Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2528








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2528
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินชัยชนะของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ กับทีมงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย             
 


   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน
ศุภชัย พานิชภักดิ์




ประเทศไทยเพิ่งมีองค์กรทางการเงินประเภทใหม่เอี่ยมที่สุดของโลก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 หน้าที่บางอย่างก็เหมือนสถาบันประกันเงินฝากที่คุ้นกันดี แต่หน้าที่จริงๆ กว้างขวางกว่าสถาบันประกันเงินฝากมากนัก องค์กรที่ว่านี้มีชื่อว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อันเป็นคำตอบที่ลงตัวกันได้ ระหว่างแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลัง หลังจากที่ควานหาคำตอบในการแก้ปัญหามาร่วมกัน 6 ปี และหลังจากความวินาศพังทลายของสถาบันการเงินนับ 10 บริษัท

ดูเหมือนการออกพระราชกำหนดที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2528 ความสนใจของสื่อมวลชน นักการเมือง นักการธนาคาร นักการธนาคารจะพุ่งเป้าไปที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์อยู่เรื่องเดียว ทั้งๆที่ในวันเดียวกันนั้นมีการประกาศใช้พระราชกำหนดอื่นอีก 2 ฉบับ ที่มีเนื้อหาและความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระราชกำหนดฉบับแรกเลย

ก็น่ากลัวอยู่หรอก โดยเฉพาะข้อกำหนดให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแก้ไขปัญหาในธนาคารพาณิชย์ได้ทุกขั้นตอนของปัญหา เรียกว่ามีอำนาจสั่งให้ยาได้ตั้งแต่ตรวจพบว่ามีไข้อ่อนๆ ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นหามส่งห้องไอ.ซี.ยู.เหมือนที่ผ่านๆมา

อีกข้อหนึ่งที่นายแบงก์ผวากันมากก็คือกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ทำผิดกฎหมาย

เดิมทีแบงก์พาณิชย์ดำเนินงานนอกลู่นอกทาง แบงก์ชาติได้แต่เปรียบเทียบปรับไปนิดๆหน่อยๆเพราะผู้เสียหายที่แท้จริงคือผู้ถือหุ้น ซึ่งบ่อยครั้งก็ร่วมกันกระทำความผิดนั้น แล้วใครหน้าไหนจะเป็นเจ้าทุกข์ แบงก์ชาติก็เลยถูกด่าฟรีเป็นประจำ

ประเภทที่ตกแต่งบัญชีตัวเลขหลอกๆ มาถึงตอนนี้แบงก์ชาติมีสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องร้องได้เองในฐานะผู้เสียหาย และเนื่องจากพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 ตัวเลขกำไรขาดทุนของธนาคารพาณิชย์ปีนี้ดูไม่จืดแน่

หรืออย่างกรรมการธนาคารที่อยากเป็นกันนักหนา แย่งซื้อหุ้นกันโครมๆ จนเป็นข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าก็เหมือนกัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วยมีสิทธิ์ถอดถอนได้ทันที โดยที่ผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิ์คัดค้านเพิกถอนมติของแบงก์ชาติได้

ใครที่ถือหุ้นแบงก์ 45 เปอร์เซ็นต์ 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วมายึดเบ่งว่าฉันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแบงก์ และบริหารงานตามใจชอบก็มีสิทธิ์ออกไปนั่งดูคนอื่นเขาบริหารงานเอาได้ง่ายๆ

ขอกลับเข้าเรื่องพระราชกำหนดอีกสองฉบับที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อยสนใจกันดีกว่า โดย "ผู้จัดการ" อยากจะเน้นในเรื่องการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ออกเป็นพระราชกำหนดในวันเดียวกัน

นักข่าวเศรษฐกิจหลายคนคงจำได้ในวันแถลงข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ในทีมผู้บริหารของแบงก์ชาติอันประกอบไปด้วยพิศาล กุมาลย์วิสัย เอกกมล คีรีวัฒน์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ และประภาพิมพ์ ศกุนตาภัย

คนที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีหัวเราะง่าย ตลอดช่วงของการแถลงข่าววันนั้นก็คือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยนักหลังจากรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินมาสองปี

สาเหตุเบื้องหลังอารมณ์ชื่นมื่นในวันนั้นกับรอยยิ้มที่สดใส ก็มาจากความสำเร็จของความเพียรพยายามของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งทั้งของแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง ที่ร่วมกันร่าง ร่วมกันผลักดันพระราชกำหนดจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ มาปีเศษ โดยมี ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นตัวหลักคนหนึ่ง

กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ว่านี้อยากจะเรียกว่า "กองทุนสารพัดประโยชน์" เพราะเอาเงินไปลงทุนหาผลประโยชน์ก็ได้ ปล่อยกู้ยืมแก่สถาบันการเงินก็ได้ เข้าไปซื้อหุ้นซื้อทรัพย์สินของสถาบันการเงินก็ได้ ทำหน้าที่ซื้อตราสารการเงินแบบเดียวกับ DISCOUNT HOUSE ก็ได้ แถมเวลาสถาบันการเงินมีปัญหาก็ทำหน้าที่เป็นสถาบันประกันเงินฝากได้ด้วย

ถาม ดร.ศุภชัย เธอก็บอกว่ากองทุนประเภทที่ว่านี้พลิกตำราดูแล้ว ไม่มีที่ไหนในโลกเขามี ถือว่าเป็นการครีเอทสถาบันการเงินประเภทใหม่ขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง

การแก้ปัญหาของสถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นับตั้งแต่มีปัญหาเมื่อปี 2522 ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้ว่าจะต้องมีการอัดฉีดเงินเข้าไป แต่จะอัดฉีดเข้าไปแบบไหนแค่ไหน ถึงจะหยุดวิกฤติการณ์ และแก้ไขปัญหาได้ถึงที่สุดอย่างต่อเนื่อง

ที่ยากกว่านั้นก็คือการหาเอกภาพในแนวคิดว่าวิธีของใครจะถูก ในช่วงนั้นไม่ต้องยกเอาความเห็นระหว่างหน่วยงานอย่างแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลัง แค่ในแบงก์ชาติด้วยกันเองความเห็นในวิธีการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินก็ไม่ตรงกันเสียแล้ว

ยากไม่ยาก วิกฤติการณ์สถาบันการเงินเกิดขึ้น 2 ครั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสูญเสียพนักงานระดับบริหารในสายงานกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินไป 2 คน

ครั้งแรกปี 2523 ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ผู้อำนวยการฝ่าย ครั้งที่สองปี 2526 สถาพร ชินะจิตร รองผู้อำนวยการฝ่าย ตอนนี้ทั้งสองคนมานั่งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งคู่

ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่า เดิมทีวิธีการแก้ปัญหาของทางการต่อเรื่องสถาบันการเงินก็คือสถาบันประกันเงินฝาก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมหมาย ฮุนตระกูล ไม่เห็นด้วยและคัดค้านมาตลอด

สถาบันประกันเงินฝากจึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดขึ้นมาสักที

มาคราวนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีบทบาท มีหน้าที่กว้างขวางกว่าสถาบันประกันเงินฝากตั้งหลายอย่าง ทำไมได้รับไฟเขียวจากเจ้ากระทรวงคลังคนเดียวกัน

เสียงคัดค้านไม่ว่าจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแทบจะไม่มีเอาเสียเลย ต่างกับบรรยากาศเมื่อมีการเสนอพระราชบัญญัติสถาบันประกันเงินฝากเมื่อปี 2523 อย่างสิ้นเชิง

ดูเป็นเรื่องประหลาดอยู่ไม่น้อย เพราะเสียงคัดค้านหลักในช่วงนั้นก็คือ ทำไมสถาบันการเงินที่ดีหรือธนาคารพาณิชย์ต้องไปแบกรับปัญหาของสถาบันการเงินที่ไม่ดี

แต่พอมาถึงกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเข้ากองทุนไม่เกินปีละร้อยละ 0.5 ของเงินฝาก ยังไม่ได้ยินเสียงใครบ่นเรื่องการแบกรับปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

ที่ว่าประหลาดก็คือสถาบันประกันเงินฝากนั้นในหลักการขั้นต้น จะเรียกเก็บเงินแค่ร้อยละ 0.125 ของเงินฝากเท่านั้น

รายละเอียดของพระราชกำหนดฉบับนี้ "ผู้จัดการ" ได้ตัดทอนบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญมาลงให้อ่านในส่วนที่ล้อมกรอบแล้ว ในที่นี้จะขอวิเคราะห์สาเหตุที่พระราชกำหนดจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน สามารถผ่านด่านค่ายกล 18 อรหันต์ออกมาบังคับใช้ได้สำเร็จ

ประการแรกรูปแบบของกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่น่ากลัวเหมือนสถาบันประกันเงินฝาก เพราะอำนาจหน้าที่ในการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินที่แบงก์ชาติอยากจะให้มีในสถาบันประกันเงินฝาก ได้รับการปรับปรุงแก้ไขทั้งหมดแล้วเมื่อปลายปี 2526

การกำเนิดของกองทุนฟื้นฟูฯ จึงเป็นในลักษณะของมาตรการช่วยเหลือต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ ไม่ใช่ออกมาเพื่อ "ปราบปราม" ผู้บริหารสถาบันการเงินที่ประพฤติมิชอบ

ประกอบกับกองทุนแม้จะเรียกเก็บเงินสูงสุดมากกว่าสถาบันประกันเงินฝาก แต่ก็ไม่มีข้อผูกมัดว่าเมื่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใดเกิดปัญหาล้มไป กองทุนฟื้นฟูฯ จะต้องจ่ายเงินคืนผู้ออมเงินเท่านั้นเท่านี้บาท เหมือนกับสถาบันประกันเงินฝากที่ระบุไว้ชัดเจนว่า จ่ายคืนในวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท

ซึ่งเสียงคัดค้านเดิมบอกว่าการมีสถาบันประกันเงินฝากแล้วคุ้มครองเงินแค่ 1 แสนบาท ไม่ได้ช่วยผู้ฝากเงินเท่าไหร่นัก รวมทั้งมีปัญหาว่าในเมื่อให้ความคุ้มครองสำหรับลูกค้ารายละไม่เกิน 1 แสนบาท ก็พึงที่จะจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเฉพาะเงินฝากที่ไม่เกิน 1 แสนบาทเท่านั้น

เมื่อกองทุนไม่ได้กำหนดวงเงินรับผิดชอบ เสียงค้านในข้อนี้จึงตกไป

ประการที่สองบทเรียนจากการเกิดวิกฤติการณ์สถาบันการเงินทั้ง 2 ครั้งทำให้ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินตระหนักว่า ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าองค์กรของตัวเองจะมั่นคงแค่ไหนก็ต้องถูกขอร้องให้ลงขันช่วยทุครั้งไป แล้ววงเงินที่ถูกขอให้ช่วยก็ไม่แน่นอน

สูควักกระเป๋าจ่ายปีหนึ่งไม่เกินร้อยละ 0.5 ของเงินฝากจะดีกว่า รวมทั้งอัตราร้อยละ 0.5 ในการปฏิบัติจริงไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายถึงอัตราสูงสุดตลอดจนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์จากกองทุนได้อีกในหลายรูปหลายแบบ

อีกทั้งบริษัทเงินทุนโดยเฉพาะในเครือข่ายของธนาคารพาณิชย์ ที่เคยรังเกียจรังงอนสถาบันประกันเงินฝากด้วยเหตุที่ว่ารู้แน่แก่ใจว่าเงินที่เรียกเก็บไปจากตน จะต้องถูกนำไปช่วยบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่บริหารงานเละเทะ หรือผู้บริหารเจตนาฉ้อโกง

ข้อรังเกียจเหล่านี้ก็หมดไปพร้อมกับการสาบสูญของสถาบันการเงินหลายต่อหลายบริษัทเมื่อปลายปี 2526 ต่อกับต้นปี 2527

ประการที่สาม เสียงค้านเดิมของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่อสถาบันประกันเงินฝากในอดีต ได้มุ่งให้ความสนใจไปที่พระราชกำหนดแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ที่มีผลกระทบโดยตรงรุนแรงกว่ากองทุนฟื้นฟูฯ มากนัก น้ำหนักเสียงค้านจึงเทไปทางเดียว

ประการสุดท้ายก็คือการสามารถสร้างแนวคิดในเรื่องกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้เป็นเอกภาพกันได้ระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง หรือจะระบุไปเลยว่าความเห็นของทีมงานแบงก์ชาติกับสมหมาย ฮุนตระกูล

"คงจำกันได้ว่าตอนที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังท่านแถลงข่าวเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินเมื่อปี 2526 ท่านพูดอยู่คำหนึ่งว่า สิ่งที่ท่านอยากให้เกิดขึ้นก็คือธนาคารกลางของสถาบันการเงิน ซึ่งกองทุนที่จัดตั้งขึ้นนี้ก็คงบังเอิญไปพอดีกับแนวความคิดของท่านที่มีอยู่แล้ว" อีกประโยคหนึ่งที่ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เล่าให้ฟัง

ถึงตอนนี้ก็พอถึงบางอ้อกันได้ว่าทำไมร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ จึงผ่านมติคณะรัฐมนตรีออกมาได้อย่างไม่สู้บอบช้ำมากนัก

ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินของแบงก์ชาติ ที่ได้เครื่องมือใหม่มาแก้ปัญหาบริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่ทรงประสิทธิภาพมานั่งจับเข้า "พูล"

และขอชมอย่างจริงใจที่สามารถ "อุบ" ข่าวกันได้เงียบจริงๆ เพราะถ้ามาตรการนี้แพร่งพรายไปก่อนโดดๆ มีหวังถูกตีจนไม่สามารถออกมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างนี้

"ที่ผ่านมาผมอึดอัดพอสมควรเพราะพูดอะไรไม่ได้ คนก็พูดแต่เรื่องบริษัทเงินทุนที่อยู่ในโครงการว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ที่จริงเราก็เตรียมการที่จะออกตัวกองทุนนี้แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะต้องรอให้ผู้ใหญ่เห็นชอบเสียก่อน ผมยังมีอีกหลายเรื่องที่คิดทำและยังพูดไม่ได้...ถามเขาดูสิ เขารู้ดี" ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ พูดประโยคสุดท้ายแล้วชี้มือมาที่ "ผู้จัดการ"

"ผู้จัดการ" ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ ดร.ศุภชัยบอกว่า "รู้ดี" นั้นรู้ดีเรื่องอะไร

แต่ก็พอยืนยันได้ว่าเรารู้ดีในบางเรื่อง อย่างเช่นที่จั่วหัวว่า ".....ชัยชนะของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ...." นั้นรู้ดีว่าไม่ใช่ชัยชนะของ ดร.ศุภชัยหรอก

มันเป็นชัยชนะของประชาชนผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินต่างหาก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย