนัดเรื่องการบริหารกิจการหนังสือพิมพ์เลย เข้ามาก็เพราะไม่อยาก "ขัด" ผู้ใหญ่เป็นเหตุผลหลัก

ข้างในของ "บางกอกเวิลด์" จริง ๆ แล้วจึง "กลวง" อย่างไม่น่าเชื่อ

"เพียง 2-3 ปีคล้อยหลังทุนรอนก็ร่อยหรอ และที่พลาดอย่างหนักก็คือการลงทุนเกือบ 10 ล้านบาทซื้อแท่นพิมพ์ใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นเครื่องที่ทำงานห่วยมาก ไม่คุ้มกับการลงทุนเลย" อดีตพนักงาน "บางกอกเวิลด์" เล่าสถานการณ์

ยืนหยัดอยู่มาได้ 5 ปี "บางกอกเวิลด์" ก็ถึงจุดหมดแรงเอาดื้อ ๆ

สำหรับผู้ออกหน้าเป็นหุ้นส่วนใหญ่อย่างกลุ่มอิตัลไทยนั้น ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยินยอมเปิดการเจรจากับกลุ่มลอร์ดทอมสันเจ้าของบางกอกโพสต์ซึ่งหลังจากพลาดมาครั้งหนึ่งแล้วก็เพียรพยายามยื่นเงื่อนไขรวมกิจการหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับอยู่ไม่ได้ขาด โดยเงื่อนไขครั้งล่าสุดมีหลักการใหญ่ๆ อยู่ 2 ประการคือ

ประการแรก-จะจัดตั้งบริษัทกลางขึ้นมาบริษัทหนึ่ง เป็นบริษัทที่โพสต์พับลิชชิ่ง เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ถือหุ้น 75% บริษัทเวิลด์เพรสเจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ถือ 25% ที่เหลือและบริษัทใหม่นี้จะเป็นเจ้าของและผู้บริหารหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับ

ประการที่สอง-บางกอกโพสต์จะเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าต่อไป แต่บางกอกเวิลด์ต้องเปลี่ยนมาออกเป็นฉบับบ่ายเพื่อไม่ต้องแย่งตลาดกันเหมือนเก่า

ว่าไปแล้วก็คือข้อเสนอที่จะ "ฮุบ" กิจการกันดี ๆ นี่เอง เพียงแต่เมื่อฝ่ายหนึ่งก็เป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่มีหน้ามีตา การออกมาในรูปนี้ก็คงช่วยรักษาหน้าตาไว้ได้บ้างอย่างน้อยยังดูดีกว่าการรับซื้อกิจการกันตรง ๆ

ภายหลังการเจรจาที่ใช้เวลาพอสมควรทางเวิลด์เพรสก็รับข้อเสนอของโพสต์พับลิชชิ่ง

บริษัทกลางที่ชื่อ อัลลายด์ นิวส์เพเพอร์ จึงได้เกิดขึ้นเมื่อปี 2516 ด้วยทุนจดทะเบียน 12 ล้านบาท

บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง เข้าถือหุ้น 75%

ส่วนทางฝ่ายเวิลด์เพรสเข้าถือหุ้นในนามบริษัทอิตัลไทยโฮลดิ้งและบริษัทแอมไทยพับลิคเกชั่น ซึ่งบริษัทแรกเป็นของกลุ่มนายแพทย์ชัยยุทธกับแบลินเจรี่ ส่วนบริษัทหลังเป็นของกลุ่มไลเนน

อิตัลไทย โฮลดิ้งถือ 12.5% ข้างฝ่ายกลุ่มไลเนนก็ถือ 12.5% รวมแล้วก็ 25% ลงตัวตามโควตาทุกประการ

น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยที่แลชฟอร์ดไม่มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานดังกล่าวนี้ของเขา ซึ่งที่จริงแลชฟอร์ดก็ไม่ได้อยู่เห็นการจัดตั้งบริษัทอัลลายด์ นิวส์เพเพอร์ ด้วยซ้ำไป

จากจุดอ่อนส่วนตัวเกี่ยวกับความรับผิดชอบด้านเงิน ๆ ทอง ๆ และติดการพนัน "เล่นม้า" ชนิดโงหัวไม่ขึ้น แลชฟอร์ดถูกกลุ่มทอมสันจับโยนออกไปจากเก้าอี้กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก่อนหน้าที่กลุ่ม "บางกอกโพสต์" จะบรรลุข้อตกลงกัน

ลูกหม้ออย่าง เท่ห์ จงคดีกิจ ถูกเสนอให้เข้ารับตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งแทนตำแหน่งที่ว่างของแลชฟอร์ด ซึ่งเป็นการเข้ารับตำแหน่งในบอร์ดครั้งแรกของเท่ห์และอยู่เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ส่วนด้านการบริหารนั้นกลุ่มลอร์ดทอมสันตกลงให้ประสิทธิ ลุลิตานนท์รักษาการไปพลาง ๆ จนล่วงเข้าปี 2515 ก่อนหน้าจะมีการจัดตั้งบริษัทอัลลายด์ นิวส์เพเพอร์ ไม่นานนักกลุ่มลอร์ดทอมสันจึงได้ส่ง "นาย" คนใหม่เข้ามาอีกคน

คนคนนี้ชื่อ ไมเคิล เจมส์ กอร์แมน นักธุรกิจชาวอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นเพียง 30 เศษ ๆ ไม่เคยผ่านงานหนังสือพิมพ์มาก่อน แต่ก็มีมาดของนักบริหารที่เฉียบคนหนึ่ง

"เข้าใจว่าคงเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังมีการจัดองค์กรใหม่ มีการตั้งบริษัทกลาง และมีการรวมกิจการหนังสือพิมพ์เพิ่มจาก 1 ฉบับเป็น 2 ฉบับ กลุ่มลอร์ดทอมสันก็เลยต้องส่งคนที่มีความสามารถด้านบริหารธุรกิจอย่างกอร์แมนเข้ามาเป็นนายใหญ่ แทนที่จะเอานักหนังสือพิมพ์อย่างเช่นแลชฟอร์ดเข้ามา..." บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งให้ข้อคิดเห็น

ไมเคิล เจมส์ กอร์แมน ทำหน้าที่เป็น "นายใหญ่" ทั้งในโพสต์ พับลิชชิ่งและอัลลายด์ นิวส์เพเพอร์ จนถึงปี 2526 หรือประมาณ 10 ปีเศษ ซึ่งต้องนับเป็นช่วงเวลา 10 ปีเศษของการบริหารงานที่สร้างความสลับซับซ้อนให้กับองค์กรแห่งนี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคใด

และด้วยความสลับซับซ้อนที่เขาสร้างขึ้นนี้ก็ได้ส่งผลมาถึงปัจจุบันท่ามกลางคำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า "มันเป็นความผิดพลาดหรือความถูกต้องกันแน่"

ในปี 2519 กลุ่มลอร์ดทอมสันส่งคนที่รู้เรื่องงานหนังสือพิมพ์เข้ามาอีกคนหนึ่งเพื่อช่วยกอร์แมนเป็นหูเป็นตาในจุดที่กอร์แมนไม่สันทัด

เขาเป็นคนออสเตรเลียชื่อเอียน เจมส์ ฟอเซท

"พูดก็พูดเถอะ การเอาเอียน ฟอเซทเข้ามานั้นก็เพื่อให้มาคุมกองบรรณาธิการซึ่งผู้อาวุโสสูงสุดคือ เท่ห์ จงคดีกิจ คุณต้องอย่าลืมว่าบางกอกโพสต์นั้นก่อตั้งมานาน หลายคนเป็นคนเก่าคนแก่ คนของกลุ่มลอร์ดทอมสันปีหนึ่งก็บินมาประชุมครั้ง ส่วนนายใหญ่โดยมากเขาไม่แตะต้องข้างล่างอยู่แล้ว เขาก็คล้าย ๆ กับคนที่เข้ามาดูแลผลประโยชน์ดี ๆ นี่เอง ถ้ายังมีกำไรเขาก็ยิ่งไม่แตะ เพียงแต่กอร์แมนนั้น ก็ยิ่งเข้าไปแตะไม่ได้ใหญ่ เพราะตัวเองไม่รู้เรื่องการทำหนังสือพิมพ์เลย ก็ต้องเอาเอียน ฟอเซท เข้ามาเป็นหูเป็นตา" แหล่งข่าวระดับวงในคนหนึ่งพูดให้ฟัง

ซึ่งเอียน ฟอเซท ก็ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาประกบเท่ห์ จงคดีกิจ จริง ๆ

เพียงแต่เอียนไม่ได้เป็นหูเป็นตาให้กอร์แมน เขาเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าของอย่างกลุ่มลอร์ดทอมสันเท่านั้น

ไป ๆ มา ๆ เอียน ฟอเซท กับกอร์แมนก็เลยเป็นที่ทราบกันทั้งบางกอกโพสต์ว่าเป็นผู้บริหารที่ขัดแย้งกันมาก ขัดกันไปหมดเกือบทุกเรื่องที่มีเหตุให้ต้องขัด

ในช่วงปลายปี 2519 บริษัทโพสต์พับลิชชิ่งเพิ่มทุนได้สำเร็จเป็นครั้งแรกจากที่เคยพยายามมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงปี 2507 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มลอร์ดทอมสันเพิ่งจะเข้ามาในโพสต์พับลิชชิ่ง การเพิ่มทุนครั้งนี้ก็เพิ่มจากทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทเป็น 1 ล้าน 4 แสนบาท และมีผลทำให้กลุ่มธุรกิจใหญ่อย่างกลุ่ม เชาว์ เชาว์ขวัญยืน กลุ่มชำนิ วิศวผลบุญ แห่งบริษัทจีเอสสตีล และกลุ่มจิราธิวัฒน์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ได้เข้ามาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นรวมกับกลุ่มเก่าโดยกลุ่มลอร์ดทอมสันพยายามลดสัดส่วนการถือหุ้นของฝ่ายตนลง

"คือจากเดิมกลุ่มลอร์ดทอมสันถือหุ้นอยู่ราว ๆ 75% ภายหลังการเพิ่มทุนซึ่งมีการดึงกลุ่มทุนในประเทศเข้ามา 3 กลุ่มแล้ว กลุ่มลอร์ดทอมสันก็เหลือหุ้นอยู่ 7,100 หุ้นจากหุ้นทั้งหมด 14,000 หุ้นหรือประมาณ 51% ทั้งนี้วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะแสดงตนให้เป็นบริษัทของคนไทยมากขึ้นเพราะภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว บริษัทต่างชาติถูกเสียงสังคมโจมตีมาก ปัญหาภายในกับลูกจ้างคนไทยก็มาก ก็ต้องเรียกว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวตามสถานการณ์" แหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล

สำหรับกอร์แมนก็เป็นภารกิจที่เขาจะต้องแสดงฝีไม้ลายมืออย่างมาก ๆ เพราะโดยแนวโน้มนั้นกลุ่มลอร์ดทอมสันก็คงจะพยายามลดสัดส่วนการถือหุ้นของฝ่ายตนให้เหลือเพียง 49% เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็จะต้องบริหารกิจการกันโดยที่อำนาจการบริหารไม่ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับกลุ่มอื่นพร้อม ๆ ไปด้วย

ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่ายดายนักโดยเฉพาะกับองค์กรที่จะต้องรักษาภาพพจน์ความเป็น "ฐานันดรที่ 4" เอาไว้อย่างเคร่งครัด

และภายหลังจากปี 2520 ไปแล้วกอร์แมนก็ยิ่งพบว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเอามาก ๆ

ปี 2520 ลอร์ดลอยด์ ทอมสัน ถึงแก่กรรม กิจการทั้งหมดของเขาตกอยู่กับทายาทชื่อลอร์ดเคเน็ท ทอมสัน

อีก 2 ปีให้หลังลอร์ดเคเน็ท ทอมสัน ก็ตัดสินใจขายหุ้นให้บริษัทโพสต์พับลิชชิ่งทิ้งทั้งหมด เพราะท่านลอร์ดคนนี้สนใจแต่ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันทางภาคเหนือของเกาะอังกฤษ ไม่มีเวลาจะมาสนใจดูแลธุรกิจเล็ก ๆ (ในสายตาของท่านลอร์ด) ในประเทศไทยอีกต่อไป

ไมเคิล กอร์แมน กับ เอียน ฟอเซทที่ขัดแย้งกันมาตลอดก็ดูเหมือนจะเริ่มมองหน้ากันติดตอนนี้เอง ซึ่งก็เช่นเดียวกับผู้บริหารอีกหลาย ๆ คนทั้งในบางกอกโพสต์และบางกอกเวิลด์ที่ตกอยู่ในสภาพคงลงเรือลำเดียวกัน คือกิจการก็คงไม่ถึงกับพินาศไป มันเคยเป็นอยู่อย่างไรก็คงจะเป็นกันอยู่อย่างนั้น เพียงแต่ไม่มีใครทราบว่าใครจะเข้ามาเป็นเจ้าของแทนกลุ่มลอร์ดทอมสันถ้าได้เจ้าของใหม่นโยบายจะคงเดิม หรือเปลี่ยนไป?

และที่สำคัญก็คือจะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือไม่?

สำหรับผู้บริหารหลาย ๆ คนที่แต่ละคนก็อยู่กันมานาน ๆ นั้นสถานการณ์นี้นับว่าไม่ต่างจากฟ้าผ่าเวลากลางวันจริง ๆ

โดยเฉพาะกับกอร์แมนแล้ว ในฐานะ "นายใหญ่" ก็คงจะต้องหนักหนาสาหัสที่สุด

เขาต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้

ต้นปี 2523 กอร์แมน ก็เลยตั้งโฮลดิ้งคัมปะนีขึ้นแห่งหนึ่งที่ฮ่องกงชื่อบริษัทฟ๊อกซ์เลย์ โฮลดิ้ง จำกัด จากนั้นก็จัดการให้บริษัทฟ๊อกซ์เลย์ โฮลดิ้ง รับโอนหุ้นทั้งหมดของกลุ่มลอร์ดทอมสันที่ต้องการจะขายทิ้งเอาไว้

แล้วก็วิ่งหากลุ่มทุนรายใหม่ที่จะเข้ามารับซื้อหุ้นไปจากฟ๊อกซ์เลย์ โฮลดิ้งอีกทอด

"จำเรื่องกลุ่มหนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ของสิงคโปร์ได้ไหมเล่า เมื่อปี 2524 ก็วิจารณ์กันมากว่ากลุ่มนี้ได้เข้ามาซื้อหุ้นบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่งไป 49% เป็นเรื่องราวใหญ่โตมากเพราะกลายเป็นว่าจะเข้ามาครอบงำกัน พนักงานบางกอกโพสต์เองก็คัดค้าน ในที่สุดกลุ่มสเตรทไทม์ก็เลยเข้ามาไม่ได้ ก็พูดกันว่ากอร์แมนเป็นคนไปดึงเข้ามา โดยตกลงกันอย่างไรไม่มีใครรู้" แหล่งข่าวคนหนึ่งช่วยฟื้นความหลังที่เพิ่งผ่านไปไม่นานปีนี่เอง

ก็ยังไม่มีใครทราบว่าเป็นเรื่องที่กอร์แมน "พลาด" ไปจริง ๆ หรือเป็นเรื่องที่กอร์แมนต้องตกอยู่ในสภาพของ "แพะรับบาป"

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ลงเอยด้วยการขายหุ้นที่บริษัทฟ๊อกซ์เลย์ โฮลดิ้ง ถืออยู่ไปให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมคนละเล็กคนละน้อยแบ่ง ๆ กันไป ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากันว่าคนของกลุ่มลอร์ดทอมสันก็จะได้อยู่บริหารกิจการต่อไปจนถึงปี 2530 หรืออีก 5 ปีเป็นอย่างน้อย (ทำข้อตกลงและโอนหุ้นเมื่อ 2525)

เป็นอันว่าก็ไม่ต้องมีกลุ่มใดเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างเด็ดขาดอีกต่อไป

พอล่วงเข้าปี 2526 ไมเคิล เจมส์กอร์แมน ก็ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการ

"สาเหตุก็เพราะแพ้คดีที่เกี่ยวกับข้อเขียนชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 3 ปี แต่ผ่อนผันให้กักบริเวณแทนเป็นเวลา 1 เดือน จำเลยไม่ยอมอุทธรณ์ แต่จะมีอะไรลึกกว่านั้นไม่ทราบเหมือนกัน พูดกันก็เพียงว่ากอร์แมนเสียใจที่เขาต้องตกที่นั่งลำบากอย่างนั้นก็เลยตัดสินใจไปทำธุรกิจก่อสร้างในประเทศจีน ด้วยความที่รู้จักกับนักการเมืองจีนเป็นอย่างดีหลายคนตั้งแต่ครั้งที่เขาไปช่วยก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ที่ปักกิ่งแล้ว ตอนนี้ก็ร่ำรวยสบายไปแล้ว..." คนรู้จักกับกอร์แมนเล่าให้ฟัง

เอียน ฟอเซท เข้าทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการแทนกอร์แมน

เท่ห์ จงคดีกิจ เข้ารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการของบางกอกโพสต์และอนุสรณ์ ทวีสิน เป็นบรรณาธิการของบางกอกเวิลด์

เป็นการแยกกรรมการผู้จัดการออกจากตำแหน่งบรรณาธิการเป็นครั้งแรก จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ

แต่ในทางปฏิบัติก็คือทุกส่วนคานกันไปคานกันมา เปรียบเทียบกับ "นายใหญ่" คนก่อน ๆ ที่กลุ่มลอร์ดทอมสันส่งเข้ามาคุม เอียน ฟอเซทก็ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดไปหมดทุกส่วนเหมือนเดิมอีกต่อไป

การเข้ามารับหน้าที่ของเอียน ฟอเซทก็มาพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง

"เนื่องจากโครงสร้างการรวมกิจการ ซึ่งเป็นผลจากข้อตกลงระหว่างบางกอกโพสต์กับบางกอกเวิลด์เมื่อปี 2516 ไม่สู้จะรัดกุมนักในด้านการเงินและการบริหาร โดยเฉพาะภาระทางภาษีทางฝ่ายโพสต์ พับลิชชิ่งต้องเสีย 2 ต่อคือเสียในส่วนของอัลลายด์นิวส์เพเพอร์แล้วก็มาเสียอีกในนามโพสต์ พับลิชชิ่ง ดังนั้นเมื่อเดือนเมษายน 2527 คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติให้ศึกษาลู่ทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกว่า ทั้งนี้โดยความช่วยเหลือของที่ปรึกษาภายนอก"

และจากผลการศึกษาปัญหานั้นในระหว่างปี 2527 ก็ได้มีการดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอน คือ

หนึ่ง-บริษัทโพสต์พับลิชชิ่งได้เพิ่มทุนขึ้นเป็น 20 ล้านบาท (จาก 1 ล้าน 4 แสนบาท) ประกอบด้วยหุ้นสามัญจำนวน 2 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 10 บาท (จากเดิมหุ้นละ 100 บาท) ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเวิลด์เพรสจะเข้าร่วมถือหุ้นด้วย 25% ของทุนจดทะเบียน (หมายถึงกลุ่มอิตัลไทยกับกลุ่มไลเนน) ส่วนอีก 75% ก็จะถือโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของโพสต์พับลิชชิ่งตามสัดส่วนที่เคยถือไว้ (และจำนวนหนึ่งก็แบ่งขายให้กับพนักงานคนละราว ๆ 200 หุ้นโดยเฉลี่ย)

สอง-บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง เข้าถือหุ้นทั้ง 100% ของบริษัทอัลลายด์ นิวส์เพเพอร์และบริษัทเวิลด์เพรส

สาม-นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2527 บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ได้เข้าดำเนินกิจการและรับโอนทรัพย์สินของบริษัทอัลลายด์ นิวส์เพเพอร์ ตลอดจนพนักงานทั้งหมดโดยคงไว้ซึ่งสิทธิและผลประโยชน์ในการจ้างที่มีอยู่ทุกประการ

และสี่-นำหุ้นของบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่งจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับอนุมัติเมื่อเดือนธันวาคม 2527

ประสิทธิ ลุลิตานนท์ บอกว่าสาเหตุที่ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ประการคือ "อย่างแรกเราต้องการให้โพสต์ พับลิชชิ่งมีลักษณะเป็นบริษัทมหาชนอย่างแท้จริง สอง-ลดภาระทางด้านภาษีเพื่อจะนำเงินส่วนที่ลดได้นี้มามอบเป็นสวัสดิการแก่พนักงานทุกคน และสามช่วยส่งเสริมภาพพจน์ว่าเราเป็นบริษัทที่คนไทยเป็นเจ้าของโดยส่วนใหญ่"

ภายหลังการจัดองค์กรตามโครงสร้างใหม่และออกหุ้นใหม่เมื่อเดือนสิงหาคม 2527 นั้น หุ้นของโพสต์พับลิชชิ่งก็มีการซื้อขายกันมากพอสมควรในช่วงแรก ๆ ซึ่งก็มีผลให้มีผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ ๆ เข้ามาร่วมเพิ่มเติมอย่างเช่น กลุ่มธนาคารกรุงศรีอยุธยา กลุ่มธนาคารกรุงเทพและกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น

ต่อจากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงนัก

"เท่าที่ติดตามดู ผมยังไม่เห็นมีการซื้อขายหุ้นกันเป็นจำนวนมากๆ เลย แต่ก็ไม่แน่ะนะ เขาอาจจะซื้อขายกันเงียบ ๆ เซ็นโอนลอยกันเอาไว้ ยังไม่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นวิธีที่หลายแห่งเขาทำกัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาหุ้นมันพุ่งขึ้นไปตามแรงซื้อ ซึ่งอาจจะเสียแผนก็ได้" นักเลงหุ้นคนหนึ่งชี้แจงกับ "ผู้จัดการ"

จากรายงานของตลาดหลักทรัพย์นั้นก็ได้ระบุว่า ณ วันที่ 25 เมษายน 2528 บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่งเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 437 ราย ซึ่งเมื่อ "ผู้จัดการ" นำรายชื่อทั้งหมดมาศึกษาวิเคราะห์หาที่มาและความสัมพันธ์ก็พบว่า ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ๆ คือ

อันดับที่หนึ่ง-กลุ่มเชาว์ เชาว์ขวัญยืน "ไทยออยล์" ถือหุ้นในนามนิติบุคคล 3 แห่ง ได้แก่บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์เอ็มซีซี (เชาว์ เชาว์ขวัญยืน ร่วมทุนกับตระกูล "สารสิน") ถือหุ้นอยู่ 199,221 หุ้น มูลนิธิเพื่อการศึกษาและประชาสงเคราะห์ (เชาว์ เชาว์ขวัญยืน เป็นผู้ก่อตั้ง) 126,761 หุ้นและบริษัทเดลต้าพรอปเพอตี้ (ของกลุ่มเชาว์ เชาว์ขวัญยืนอีกเหมือนกัน) 14,620 หุ้นรวมแล้วกลุ่มเชาว์ เชาว์ขวัญยืน ก็ถือหุ้นไว้ทั้งหมด 349,602 หุ้น หรือเท่ากับ 17.03%

กลุ่มเชาว์ เชาว์ขวัญยืน เข้าร่วมอยู่ในโพสต์ พับลิชชิ่ง เมื่อครั้งที่มีการเพิ่มทุนครั้งแรกในปี 2519 เป็นกลุ่มที่วิจารณ์กันว่า เข้ามาในรูปการลงทุนเพื่อผลตอบแทนมากกว่าเป้าหมายอย่างอื่น ๆ

อันดับที่สอง-กลุ่มอิตัลไทยของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต ถือหุ้นทั้งในนามส่วนบุคคลและในนามนิติบุคคลรวม 21 ราย จำนวนหุ้นที่ถือ 296,406 หุ้น หรือเท่ากับ 14.82%

กลุ่มนี้เข้ามาด้วยข้อตกลงระหว่างบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งเจ้าของบางกอกโพสต์กับบริษัทเวิลด์เพรสเจ้าของบางกอกเวิลด์ยุคก่อนปี 2516 เริ่มต้นถือหุ้นตามโครงสร้างการจัดองค์กรใหม่จากสัดส่วน 12.5% ของทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ล้านบาทเมื่อปี 2527 และได้กว้านซื้อหุ้นอยู่เรื่อย ๆ จนมีสัดส่วนเพิ่มเป็นดังกล่าวข้างต้น

ก็มีรายงานอยู่สม่ำเสมอว่า กลุ่มนี้ยังพร้อมที่จะเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตนต่อไปอย่างไม่อั้น

อันดับที่สาม-กลุ่มจิราธิวัฒน์เจ้าของ "เซ็นทรัล" กลุ่มนี้ขนพลพรรค "จิราธิวัฒน์" เข้าถือหุ้นทั้งหมด 80 ราย (ในนามนิติบุคคลหรือบริษัทเซ็นทรัลดีพาทเม้นท์สโตร์ 1 ราย ส่วนที่เหลือเป็นการถือในนามส่วนบุคคลของ "จิราธิวัฒน์" ตั้งแต่พี่ ๆ น้อง ๆ เขยสะใภ้ไปจนถึงรุ่นลูก ๆ) จำนวนหุ้นรวมทั้งหมด 284,362 หุ้น หรือเท่ากับ 14.22%

เป็นกลุ่มที่วิเคราะห์จุดยืนยากมาก ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอนาคตของหนังสือพิมพ์ในเครือโพสต์พับลิชชิ่ง

อันดับที่สาม-กลุ่มไลเนน ถือหุ้นโดยชาวต่างประเทศ (อเมริกัน) 21 รายรวมจำนวนหุ้น 266,219 หุ้น หรือเท่ากับ 13.31% ก็เป็นกลุ่มที่ติดสอยห้อยตามกลุ่มอิตัลไทยเข้ามาตั้งแต่ครั้งที่ร่วมกับอิตัลไทยออกหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ และไม่มีบทบาทมาโดยตลอด แต่ต้องถือว่าเป็นตัวแปรต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญมากเพราะถ้ากลุ่มนี้ขายหุ้นออกไปให้ใครหรือเทคะแนนเสียงให้กับบางกลุ่มแล้ว (ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มอิตัลไทย ด้วยว่าใกล้ชิดกันมากที่สุด) ก็จะกลายเป็นเสียงที่ใหญ่มาก ๆ "เท่าที่ทราบเขาก็ถือไว้อย่างนั้น ๆ ไม่ต่างจากครั้งที่ร่วมกับกลุ่มอิตัลไทยทำบางกอกเวิลด์คือไม่พยายามเข้ามายุ่งมาก คิดว่าเขาถือหุ้นไว้ก็เพื่อผลประโยชน์จากการลงทุนมากกว่า โดยเฉพาะที่นี่จ่ายปันผลสูงเขาก็คงจะพอใจมากแล้ว ส่วนเรื่องที่ใครคิดจะมาซื้อหุ้นกลุ่มนี้ไปก็คงอยู่ที่คอนเนกชั่นว่าเข้าถึงเขาได้ไหมแล้วก็เรื่องราคาหุ้น..." อดีตพนักงานบางกอกเวิลด์ซึ่งเคยสัมผัสกับกลุ่มไลเนนมาแล้ววิเคราะห์ให้ฟัง

อันดับที่สี่-กลุ่มบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา บริษัทการเงินในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา "รัตนรักษ์" มีหุ้น 151,643 หุ้น หรือเท่ากับ 7.58%

อันดับที่ห้า-กลุ่มชำนิ วิศวผลบุญแห่งบริษัทจีเอสสตีลซึ่งร่วมทุนกับตระกูล "บุญสูง" ถือในนามส่วนบุคคล 3 รายรวม 18,345 หุ้น และในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่ยงค์อีก 66,570 หุ้น รวมแล้วก็ 84,915 หุ้นหรือเท่ากับ 4.25%

ส่วนนอกจากนั้นก็มีกลุ่มไมเคิล กอร์แมน อดีต "นายใหญ่" ผู้ต้องอำลาไปด้วยความขมขื่นและสร้างความสลับซับซ้อนทิ้งไว้ข้างหลังถือไว้ทั้งสิ้น 50,000 หุ้นถ้วน ๆ (5 ราย ๆ ละ 10,000 หุ้น ได้แก่ตัวกอร์แมน, ภรรยาและบุตร) หรือ 2.5% "และบริษัทเอ็มแอนด์ซี เซอร์วิส ซึ่งมีหุ้นอยู่ 27,060 หุ้น หรือ 1.35% ก็น่าที่จะเกี่ยวข้องกับกอร์แมนด้วย" แหล่งข่าววงในคนหนึ่งแสดงความเห็น

ธนาคารกรุงเทพถืออยู่ 75,000 หุ้นหรือเท่ากับ 3.75%

ธนาคารไทยพาณิชย์ 74,500 หุ้นหรือ 3.72%

เท่ห์ จงคดีกิจ, ประสิทธิ ลุลิตานนท์, กนต์ธีร์ ศุภมงคล กับอีก 2-3 กลุ่มถืออยู่ราวๆ กลุ่มละ 1%

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีที่นั่งในบอร์ดตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น ยกเว้นก็กลุ่มที่เป็น "ลูกหม้อ" หรืออยู่ในตำแหน่งบริหารที่จะต้องให้นั่งกันเป็นธรรมดาเท่านั้น

ในบอร์ดของบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งขณะนี้นั้น มีด้วยกันทั้งหมด 12 ที่นั่ง ซึ่งในการจัดสรรก็คือ

ผู้ก่อตั้งอย่างกนต์ธีร์ ศุภมงคล ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ซึ่งน่าจะเป็นการให้เกียรติกันในฐานะอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศมากกว่าจะเป็นการเข้ามาในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ถือ

เอียน ฟอเซท ในฐานะกรรมการผู้จัดการที่ก็จะต้องมีที่นั่งในบอร์ดอยู่แล้ว

ส่วนประสิทธิ ลุลิตานนท์ ไมเคิล กอร์แมน และเท่ห์ จงคดีกิจ ก็อยู่ในฐานะที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ซึ่งทั้ง 3 ก็เป็นกรรมการที่อยู่กันนานที่สุด โดยเฉพาะประสิทธินั้นต้องเรียกว่าอยู่มาเกือบทุกยุคทีเดียว

ส่วนที่เป็นการจัดสรรคือส่วนที่เหลืออีก 7 ที่นั่ง ประกอบด้วย

ตัวแทนจากกลุ่ม "เซ็นทรัล" คือสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ และสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์

ตัวแทนจากกลุ่มอิตัลไทยคือนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต และลูกเขยที่ชื่ออดิศร จรณะจิตต์

ตัวแทนกลุ่มเชาว์ เชาว์ขวัญยืน ซึ่งแปลกมากที่เชาว์มีที่นั่งเดียว (เชาว์เคยดำรงตำแหน่งประธานอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้และได้ขอลาออกเพราะอายุมากแล้ว แต่ก็ถูกขอร้องให้ดำรงตำแหน่งกรรมการและเป็นที่ปรึกษาด้วย)

ตัวแทนกลุ่มชำนิ วิศวผลบุญ (ชำนิ นั่งเป็นกรรมการเอง)

และเก้าอี้ตัวสุดท้ายก็คือเก้าอี้ของกลุ่มธนาคารกรุงเทพที่ส่งปิติ สิทธิอำนวย เข้ามานั่งในบอร์ด

"การจัดสรรตำแหน่งในบอร์ดว่าไปแล้วก็ไม่ได้แย่งชิงกันเข้มข้นอะไรมากมายคือข้อเท็จจริงนั้นมันก็มีอยู่ว่า ไม่มีกลุ่มใดเป็นเสียงใหญ่อย่างที่กลุ่มลอร์ดทอมสันเคยเป็นอยู่แล้ว อีกทั้งกรรมการแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใหญ่ ทำหน้าที่มานานกิจการก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ มีผลกำไรโดยตลอด ทุกอย่างก็อยู่ในลักษณะพยายามรักษาน้ำใจกัน เคยเป็นมาอย่างไรก็ให้เป็นกันไปอย่างนั้น หรือถ้าจะพูดว่า CONSERVATIVE มาก ๆ ก็คงไม่มีใครเถียงเพราะก็ CONSERVATIVE จริง ๆ ตั้งแต่บอร์ดลงไปจนถึงข้างล่างแหละ..." อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของบางกอกโพสต์วิจารณ์ออกมาตรง ๆ

ก็อาจจะพูดได้ว่ามันเป็น "วัฒนธรรม" ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวไปแล้วและก็เป็น "วัฒนธรรม" องค์กรที่ฝังรากลึกอีกด้วย

"เพราะเหตุนี้ถ้าตัดประเด็นเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเมื่อเร็ว ๆ นี้ออกไปซึ่งก็พูดกันมากว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ก็จะพบว่ากลุ่มบางกอกโพสต์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของบอร์ด โครงสร้างการบริหารหรือการนำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ ให้กับผู้อ่านซึ่งต่างกันมากกับหนังสือพิมพ์คู่แข่งอย่างเดอะเนชั่น ที่พยายามปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลาขณะนี้ก็กำลังพุ่งแรงมาก ผมว่าอีกปีสองปีก็ไม่แน่นะ โดยเฉพาะถ้าทางกลุ่มบางกอกโพสต์ยังนิ่งๆ อยู่อย่างนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง..." นักสังเกตการณ์กลุ่มหนึ่งตั้งข้อถกเถียงซึ่งเผอิญ "ผู้จัดการ" ได้รับฟังมา

นักสังเกตการณ์กลุ่มนี้มีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบางกอกโพสต์น่าจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

และถ้าเปลี่ยนก็จะเป็นการเปลี่ยนกันทั้งกระบิตั้งแต่ยอดสุดลงมาทีเดียวแหละ

เรื่องความพยายามของกลุ่ม "ไทยรัฐ" ที่จะเข้ามานั้นไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตามความพยายามนี้ส่งผลสะเทือนอย่างยิ่ง

"ผู้ถือหุ้นบางกลุ่มจะต้องฉุกคิดและตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเอาอย่างไร อาจจะเห็นดีด้วยและอาจจะคัดค้านก็ได้ ซึ่งถ้าคัดค้านไม่เห็นด้วยก็คงจะต้องเตรียมป้องกันไว้" แหล่งข่าวระดับสูงพูดกับ "ผู้จัดการ"

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างอิตัลไทยคงต้องขบคิดกันอย่างหนักว่าจะต้องทำอะไรต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา "ไทยรัฐ" ปัญหาเดียว บางทีอาจจะต้องคิดเลยไปว่า ถ้าเอียน ฟอเซทต้องพ้นตำแหน่งไปในปี 2530 เท่ห์ จงคดีกิจซึ่งอายุใกล้ 70 แล้วอาจจะต้องขอปลดเกษียณตัวเอง เมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นมาถึงจะแก้ปัญหากันอย่างไร

มีผู้สันทัดกรณีหลายคนพูดเอาไว้ว่าการกุมอำนาจในบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก แต่ก็พอจะทำได้หากสามารถครอบครองหุ้นราว ๆ 25% ขึ้นไปและอาศัยคอนเนกชั่นไปสร้างความสามัคคีกับกลุ่มอื่น ๆ ให้ได้เสียงเกิน 50% ขึ้นไป

"แต่ให้ตายเถอะ ได้มาแล้วจะบริหารกันอย่างไรนี่สิปัญหาใหญ่ ผมว่าเลือดมันจะท่วมเอานะขืนไปแตะโน่นแตะนี่ จะเปลี่ยนแปลงเข้า..."

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย