Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2528








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2528
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินชัยชนะของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ กับทีมงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย      

 


   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน
ศุภชัย พานิชภักดิ์




ประเทศไทยเพิ่งมีองค์กรทางการเงินประเภทใหม่เอี่ยมที่สุดของโลก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 หน้าที่บางอย่างก็เหมือนสถาบันประกันเงินฝากที่คุ้นกันดี แต่หน้าที่จริงๆ กว้างขวางกว่าสถาบันประกันเงินฝากมากนัก องค์กรที่ว่านี้มีชื่อว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อันเป็นคำตอบที่ลงตัวกันได้ ระหว่างแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลัง หลังจากที่ควานหาคำตอบในการแก้ปัญหามาร่วมกัน 6 ปี และหลังจากความวินาศพังทลายของสถาบันการเงินนับ 10 บริษัท

ดูเหมือนการออกพระราชกำหนดที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2528 ความสนใจของสื่อมวลชน นักการเมือง นักการธนาคาร นักการธนาคารจะพุ่งเป้าไปที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์อยู่เรื่องเดียว ทั้งๆที่ในวันเดียวกันนั้นมีการประกาศใช้พระราชกำหนดอื่นอีก 2 ฉบับ ที่มีเนื้อหาและความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระราชกำหนดฉบับแรกเลย

ก็น่ากลัวอยู่หรอก โดยเฉพาะข้อกำหนดให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแก้ไขปัญหาในธนาคารพาณิชย์ได้ทุกขั้นตอนของปัญหา เรียกว่ามีอำนาจสั่งให้ยาได้ตั้งแต่ตรวจพบว่ามีไข้อ่อนๆ ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นหามส่งห้องไอ.ซี.ยู.เหมือนที่ผ่านๆมา

อีกข้อหนึ่งที่นายแบงก์ผวากันมากก็คือกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ทำผิดกฎหมาย

เดิมทีแบงก์พาณิชย์ดำเนินงานนอกลู่นอกทาง แบงก์ชาติได้แต่เปรียบเทียบปรับไปนิดๆหน่อยๆเพราะผู้เสียหายที่แท้จริงคือผู้ถือหุ้น ซึ่งบ่อยครั้งก็ร่วมกันกระทำความผิดนั้น แล้วใครหน้าไหนจะเป็นเจ้าทุกข์ แบงก์ชาติก็เลยถูกด่าฟรีเป็นประจำ

ประเภทที่ตกแต่งบัญชีตัวเลขหลอกๆ มาถึงตอนนี้แบงก์ชาติมีสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องร้องได้เองในฐานะผู้เสียหาย และเนื่องจากพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 ตัวเลขกำไรขาดทุนของธนาคารพาณิชย์ปีนี้ดูไม่จืดแน่

หรืออย่างกรรมการธนาคารที่อยากเป็นกันนักหนา แย่งซื้อหุ้นกันโครมๆ จนเป็นข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าก็เหมือนกัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วยมีสิทธิ์ถอดถอนได้ทันที โดยที่ผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิ์คัดค้านเพิกถอนมติของแบงก์ชาติได้

ใครที่ถือหุ้นแบงก์ 45 เปอร์เซ็นต์ 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วมายึดเบ่งว่าฉันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแบงก์ และบริหารงานตามใจชอบก็มีสิทธิ์ออกไปนั่งดูคนอื่นเขาบริหารงานเอาได้ง่ายๆ

ขอกลับเข้าเรื่องพระราชกำหนดอีกสองฉบับที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อยสนใจกันดีกว่า โดย "ผู้จัดการ" อยากจะเน้นในเรื่องการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ออกเป็นพระราชกำหนดในวันเดียวกัน

นักข่าวเศรษฐกิจหลายคนคงจำได้ในวันแถลงข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ในทีมผู้บริหารของแบงก์ชาติอันประกอบไปด้วยพิศาล กุมาลย์วิสัย เอกกมล คีรีวัฒน์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ และประภาพิมพ์ ศกุนตาภัย

คนที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีหัวเราะง่าย ตลอดช่วงของการแถลงข่าววันนั้นก็คือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยนักหลังจากรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินมาสองปี

สาเหตุเบื้องหลังอารมณ์ชื่นมื่นในวันนั้นกับรอยยิ้มที่สดใส ก็มาจากความสำเร็จของความเพียรพยายามของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งทั้งของแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง ที่ร่วมกันร่าง ร่วมกันผลักดันพระราชกำหนดจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ มาปีเศษ โดยมี ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นตัวหลักคนหนึ่ง

กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ว่านี้อยากจะเรียกว่า "กองทุนสารพัดประโยชน์" เพราะเอาเงินไปลงทุนหาผลประโยชน์ก็ได้ ปล่อยกู้ยืมแก่สถาบันการเงินก็ได้ เข้าไปซื้อหุ้นซื้อทรัพย์สินของสถาบันการเงินก็ได้ ทำหน้าที่ซื้อตราสารการเงินแบบเดียวกับ DISCOUNT HOUSE ก็ได้ แถมเวลาสถาบันการเงินมีปัญหาก็ทำหน้าที่เป็นสถาบันประกันเงินฝากได้ด้วย

ถาม ดร.ศุภชัย เธอก็บอกว่ากองทุนประเภทที่ว่านี้พลิกตำราดูแล้ว ไม่มีที่ไหนในโลกเขามี ถือว่าเป็นการครีเอทสถาบันการเงินประเภทใหม่ขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง

การแก้ปัญหาของสถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นับตั้งแต่มีปัญหาเมื่อปี 2522 ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้ว่าจะต้องมีการอัดฉีดเงินเข้าไป แต่จะอัดฉีดเข้าไปแบบไหนแค่ไหน ถึงจะหยุดวิกฤติการณ์ และแก้ไขปัญหาได้ถึงที่สุดอย่างต่อเนื่อง

ที่ยากกว่านั้นก็คือการหาเอกภาพในแนวคิดว่าวิธีของใครจะถูก ในช่วงนั้นไม่ต้องยกเอาความเห็นระหว่างหน่วยงานอย่างแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลัง แค่ในแบงก์ชาติด้วยกันเองความเห็นในวิธีการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินก็ไม่ตรงกันเสียแล้ว

ยากไม่ยาก วิกฤติการณ์สถาบันการเงินเกิดขึ้น 2 ครั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสูญเสียพนักงานระดับบริหารในสายงานกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินไป 2 คน

ครั้งแรกปี 2523 ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ผู้อำนวยการฝ่าย ครั้งที่สองปี 2526 สถาพร ชินะจิตร รองผู้อำนวยการฝ่าย ตอนนี้ทั้งสองคนมานั่งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งคู่

ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่า เดิมทีวิธีการแก้ปัญหาของทางการต่อเรื่องสถาบันการเงินก็คือสถาบันประกันเงินฝาก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมหมาย ฮุนตระกูล ไม่เห็นด้วยและคัดค้านมาตลอด

สถาบันประกันเงินฝากจึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดขึ้นมาสักที

มาคราวนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีบทบาท มีหน้าที่กว้างขวางกว่าสถาบันประกันเงินฝากตั้งหลายอย่าง ทำไมได้รับไฟเขียวจากเจ้ากระทรวงคลังคนเดียวกัน

เสียงคัดค้านไม่ว่าจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแทบจะไม่มีเอาเสียเลย ต่างกับบรรยากาศเมื่อมีการเสนอพระราชบัญญัติสถาบันประกันเงินฝากเมื่อปี 2523 อย่างสิ้นเชิง

ดูเป็นเรื่องประหลาดอยู่ไม่น้อย เพราะเสียงคัดค้านหลักในช่วงนั้นก็คือ ทำไมสถาบันการเงินที่ดีหรือธนาคารพาณิชย์ต้องไปแบกรับปัญหาของสถาบันการเงินที่ไม่ดี

แต่พอมาถึงกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเข้ากองทุนไม่เกินปีละร้อยละ 0.5 ของเงินฝาก ยังไม่ได้ยินเสียงใครบ่นเรื่องการแบกรับปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

ที่ว่าประหลาดก็คือสถาบันประกันเงินฝากนั้นในหลักการขั้นต้น จะเรียกเก็บเงินแค่ร้อยละ 0.125 ของเงินฝากเท่านั้น

รายละเอียดของพระราชกำหนดฉบับนี้ "ผู้จัดการ" ได้ตัดทอนบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญมาลงให้อ่านในส่วนที่ล้อมกรอบแล้ว ในที่นี้จะขอวิเคราะห์สาเหตุที่พระราชกำหนดจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน สามารถผ่านด่านค่ายกล 18 อรหันต์ออกมาบังคับใช้ได้สำเร็จ

ประการแรกรูปแบบของกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่น่ากลัวเหมือนสถาบันประกันเงินฝาก เพราะอำนาจหน้าที่ในการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินที่แบงก์ชาติอยากจะให้มีในสถาบันประกันเงินฝาก ได้รับการปรับปรุงแก้ไขทั้งหมดแล้วเมื่อปลายปี 2526

การกำเนิดของกองทุนฟื้นฟูฯ จึงเป็นในลักษณะของมาตรการช่วยเหลือต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ ไม่ใช่ออกมาเพื่อ "ปราบปราม" ผู้บริหารสถาบันการเงินที่ประพฤติมิชอบ

ประกอบกับกองทุนแม้จะเรียกเก็บเงินสูงสุดมากกว่าสถาบันประกันเงินฝาก แต่ก็ไม่มีข้อผูกมัดว่าเมื่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใดเกิดปัญหาล้มไป กองทุนฟื้นฟูฯ จะต้องจ่ายเงินคืนผู้ออมเงินเท่านั้นเท่านี้บาท เหมือนกับสถาบันประกันเงินฝากที่ระบุไว้ชัดเจนว่า จ่ายคืนในวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท

ซึ่งเสียงคัดค้านเดิมบอกว่าการมีสถาบันประกันเงินฝากแล้วคุ้มครองเงินแค่ 1 แสนบาท ไม่ได้ช่วยผู้ฝากเงินเท่าไหร่นัก รวมทั้งมีปัญหาว่าในเมื่อให้ความคุ้มครองสำหรับลูกค้ารายละไม่เกิน 1 แสนบาท ก็พึงที่จะจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเฉพาะเงินฝากที่ไม่เกิน 1 แสนบาทเท่านั้น

เมื่อกองทุนไม่ได้กำหนดวงเงินรับผิดชอบ เสียงค้านในข้อนี้จึงตกไป

ประการที่สองบทเรียนจากการเกิดวิกฤติการณ์สถาบันการเงินทั้ง 2 ครั้งทำให้ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินตระหนักว่า ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าองค์กรของตัวเองจะมั่นคงแค่ไหนก็ต้องถูกขอร้องให้ลงขันช่วยทุครั้งไป แล้ววงเงินที่ถูกขอให้ช่วยก็ไม่แน่นอน

สูควักกระเป๋าจ่ายปีหนึ่งไม่เกินร้อยละ 0.5 ของเงินฝากจะดีกว่า รวมทั้งอัตราร้อยละ 0.5 ในการปฏิบัติจริงไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายถึงอัตราสูงสุดตลอดจนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์จากกองทุนได้อีกในหลายรูปหลายแบบ

อีกทั้งบริษัทเงินทุนโดยเฉพาะในเครือข่ายของธนาคารพาณิชย์ ที่เคยรังเกียจรังงอนสถาบันประกันเงินฝากด้วยเหตุที่ว่ารู้แน่แก่ใจว่าเงินที่เรียกเก็บไปจากตน จะต้องถูกนำไปช่วยบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่บริหารงานเละเทะ หรือผู้บริหารเจตนาฉ้อโกง

ข้อรังเกียจเหล่านี้ก็หมดไปพร้อมกับการสาบสูญของสถาบันการเงินหลายต่อหลายบริษัทเมื่อปลายปี 2526 ต่อกับต้นปี 2527

ประการที่สาม เสียงค้านเดิมของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่อสถาบันประกันเงินฝากในอดีต ได้มุ่งให้ความสนใจไปที่พระราชกำหนดแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ที่มีผลกระทบโดยตรงรุนแรงกว่ากองทุนฟื้นฟูฯ มากนัก น้ำหนักเสียงค้านจึงเทไปทางเดียว

ประการสุดท้ายก็คือการสามารถสร้างแนวคิดในเรื่องกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้เป็นเอกภาพกันได้ระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง หรือจะระบุไปเลยว่าความเห็นของทีมงานแบงก์ชาติกับสมหมาย ฮุนตระกูล

"คงจำกันได้ว่าตอนที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังท่านแถลงข่าวเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินเมื่อปี 2526 ท่านพูดอยู่คำหนึ่งว่า สิ่งที่ท่านอยากให้เกิดขึ้นก็คือธนาคารกลางของสถาบันการเงิน ซึ่งกองทุนที่จัดตั้งขึ้นนี้ก็คงบังเอิญไปพอดีกับแนวความคิดของท่านที่มีอยู่แล้ว" อีกประโยคหนึ่งที่ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เล่าให้ฟัง

ถึงตอนนี้ก็พอถึงบางอ้อกันได้ว่าทำไมร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ จึงผ่านมติคณะรัฐมนตรีออกมาได้อย่างไม่สู้บอบช้ำมากนัก

ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินของแบงก์ชาติ ที่ได้เครื่องมือใหม่มาแก้ปัญหาบริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่ทรงประสิทธิภาพมานั่งจับเข้า "พูล"

และขอชมอย่างจริงใจที่สามารถ "อุบ" ข่าวกันได้เงียบจริงๆ เพราะถ้ามาตรการนี้แพร่งพรายไปก่อนโดดๆ มีหวังถูกตีจนไม่สามารถออกมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างนี้

"ที่ผ่านมาผมอึดอัดพอสมควรเพราะพูดอะไรไม่ได้ คนก็พูดแต่เรื่องบริษัทเงินทุนที่อยู่ในโครงการว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ที่จริงเราก็เตรียมการที่จะออกตัวกองทุนนี้แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะต้องรอให้ผู้ใหญ่เห็นชอบเสียก่อน ผมยังมีอีกหลายเรื่องที่คิดทำและยังพูดไม่ได้...ถามเขาดูสิ เขารู้ดี" ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ พูดประโยคสุดท้ายแล้วชี้มือมาที่ "ผู้จัดการ"

"ผู้จัดการ" ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ ดร.ศุภชัยบอกว่า "รู้ดี" นั้นรู้ดีเรื่องอะไร

แต่ก็พอยืนยันได้ว่าเรารู้ดีในบางเรื่อง อย่างเช่นที่จั่วหัวว่า ".....ชัยชนะของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ...." นั้นรู้ดีว่าไม่ใช่ชัยชนะของ ดร.ศุภชัยหรอก

มันเป็นชัยชนะของประชาชนผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินต่างหาก

   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย