Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา พฤศจิกายน 2554
The Chinese Grand Tour             
โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
 


   
search resources

Tourism




ต้นเดือนตุลาคม 2554 ผมมีนัดทานอาหารเย็นกับเพื่อนนักข่าวชาวฝรั่งเศสที่ทำงานอยู่ที่ฮ่องกง ซึ่งมีโอกาสแวะมาเยี่ยมเยียนกันที่กรุงเทพฯ

ตอนหนึ่งในบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร เพื่อนชาวฝรั่งเศสผู้กว้างขวางในแวดวงชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่บนเกาะฮ่องกงเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้เมื่อไร ที่เทศกาลวันหยุดยาวของชาวจีนแผ่นดินใหญ่เวียนมาถึง อย่างเช่น ช่วงวันหยุดวันชาติต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อนของเขาที่เป็นผู้จัดการร้านหลุยส์ วิตตอง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนแคนตัน ย่านจิมซาจุ่ยก็ยิ้มไม่หุบทุกที สาเหตุที่ยิ้มไม่หุบก็เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ต่างหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเข้าคิวเป็นแถวยาวเพื่อแย่งกันเป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังจากฝรั่งเศสราวกับเป็นของแจกฟรี

“ที่สำคัญคือเศรษฐีชาวจีนเพียบเลยที่ไม่ได้ควักกระเป๋าชอปปิ้งโดยซื้อแบบเดียว ชิ้นเดียว แต่เหมาซื้อ เช่น ซื้อแบบเดียวแต่ทุกสี ซื้อทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่สำคัญทุกอย่างซื้อด้วยเงินสด เงินหยวน เป็นฟ่อนๆ” เพื่อนชาวฝรั่งเศสเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

เว็บไซต์ The Epoch Times รายงานว่า ช่วงวันหยุดวันชาติจีนที่ผ่านมา คณะกรรมการการท่องเที่ยวฮ่องกงประเมินว่ามีคณะทัวร์จากจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางเข้ามายังฮ่องกงวันละกว่า 400 คณะ รวมในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวที่ฮ่องกงกว่า 7 แสนคน และใช้จ่ายบนเกาะ ฮ่องกงกว่า 4,200 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 16,000 ล้านบาท[1]

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังตกสะเก็ดเช่นนี้ ไม่เพียงคนระดับผู้นำของยุโรปหรือสหรัฐฯ ที่อยากพบปะกับผู้นำของจีนเพื่อเจรจาขอยืมเงิน โดยจีบให้จีนซื้อพันธบัตรฯ ของประเทศตัวเองหรือซื้อสินค้าจากประเทศของตัวเอง แต่เหล่าพ่อค้าแม่ขายที่เป็นฝรั่งคอเคเซียนในประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจล้วนแล้วแต่อยากเจอนักท่องเที่ยวผิวเหลือง โดยเฉพาะชาวจีนด้วยกันทั้งสิ้น

นับตั้งแต่จีนเปิดประเทศ ในปี 2526 (ค.ศ. 1983) เมื่อรัฐบาลจีนอนุญาตให้ประชาชนของตัวเอง เดินทางออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศได้มากขึ้น เริ่มจากเกาะฮ่องกง มาเก๊า เรื่อยมาถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า "ซิน-หม่า-ไท่" อันเป็นสามประเทศแรกที่จีนอนุญาตให้ประชาชนเดินทางไปท่องเที่ยวได้โดยผ่านการจัดการของบริษัทนำเที่ยว ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา รอยเท้าของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็เหยียบย่างกินพื้นที่ไปทั่วทุกทวีปตามภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เติบโต และอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีน ที่แผ่ขยายเป็นเงาตามตัว

จากปี 2543 (ค.ศ.2000) อันเป็นปีแรกที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกไปต่างประเทศทะลุหลัก 10 ล้านคน อีก 3 ปีต่อมา ในปี 2546 (ค.ศ.2003) จำนวนชาวจีนที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเป็น 20 ล้านคน ปีถัดมา 2547 (ค.ศ.2004) ตัวเลขเดียวกันก็เพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านคน ผ่านมาอีกเพียง 6 ปี ในปี 2553 (ค.ศ.2010) สถิติชาวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จาก 28 ล้านคนในปี 2547 เป็น 57 ล้านคนในปี 2553 [2]

องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) คาดการณ์ว่าในสิบปีข้างหน้า หรือในปี 2563 ชาวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศจะทะลุหลัก 100 ล้านคน และจีนก็จะกลายเป็นตลาดส่งออกและนำเข้านักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก [3]

แม้ตลาดเอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศไทยจะเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวหลักของนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่สำหรับชนชั้นกลางชาวจีนที่นับวันจะรวยขึ้นทุกทีๆ แล้ว สุดยอดแหล่งท่องเที่ยวที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงมาตลอดก็คือ ...ทวีปยุโรป

อย่างไรก็ตาม นักเที่ยวชาวจีนไม่ได้มองยุโรป อย่างที่เราๆ มองกัน คือ มองแยกอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม ฯลฯ แต่ชาวจีนมองยุโรปเป็นองค์รวม ในฐานะแหล่งกำเนิดความศิวิไลซ์ของโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะในเชิงศิลปวิทยาการ ปรัชญาความคิด สินค้าชั้นดีมีระดับ ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น มองอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปในฐานะแหล่งการศึกษาของชนชั้นนำ, มองเห็นภาพของฝรั่งเศสในฐานะต้นกำเนิดของหลุยส์ วิตตอง และไวน์ชั้นเลิศ, มองเยอรมนีในฐานะบ้านเกิดของมาร์กซ์และนักดนตรีอมตะอย่างบีโธเฟน, มองสวิตเซอร์แลนด์เป็นแหล่งผลิตนาฬิกาโรเล็กซ์และธรรมชาติอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง, มองเบลเยียมในฐานะแหล่งผลิตช็อกโกแลตชั้นดี ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้กระแสความนิยมไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปของชนชั้นกลางชาวจีนยุคนี้จึงมีผู้เปรียบเทียบว่าคล้ายคลึงกับแกรนด์ทัวร์ (Grand Tour) หรือค่านิยมของผู้ดีอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 17 ถึง 19 ที่มักจะให้ชายหนุ่มได้เดินทาง ท่องเที่ยวไปในแผ่นดินใหญ่ยุโรป เพื่อเปิดโลกทัศน์และศึกษาหาความรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งแนวคิด ดังกล่าวพูดไปแล้วเหมือนกับแนวคิดการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อหาความรู้หรือโหยวเสียว์ของปัญญาชนจีนในอดีตกาล

ประจวบเหมาะกับการที่ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษ ที่ 21 ที่ประเทศในยุโรป (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) เปิดให้ชาวจีนสามารถใช้ “เชงเก้นวีซ่า” ใบเดียวเพื่อ เดินทางเข้า-ออกประเทศต่างๆ ในยุโรปได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก อิตาลี ฯลฯ ทำให้นักท่องเที่ยว ชาวจีนเริ่มหลั่งไหลไปเที่ยวยุโรปมากขึ้นทุกปี

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนไปเที่ยวยุโรปราวปีละ 3 ล้านคน ขณะที่จากการคาดการณ์ของวิทยาลัยบูรพศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน (SOAS) ระบุว่าตัวเลขดังกล่าว จะเพิ่มเป็น 4.5 ล้านคน ในปี 2558 (ค.ศ.2014) และน่าจะถึงหลัก 8.6 ล้านคน ในปี 2563 (ค.ศ.2020) โดยประเทศในยุโรปที่รองรับนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด คือ เยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งต่างต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าปีละ 5-7 แสนคน [4]

ทั้งนี้ทั้งนั้น พฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวจีนในปัจจุบันถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 5-10 ปีที่แล้วมาก จากเดิมที่เราเคยได้ยินเกี่ยวกับปัญหาเรื่อง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” หรือทัวร์ราคาถูกที่หลอกชาวจีนมาเที่ยวแต่หวังให้ซื้อของเพื่อฟันกำไร ทว่า ปัจจุบันด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วได้เพิ่มชนชั้นกลางและเศรษฐีใหม่ชาวจีนอีกนับร้อยล้านคน โดยคนเหล่านี้ได้เปลี่ยนสถานะนักท่องเที่ยวจากการเป็นนักท่องเที่ยวชั้นรอง เป็นนักท่องเที่ยวชั้นดีที่มีศักยภาพในการจับจ่ายระหว่างการ ท่องเที่ยวในระดับหัวแถวของโลก

ไม่เพียงแต่ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีหรือประเทศไทยบ้านเราเท่านั้นที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในทุกวันนี้ต้องพึ่งพานักเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะแม้แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของยุโรปก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า พวกเขาสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากลูกหลานของประธานเหมา เจ๋อตง โดยจากรายงานซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาของ SOAS ชี้ว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษข้างหน้ายุโรปน่าจะทำเงินจากนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างน้อยๆ ก็สองพันล้านยูโร

นี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมกลุ่มแอคคอร์ เครือโรงแรมระดับโลกของฝรั่งเศสจึงเริ่มสั่งให้โรงแรมของตัวเองในยุโรปใส่ช่องภาษาจีนกลางเข้าไปในรายการช่องโทรทัศน์ของโรงแรมทุกแห่ง มากกว่านั้นยังมีการปรับเปลี่ยนการตกแต่งห้อง เช่น ปรับหัวเตียงนอนไม่ให้อยู่ติดกับหน้าต่าง ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยของชาวจีน ขณะเดียวกันห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในยุโรปก็เริ่มคิดถึงการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มากขึ้นในทุกๆ แง่มุม

ไม่เพียงเมืองอย่างปารีส โรม เจนีวาและเมือง อื่นๆ ในยุโรปที่ตกตะลึงกับการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีน แม้แต่มหานครนิวยอร์ก เมืองหลวงทาง เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังทึ่งกับนักท่องเที่ยวจีนยุคนี้ (รวมฮ่องกง) ที่จับจ่ายอย่างมือเติบ โดยใช้จ่ายเฉลี่ย มากถึงคนละ 3,297 เหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนบาท) ต่อการเยือนหนึ่งครั้ง ทำให้ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจ ของนครนิวยอร์กได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจีนไปอย่างน้อยๆ 877 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทย ก็ราว 26,000 ล้านบาท [5]

ไม่นานมานี้ เพื่อนชาวจีนที่ทำงานในวงการแฟชั่นที่ปักกิ่งแวะเวียนมาหาผมที่กรุงเทพฯ เขาบอก ผมว่า คนจีนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้เลิกมาเที่ยวเมืองไทยกับกรุ๊ปทัวร์แล้ว เพราะต่างก็รู้สึกว่าพัทยาเป็นแหล่งท่อง เที่ยวดาดๆ ของคนไม่ค่อยมีเงิน ส่วนภูเก็ตที่เคยเป็นเกาะสวาทหาดสวรรค์ ดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เปลี่ยนแปลงกลายเป็นเมืองที่วุ่นวายพอๆ กับเมืองซานย่า เกาะไหหลำ (ไห่หนาน) ของจีน

“คราวหน้าฉันอยากบินไปเที่ยวกระบี่หรือพังงา ไปนอนริมชายหาด กินอาหารทะเล แล้วก็ไปดำน้ำ ผมจะไปกับแฟนสองคน คุณมีโรงแรมดีๆ แนะนำไหม” เขาเอ่ยปากถาม

ณ วันนี้ ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่มีความหลากหลายทางรายได้ อุปนิสัย รสนิยม ความต้องการอย่างมากมายมหาศาล พวกเขาไม่ได้เป็น “ทัวร์จีน” อย่างที่พวกเราคุ้นเคยเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว นับวันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทุกประเทศบนโลกใบนี้จะยิ่งต้องพึ่งพิงพวกเขามากขึ้นทุกที

อ่านเพิ่มเติม

- มอง “จีน” จากมุม “ญี่ปุ่น” นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับเดือนสิงหาคม 2553
- การเดินทัพทางไกลครั้งใหม่ของนักเที่ยวชาวจีน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนมีนาคม 2548

หมายเหตุ
[1] Han Fei&Gary Pansey, Chinese Tourists Spend Freely on Bargains Abroad, The Epoch Times, 13 Oct 2011.
[2] Evan Osnos, The Grand Tour, The New Yorker, 18 Apr 2011.
[3] แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ.2555-2559, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, เมษายน 2554, หน้า 6.
[4] Increasing Chinese outbound tourists to affect Europe’s tourism industry, Xinhua, 20 Oct 2011.
[5] Mayuri, New York Luxury Retailers Enjoying Increase in Number of Chinese Tourists, elitechoice.org, 18 Oct 2011.   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย