Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์9 กุมภาพันธ์ 2555
BNH ยกเครื่องใหม่พร้อมรับ AEC             
 


   
search resources

Hospital
โรงพยาบาล บีเอ็นเอช




ปีนี้นับเป็นอีกปีที่ธุรกิจโรงพยาบาลต้องมีการปรับตัวเองเพื่อรองรับการแข่งขันที่เชื่อว่าจะรุนแรงมากขึ้น และยังเป็นปีที่โรงพยาบาลต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับ AEC หรือการเปิดเขตการค้าเสรีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า

“ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ “นพ.ดุลย์ ดำรงศักดิ์” ผู้อำนวยการโรงพยาบาล BNH ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ 3-4 เดือน ถึงแนวทางการปรับตัว และทิศทางการขยายตัวของโรงพยาบาลในอนาคต พร้อมกับการรับมือภาวะสมองไหลของแพทย์และพยาบาลหลังเปิด AEC

ปรับโพซิชั่นใหม่หมด

ปีนี้ BNH มีอายุครบ 114 ปี จึงรีโนเวตโรงพยาบาลใหม่ทั้งภายในและภายนอก โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขณะนี้ทำมาได้ 1 ปีแล้ว นอกจากนี้ ปีนี้เรื่องของงานบริการก็จะมีการปรับเปลี่ยนซึ่งเซอร์วิสของ BNH จะต้องเหนือกว่าคนอื่นๆ โดยใช้งบในการปรับปรุงพื้นที่ 250-300 ล้านบาท งบในการลงทุนเครื่องมือ 200 ล้านบาท

“ห้องพักของเราจะปรับให้เป็นแบบโคโลเนียล การบริการ อย่าง ศูนย์ทางเดินอาหารก็ขยายบริการเป็น One Stop Service เรายังขยาย ICU จาก 7 เตียงเป็น 14 เตียง เครื่องไม้เครื่องมือใหม่หมด บรรยากาศของห้องก็เหมือนกับอยู่บ้าน ทุกห้องจะติดหน้าต่าง คนไข้ ญาติ จะได้เห็นวิวด้านนอก”

นอกจากนี้ BNH ได้ปรับโพซิชั่นของตัวเองจากเดิมที่เด่นในเรื่องของการรักษาเด็ก และแผนกสูตินารี ก็จะเพิ่มในเรื่องของความงามโดยจะเปิดศูนย์ความงามที่ทันสมัยและใหญ่เพื่อมาจับตลาดกลุ่มคนทำงานและสูงวัย ศูนย์นี้จะให้บริการทั้งด้านเลเซอร์ ศัลยกรรมพลาสติก ฯลฯ โดย BNH จะเลือกหมอที่ชำนาญหรือดังในด้านนั้นมาทำงาน อย่างไรก็ดี การที่แบรนด์ BNH เป็นแบรนด์ที่ดังทำให้หมอเหล่านี้สนใจที่จะมาทำงานร่วมกัน โดยศูนย์ความงามนี้ BNH วางโพซิชั่นจับตลาดบน แต่ราคาไม่สูงจนเกินไป 

“เราจะสร้างศูนย์มะเร็งเต้านมช่วงกลางปีหรือไตรมาส 3 เราได้อาจารย์หมอรศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งในการรักษามะเร็งเต้านม ศูนย์นี้จะแตกต่างจากร.พ.อื่นที่ต้องไปตรวจแต่ละแผนก แต่ของเราเอาหมอที่เกี่ยวข้องกับการตรวจมารวมไว้ที่นี้ คนที่มาผ่าตัดกับเรา เราจะดูถึงการรักษารูปทรงของหน้าอกให้กลับมาเหมือนเดิมด้วย คนไหนที่ต้องผ่าตัดมากก็ต้องใช้ซิลิโคนเข้าช่วย อันนี้เรามองเป็นการรักษาด้านจิตใจ”

ส่วนแผนกสูตินารีมีการนำเทคนิคใหม่มาใช้ในการทำหมันหญิงเทคนิคนี้ทำให้ไม่เกิดบาดแผล และมีการลงทุนในเรื่องเครื่องมือใหม่ๆ สำหรับแผนกเด็กก็จะเพิ่มพื้นที่ของ OPD อีกเท่าตัว เพื่อรองรับคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการ ปัจจุบันคนไข้เด็ก OPD มีวันละ 200 คน 

“เรามีหมอที่ชำนาญการรักษาโรคเด็กครบทุกสาขา เด็กมาคลอดที่เรามาก เดือนหนึ่งประมาณ 100 คน ขณะที่คนอื่น 40-60 คน เรายังเด่นเรื่องการให้นมลูกคนไข้ที่ผ่าตัดปรกติเขาไม่ให้นมลูกกัน แต่เราจะมีเทคนิคที่ทำให้คนไข้สามารถให้นมลูกได้ และที่เราเน้นเรื่องผู้หญิงมากขึ้น เพราะจากวิจัยที่เก็บข้อมูลมา 5 ปี ผู้หญิงมาใช้บริการกับเรา 60% ของคนไข้ทั้งหมด ร.พ.เรามีพื้นที่แค่ 4 ไร่เท่านั้น เราก็ต้องเลือกในส่วนที่เราเห็นว่าเป็นจุดเด่น แต่ศูนย์ความงามเรารองรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง เพราะผู้ชายปัจจุบันเขาก็ให้ความสำคัญเรื่องความสวยงาม”

นอกจากนี้ จะมีการทำศูนย์เพื่อดูแลผู้สูงอายุโดยศูนย์นี้จะรวมแพทย์ทุกแผนกเข้ามาร่วมกัน อย่าง คนไข้ที่เป็นโรคไตและมีโรคอื่นร่วมด้วย เดิมเขาจะต้องไปพบหมอโรคไตแล้วค่อยไปพบหมอรักษาโรคอื่น เขาก็จะได้ยาจำนวนมาก เพราะต่างคนต่างจ่ายยา ก็ปรับเป็นมาที่ศูนย์นี้หมอที่รักษาโรคที่เขาเป็นทุกโรคจะมาปรึกษาหารือกันถึงแผนการรักษา และการจ่ายยา ซึ่งจะช่วยลดปริมาณยาให้กับคนไข้ได้มาก คาดว่าเดือนเมษายนนี้ศูนย์นี้จะเปิดให้บริการ ขณะนี้ศูนย์ยังอยู่ระหว่างการทดลอง

เจาะคนไทยเป็นหลัก

สำหรับกลุ่มลูกค้าของ BNH จะเป็นคนไทย 75% ต่างชาติที่มีรากฐานหรือทำงานในไทย 25% ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น BNH ไม่ได้เน้น แต่มีชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาประมาณ 20% ของสัดส่วนต่างชาติที่มีรากฐานหรือทำงานในไทย เนื่องจากเขาชอบความเป็นส่วนตัวของร.พ. และการได้พบหมอแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยกลุ่มเป้าหมายของ BNH คือ ระดับบีบวกถึงเอบวก

“ตลาดต่างประเทศเราไม่โพกัสจะมีเข้ามาหาเราบ้าง อย่าง มาหาเรื่องมีบุตรยากคนจีนนิยม เพราะเขาต้องการลูกที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด ตอนนี้เวียดนามกับพม่าก็สนใจเข้ามาใช้บริการด้านนี้ กระดูกสันหลังก็มีคนญี่ปุ่นกับจีนมาหา เพราะเรามีชื่อเสียงด้านนี้”

โดยกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาด คือ คุณภาพดี ระบบดี การรักษาถูกต้อง นอกจากนี้ การบริการต้องดีด้วย อย่างเมื่อ 6-7 ปีก่อน BNH เป็นเจ้าแรกที่เปิดประตูรถให้กับคนไข้ขณะนี้ร.พ.ทุกแห่งก็มีบริการตรงนี้หมดแล้ว หรือการบริการน้ำดื่ม BNH ก็ทำมานานแล้ว

ยึดโมเดลทำคลินิก

สำหรับการขยายสาขาร.พ.นั้น BNH ไม่มีแนวคิดที่จะขยายเป็นรูปแบบร.พ. แต่ที่ผ่านมามีการขยายในรูปแบบคลินิก ซึ่งเปิดไปแล้ว 2 แห่ง คือ BNH @ All Season Clinic เปิดมาได้ 5 ปีแล้ว และ BNH @ Nara 24 Clinic เปิดมาได้ 3 ปี 

“ปีนี้เราจะขยายคลินิก BNH เพิ่มอีกหนึ่งสาขาในกรุงเทพฯ ที่เราเลือกเปิดคลินิก เพราะต้นทุนถูกกว่าการทำร.พ. และร.พ.เรามีพื้นที่แค่ 4 ไร่ เราขยายตัวมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว คลินิกก็จะช่วยรองรับคนไข้เคสเบาๆ แต่ถ้าเป็นหนักก็ส่งต่อมาที่ร.พ.ได้เลย ส่วนร.พ.เราจะเอาไว้รองรับคนไข้เคสหนักๆ แทน คนไข้มั่นใจได้ว่าการรักษา บริการ อุปกรณ์ไม่ได้แตกต่างจากร.พ.เลยเชื่อว่าโมเดลคลินิกนี้จะมีร.พ.เอกชนรายอื่นๆ สนใจเปิดเช่นกัน” 

ตลาดนี้โตอีกมาก 

สำหรับตลาดด้านสุขภาพเชื่อว่ายังสามารถเติบโตได้อีกนาน เนื่องจากผู้สูงอายุมีมากขึ้นการใช้บริการก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ การศึกษาที่มากขึ้นทำให้คนรู้จักการดูแลสุขภาพของตัวเอง ด้วยปัจจัยนี้ทำให้บริการเช็กอัพ (ตรวจสุขภาพ) เป็นที่นิยม และการที่ร.พ.รัฐบาลไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการได้เพียงพอทำให้ร.พ.เอกชนมีโอกาสในการเติบโตมากขึ้น 

ส่วนตลาดความงามเชื่อว่าปีนี้น่าจะเติบโต 20% แม้คลินิกด้านความงามจะมีมากก็ตาม แต่เชื่อร.พ.เอกชนยังสามารถเข้าแข่งขันในตลาดนี้ได้ 

“ความเข้มงวดของแพทยสภาอาจจะทำให้คลินิกมีการปิดตัวมากขึ้น ตลาดคลินิกจะลดลง ทำให้ร.พ.ที่เปิดด้านความงามจะดีขึ้น” 

ด้านรายได้ปีที่ผ่านมา BNH มีรายได้ 1,600 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท การที่ตั้งเป้าไว้ไม่สูงมาก เพราะปีนี้จะมีการก่อสร้างมากทำให้การรองรับคนไข้อาจจะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ คนไข้ OPD ของร.พ.อยู่ที่ 1,000 คนต่อวัน ซึ่งร.พ.ยังพร้อมรองรับได้อีก 20-30% 

อย่างไรก็ดี การเลือกใช้บริการของคนไข้ส่วนหนึ่งมองโลเกชั่นเป็นหลัก เพราะหากเป็นเพียงไข้หวัดเปอร์เซ็นต์การเลือกร.พ.ที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานมีสูง แต่หากเป็นการรักษาโรคร้ายแรงคนไข้จะเลือกร.พ.ที่ดีที่สุด

ไม่หวั่น AEC

สำหรับการเปิด AEC หรือเขตการค้าเสรีนั้น ในมุมมองของ นพ.ดุลย์ แล้วถือว่าเป็น Hot Topic เลยทีเดียวเพราะมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะสมองไหลของกลุ่มแพทย์ พยาบาล นักกายภาพ ฯลฯ โดยเฉพาะกลุ่มพยาบาลที่ภาษาดีมีโอกาสสมองไหลมาก เพราะรายได้พยาบาลที่ต่างประเทศได้มากกว่าที่ไทยถึง 2 เท่าตัว

“เราวางแผนตรงนี้ไว้เรา เราจะเพิ่มเรื่องสวัสดิการ ส่งเสริมการศึกษา มีการส่งไปดูงาน และการที่เราเป็นหนึ่งในกลุ่มโรงพยาบาลในเครือดุสิตเวชการ กลุ่มมีคณะกรรมการดูแลแพทย์และพยาบาลซึ่งเขาจะเข้ามาดูแลด้วย อย่าง ไปดูงานกลุ่มก็มีให้ทุนเป็นหลัก 10 ล้านบาท ของเราเองก็ให้ทุนแพทย์พยาบาลไปดูงานหลายล้านบาท”

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของ นพ.ดุลย์ แล้วเชื่อว่า ภาวะสมองไหลจะมีไม่มาก เนื่องจากไม่มีใครที่อยากจะจากครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศนานๆ ที่จะมีสมองไหลบ้างจะเป็นคนที่มีครอบครัวอยู่ที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ เงินที่จะได้เพิ่มอาจจะไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ต่างประเทศ หรือหักค่าใช้จ่ายแล้วอาจจะไม่แตกต่างจากการอยู่ประเทศไทย

“ผมมองว่าถ้าจะไปอยู่คงอยู่กันไม่เกิน 5 ปีก็น่าจะกลับมา เพราะอาหาร วัฒนธรรม การใช้ชีวิตที่ต่างประเทศไม่เหมือนกับประเทศไทย ถ้าจะอยู่ได้นานคงเป็นประเทศลาว เพราะมีอะไรใกล้เคียงกัน แต่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะการแพทย์ของลาวยังไม่เจริญ” 

ส่วนการเข้ามาของหมอต่างประเทศถือว่าทำได้ยาก เพราะจะต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะ สอบปากเปล่า สอบตรวจคนไข้เป็นภาษาไทย แต่หมอของไทยไปทำงานที่ประเทศอื่นๆ น่าจะมีมากกว่า แต่เชื่อจะเป็นการไปแค่ชั่วคราว

สำหรับการแข่งขันหลังเปิด AEC โดยเฉพาะตลาดคนไข้ต่างประเทศ เชื่อว่าไทยสามารถแข่งขันได้ เพราะคนไข้ที่เข้าไปใช้บริการของร.พ.ที่สิงคโปร์ทั้งเกาะยังมีปริมาณที่น้อยกว่าเข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

“ตลาดประเทศไทยใหญ่กว่าสิงคโปร์ถึง 3 เท่า ลูกค้ารายใหญ่ของไทย คือกลุ่มตะวันออกกลาง เพราะเขาเข้าอเมริกา ยุโรปไม่ได้ตั้งแต่เหตุการณ์บอมบ์ 911 และเช็กอัพที่เราก็ถูกกว่าเขาถึง 1 ใน 3 การจะแข่งขันในด้านนี้ได้หรือไม่ต้องดูเรื่องอื่นด้วย อย่าง ปริมาณของสายการบินที่บินเข้าประเทศ ปริมาณร.พ. อาหารการกิน ฯลฯ ตอนนี้สิงคโปร์ก็หันไปเน้นตลาดระดับไฮเอนด์แทน อย่าง เน้นรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือการรักษาโรคยากๆ”

ควบรวมได้ประโยชน์

โดยความคิดเห็นส่วนตัวของ นพ.ดุลย์ แล้ว มองว่า การควบรวมร.พ.เข้าไปในเครือดุสิตเวชการถือว่าได้ประโยชน์มาก เพราะสามารถแชร์เครื่องมือกันได้ หรือมีอำนาจในการต่อรองการซื้อเครื่องมือและยา 

“ถ้าเครื่องมือเราไม่พอเราก็ขอยืมกับร.พ.ในเครือได้ หรือสั่งซื้อเครื่องมือเครื่องละ 30 ล้านบาท ถ้าเราซื้อรวมกัน 3 เครื่องก็ลดลงได้อีก หรือคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งเราก็ส่งไปฉายแสงที่ร.พ.วัฒนโนสถแทน พอฉายแสงเสร็จก็กลับมานอนที่เรา เดิมร.พ.แยกกันอยู่ก็ต่างคนต่างรักษาไม่มีการส่งคนไข้กันอย่างนี้”

สำหรับทิศทางการควบรวมร.พ.ในประเทศไทยนั้น เชื่อว่าปีนี้น่าจะมีให้เห็นอีก เพราะขณะนี้เครือแต่ละแห่งมีเงินสดเหลืออยู่มาก ดังนั้น เขาจะมองว่าจะทำอย่างไรให้เงินสดที่มีสร้างประโยชน์มากที่สุด 

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย