Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2528








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2528
ควันหลงจากการตัดราคากระเบื้องปูพื้น             
 


   
www resources

โฮมเพจ สหโมเสคอุตสาหกรรม, บมจ.
โฮมเพจ ไทย-เยอรมันเซรามิค
โฮมเพจ เซรามิคอุตสาหกรรมไทย, บจก.

   
search resources

ไทย-เยอรมัน เซรามิค, บมจ.
สหโมเสคอุตสาหกรรม, บมจ.
เซรามิคอุตสาหกรรมไทย, บจก.
Construction




ธุรกิจกระเบื้องที่หันเหการตลาด โดยเอา P = PRICE มาเล่นสงครามหั่นราคากัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งค่ายคัมพานา คอตโต้ ฟอร์เต้ ดูราเกรส และน้องใหม่เอ๊าะๆอีก 2 แห่ง คือ ดราโก้ และ ที.ที. ต่างก็ลดราคากันลงมาถึง 50% หรือคิดเป็นราคากระเบื้อง 8X8 แผ่นละ 9 บาทเท่านั้น (จากเดิมราคาแผ่นละประมาณ 20 บาท) ซึ่งก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการ

การตัดราคาครั้งนี้เซียนการตลาดหลายคนให้ความเห็นว่า

P ตัวนี้อันตรายมาก ไม่สมควรจะนำมาเล่นกัน เพราะไม่ทำให้เกิดผลดีกับใครเลย ซ้ำร้ายอาจจะสร้างความหายนะมาสู่ผู้ผลิตได้ถ้าเล่นไม่ถูกทาง ถ้าจะแข่งกันแล้วควรจะแข่งขันกันที่ P = PRODUCT มากที่สุด เพราะจะทำให้ชื่อเสียงของธุรกิจด้านนี้มั่นคงขึ้นด้วย

และผลของการแข่งขันตัดราคามาถึงวันนี้ก็มีทั้งขมขื่นและชื่นใจ!

กระเบื้องปูพื้นเป็นที่รู้จักในวงการวัสดุก่อสร้างเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง และเป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใสพอจะสู้กับวัสดุปูพื้นชนิดอื่นๆที่ครองตลาดอยู่ได้พอสมควร แต่ครั้นเมื่อเกิดสงครามตัดคาคากันขึ้นมานั้น กระเบื้องปูพื้นกลับมีราคาลดลงไปเกือบเท่ากระเบื้องยาง ลูกค้าต่างๆที่ชอบลุ้นเกมส์นี้ก็เลยรีบซื้อกันอุตลุด ซื้อไปใช้บ้าง ซื้อไปเก็บบ้าง เลยกลายเป็นการแนะนำกระเบื้องปูพื้นเข้าสู่วงการวัสดุก่อสร้างให้ลูกค้าได้รู้จักอย่างรวดเร็วโดยคาดไม่ถึง

และผลที่ออกมานอกจากจะเป็นการแนะนำกระเบื้องปู้พื้นให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางแล้ว อีกอย่างหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จก็คือ การให้บทเรียนแก่ผู้บริโภคว่าการจะซื้อสินค้านั้น ควรจะคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าราคาและสีสัน เพราะในช่วงที่ตัดราคากันอยู่นั้น ผู้ผลิตแต่ละรายก็เร่งผลิตสินค้าออกมาเพื่อให้ทันขายในตลาด โดยไม่สนใจด้านคุณภาพกัน ทำให้สินค้าในช่วงที่ลดราคานั้นไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร สร้างปัญหาให้กับผู้ซื้อไปใช้ปูพื้นเป็นอย่างมาก

ดังนั้น เมื่อมีผู้ผลิตกระเบื้องแห่งหนึ่งลงทุนจ้างบริษัทวิจัยให้ทำการสำควนภาพพจน์ของกระเบื้องที่ตัวเองผลิตว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากมีศึกตัดราคากันแล้ว ผลปรากฏออกมาว่าผู้บริโภคต่างผิดหวังกับกระเบื้องยี่ห้อนั้นมาก เพราะในช่วงที่ลดราคานั้นมีคุณภาพที่แย่มาก และทำให้ภาพพจน์โดยส่วนรวมของกระเบื้องเสียไปด้วย

และก็มีข่าวออกมาว่าศึกกระเบื้องครั้งนี้ทุกค่ายทุ่มกันแค่หมดตัว ผลออกมานั้นแม้ไม่ถึงกับหมดตัวก็จริง แต่ก็หมดไปหลายสิบล้านบาทต่อเดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าค่ายไหนจะทุ่มหนักและนานกว่ากัน

เมื่อผู้ผลิตทุกยี่ห้อประจักษ์ถึงผลของเรื่องการตัดราคานี้แล้ว ต่างก็พยายามดึงราคาให้กลับมาเท่าเดิม

"ตอนนี้กระเบื้องในตลาดขายในราคา 70-80% ของราคาเต็ม คือลดลงไปเพียง 20% เพราะทุกโรงงานก็พยายามดึงราคากันขึ้นมา ซึ่งราคาอาจจะไม่ดีเท่าเดิม แต่ก็คงใกล้เคียง" เอเย่นต์แห่งหนึ่งกล่าว

หลังจากศึกตัดราคาแล้วผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างนั้น มีรายงานเข้ามาว่าทั้งค่ายคัมพานาและคอตโต้ ฟอเต้ นั้นก็เงียบๆ ซึมๆไปบ้าง แต่ก็ยังผลิตแบบและลายใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ส่วนน้องใหม่ทั้งสองก็ประสบปัญหากันบ้าง เพราะเมื่อช้างชนกับช้าง พวกหญ้าแพรกเล็กๆก็ต้องแหลกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นอยู่แล้ว

โดยค่าย ต.วัฒนา ซึ่งผลิตกระเบื้องดรากอน โดลงสนามแข่งขันเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ลดราคาลงรวดเดียว 40% โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในช่วงแนะนำ ตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่าหลังจากศึกตัดราคาแล้ว ก็หันมาเล่นการตลาดด้วยการพัฒนาสินค้า ตอนนี้ก็จับจุดขายของสินค้าใหม่ คือการสร้างความแข็งแกร่งให้เหมือนกับกระเบื้องปูพื้นอีกยี่ห้อหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกับจุดขายอันนี้ แต่เนื่องจากเป็นผู้ผลิตรายเล็กจึงไม่สามารถผลิตลายตามท้องตลาดได้มาก ตอนนี้ก็เล่นผลิตเฉพาะสีพื้นเท่านั้น แต่มีโครงการจะทำแบบลายออกมาในอนาคตอันใกล้นี้

สำหรับ THAILAND TILE หรือ ที.ที. เป็นกระเบื้องเผาสองครั้งเหมือนคอตโต้ ฟอร์เต้ ซึ่งทำให้ได้ลายที่สวยกว่าการเผาแบบธรรมดา แต่ปัจจุบันนี้ทางคอตโต้ ฟอร์เต้ ก็กำลังจะเลิกวิธีการเผาแบบนี้แล้ว เพราะต้นทุนสูง ส่วนที.ที.ยังไม่สามารถเลิกระบบนี้ได้ เพราะเพิ่งจะลงทุนไปไม่นาน

ส่วนดูราเกรสนั้นเป็นยี่ห้อเดียวที่ถูกแจ็คพอตในรายการตัดราคาครั้งนี้ เพราะทั้งคัมพานาและคอตโต้ ฟอร์เต้ ก็ลดราคาต้อนรับน้องใหม่ดูราเกรสกันจนเป็นที่ฮือฮาทั้งวงการ ทำให้หนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็นำไปเขียนข่าววิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก จึงกลายเป็นผลดีกับดูราเกรสตรงที่เป็นการช่วยแนะนำสินค้าของดูราเกรสเข้าสู่ตลาดไปในตัว ทำให้บริษัทสหโมเสคผู้ผลิตดูราเกรสไม่ต้องเหนื่อยแรงและเสียเงินทุ่มโฆษณาแนะนำตัวเองมากนัก

และตอนนี้ดูราเกรสก็โดนแจ๊คพอตซ้ำสอง โดยทางญี่ปุ่นมาด้อมๆมองๆตลาดกระเบื้องปูพื้นของเมืองไทย แล้วเกิดไปติดใจกระเบื้องดูราเกรสเข้าให้เลยสั่งซื้อไปญี่ป่นมากพอสมควร แต่ทางดูราเกรสก็ทำเป็นเล่นตัวบอกปัดไปว่าสินค้าที่ผลิตตอนนี้ยังไม่พอขายในประเทศเลยจะส่งให้ได้แต่ไม่มากนัก นอกจากญี่ปุ่นแล้วตอนนี้ทางดูราเกรสก็เปิดตลาดกับออสเตรเลีย และสหรัฐฯ และเร็วๆนี้ก็มีข่าวว่าอาจจะฟันงานช้างอีกแห่งหนึ่งด้วย

ส่วนตลาดกระเบื้องแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ นั้นเป็นเจ้าประอยู่กับคัมพานา และคอตโต้ ฟอร์เต้อยู่แล้ว

กลังมาดูแวดวงของยี่ปั๊วที่ขายกระเบื้องดูบ้าง จากการตระเวนสำรวจของ "ผู้จัดการ" พบว่าหลังจากเกิดศึกตัดราคากันแล้วกระเบื้องขายดีขึ้นมาก โดยเฉพาะแถวถนนรัชดา ตอนนี้กลายเป็นแหล่งขายกระเบื้องปูพื้นที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบกว่าย่ายวัดมหาพฤฒารามไปแล้ว

"ตลาดกระเบื้องตอนนี้กรุงเทพฯขายดีมากที่สุดแถวถนนรัชดาฯ เมื่อเร็วๆนี้ผมไปดูงานกระเบื้องแถวๆญี่ปุ่น เป็นแหล่งขายกระเบื้องที่ใหญ่มากที่สุดในเอเชียก็ว่าได้ คนญี่ปุ่นเองยังบอกเลยว่าถนนรัชดาฯ ของเรากลายเป็นแหล่งขายกระเบื้องที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียไปแล้ว และเดี๋ยวนี้วิธีการขายแถวรัชดาฯก็ไม่เหมือนใคร คือมีการติดราคาสินค้าเหมือนที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตามห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้ที่มาเดินซื้อสะดวกสบายใจด้วย ราคาที่ติดไว้ก็ไม่แพงจนเกินไป คือเอากำไรเพียง 10% เท่านั้น ไม่เหมือนกับย่านอื่นๆ ที่บอกราคาขายกันเกินถึง 30% เผื่อให้ลูกค้าต่อ" เอเย่นต์ใหญ่แห่งหนึ่งเล่าให้ "ผู้จัดการ" ทราบ

สรุปแล้วผลของการตัดราคากันครั้งนี้ คงจะให้บทเรียนแก่ผู้ผลิตกระเบื้องทั้งหลายกันพอหอมปากหอมคอเกี่ยวกับทฤษฏี 4 P ว่าควรจะเลือกเล่น P ตัวไหนในสถานการณ์แบบใดดี เพราะถ้าเล่นไม่ถูกจังหวะอาจจะทำให้ภาพพจน์ของกระเบื้องปูพื้นเสียหายได้ แล้วทีนี้นักการตลาดทั้งหลายที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาจากสงครามตัดราคา ก็จะต้องมาหืดขึ้นคอกับการลุ้นภาพพจน์ของสินค้าให้กลับมาดีเหมือนเดิมอีก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย