Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์17 กุมภาพันธ์ 2555
ศก.ไทยยังพอโตได้สวนปัจจัยลบ ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงยังน่าสนใจ             
 


   
search resources

Economics




เซียนมองปีนี้เศรษฐกิจไทยโต 4-5 % ได้สบาย แม้จะมีปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งหวั่นปัญหาน้ำท่วม เศรษฐกิจโลกโตช้า และ หนี้ยุโรปที่สูงแต่ความสามารถชำระหนี้ต่ำ ปัญหาลากยาวต่อเนื่อง เหตุปีที่ผ่านมาฐานต่ำเพราะน้ำท่วม แนะลงทุนทองยังน่าสนใจแต่จะผันผวนมากต้องหมั่นขายทำกำไรเป็นระยะ ให้กรอบ 1,480-1,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่หุ้นยังมีแรงซื้อจากต่างชาติเป็นตัวหนุนมองเป้าหมาย 1,240 จุด

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มี 3 เรื่อง คือ ปัญหาอุทกภัย เศรษฐกิจโลกเติบโตช้า และปัญหาหนี้ในยุโรป โดยปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยมีความเสียหายติดอันดับ 7 ใน 10 ภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดบนโลกครองตำแหน่งร่วมกับเหตุการณ์พายุแคทรีนาที่สหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ 

ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจโลก สำนักวิจัยต่างๆก็ก็มีการคาดกันว่าจะเติบโตช้าลง โดยไอเอ็มเอฟลดประมาณการเติบโตปีนี้เหลือ 3.3% จากปีที่ผ่านมาที่ที่เคยว่าว่าจะเติบโต 3.8% เนื่องจากเศรษฐกิจยุโปรและสหรัฐฯยังค่อนข้างอ่อนแอ และไม่มีประเทศใดที่จะขึ้นมาแทนที่ได้ แม้กระทั่งกลุ่มประเทศที่คาดว่าจะแข็งแรง เช่น จีน อินเดีย ก็ชะลอลงเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นภาวะที่อ่อนแอทั้งโลกอย่างทั่วถึงกัน ทั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจับตาดูว่าสัญญาณของโลกในปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะเศรษฐกิจโลกจะดำเนินอย่างไม่มีกำลัง 

ส่วนปัจจัยสุดท้ายที่จะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย คือปัญหาหนี้ในประเทศแถบยุโรป 6 ประเทศและจีดีพีที่ตกต่ำ ซึ่งหนี้ทั้งหมดกว่า 3.7 ล้านล้านยูโรใน 6 ประเทศที่มีปัญหาคือหนี้ที่ครบกำหนดและจะต้องเข้ามาหาตลาดเพื่อกู้ใหม่มาแทน 1.2 ล้านล้านยูโร และ ที่ผ่านมามีความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด จัดตั้งกองทุน และดูแลความแข็งแกร่งของธนาคารในประเทศตัวเองเป็นระยะแล้ว แต่ควรถึงเวลาที่จะเห็นความชัดเจนของการแก้ปัญหา ซึ่งหากมีหนี้และยังโตเพิ่มขึ้นได้ความน่าวิตกจะลดลง แต่การมีหนี้แล้วความสามารถชำระหนี้ลดลงทำให้ยังน่าเป็นห่วง ซึ่งปัญหายุโรปไม่ได้อยู่ที่การมีหนี้มากอย่างเดียว แต่อยู่ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำด้วย หากไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะมีผลต่อค่าเงินยูโร เศรษฐกิจในยุโรปจะถดถอยรุนแรงมากขึ้น และมีบางประเทศที่ไม่สามารถอยู่ในประชาคมนี้ต่อไป ซึ่งหากปัญหาปะทุขึ้นจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีการค้ากับยุโรปอย่างจีน และสหรัฐ ซึ่งจะทำให้จีนโตได้น้อยลง และสหรัฐที่จะเริ่มดีขึ้นก็แย่ลงไปอีก 

สำหรับประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการผ่านความแรงต้าน 3 ประการคือ ความกดดันทางด้านของราคาราคาที่สูงจากมาตรการของรัฐ ทั้งเรื่องค่าแรง รวมทั้งน้ำมัน ที่จะกระทบกับต้นทุน รวมถึงดอกเบี้ยนโยบาย แรงกดดันเรื่องที่สองคือการพึ่งพิงการส่งออกที่จะทำได้ยากขึ้น โดยไอเอ็มเอฟคาดว่าในปีนี้การค้าโลกจะโตเพียง 3.8% แม้ว่าในระยะหลังไทยจะมีการกระจายฐานส่งออกไปจีนและอาเซียนมากขึ้นแล้วก็ตาม แรงกดดันสุดท้ายจะมาจากเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็วและกระทบต่อค่าเงิน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 4 - 5% แน่นอน เมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีปัญหาน้ำท่วม และ ปัจจัยสุดท้ายคือหนี้ยุโรปและจีดีพีที่ตกต่ำซึ่งจะมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า

ในด้านการลงทุนทองคำ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ว่าราคาทองจะปรับตัวขึ้นมาแรงมายืนถึงระดับ 1,600-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองคำบาทละ 25,000-27,000 บาท เนื่องจากกังวลเรื่องปัญหาความขัดแย้งของประเทศอิหร่านกับกลุ่มอียู และเมื่อราคาทองขยับแรงก็จะมีแรงขายทำกำไร ดังนั้น ปีนี้มั่นใจว่าราคาทองจะไม่มีโอกาสแตะระดับ 2 พันดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 3 หมื่นบาทต่อบาททองคำ 

ด้านทิศทางราคาทองคำในปีนี้ยังผันผวน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยคาดว่าราคาทองคำอาจจะปรับฐานลงมาถึงระดับ 1,522 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะปรับสูงขึ้นเพื่อทำสถิติใหม่เกินระดับ 1,922 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 27,000 บาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวราคาทองคำในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1,480-1,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด คือ ปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป หากยังไม่คลี่คลายนักลงทุนจะเลือกลงทุนในทองคำมากขึ้น เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด แต่ก็อย่าตื่นตระหนกกับกระแสข่าวการแก้ปัญหาหนี้ยุโรปมากไป เพราะอาจจะเป็นปล่อยข่าวในการเก็งกำไรทองคำของกองทุนก็ได้

สำหรับราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2555 ประมาณ 2,000-2,200 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างรวดเร็ว ดังนั้น นักลงทุนควรทยอยขายทำกำไรเป็นระยะ และในปีนี้ คาดว่าจะมีจำนวนนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในทองคำ เพราะยังมีโอกาสที่จะทำกำไร เนื่องจากราคายังความผันผวน 

ด้านการลงทุนในหลักทรัพย์ ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า นักลงทุนควรลงทุนระยะสั้นเนื่องจากปีนี้ จะเป็นปีแห่งความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทเนื่องจากมีปัจจัยความไม่แน่นอนสูง โดยการจัดพอร์ตลงทุนควรจะเน้นลงทุนในสัดส่วน 100% แบ่งเป็นการลงทุนฝากเงินตราสารหนี้ 65-70% ที่เหลือเป็นการลงทุนทองคำ น้ำมันและหุ้น โดยให้เน้นที่ทองคำเนื่องจากมองว่าน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด 

"คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ไม่น่าจะขึ้นได้สูงเกิน 1,240 จุด ซึ่งปัจจุบันการที่ดัชนีใกล้เป้าหมายสิ้นปีนั้นอยู่ที่แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดยในแต่ละปีต่างชาติจะมียอดซื้อปีละประมาณ 7 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมียอดซื้ออยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะเข้ามาไม่น่าเกิน 3 หมื่นล้านบาทต่อรอบ ก็น่าจะเกิดแรงขายทำกำไรออกไปก่อน" 

สำหรับหุ้นกลุ่มที่แนะนำให้ซื้อลงทุน ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ ซึ่งประเมินว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรจะเติบโตปีละ 20% ได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า แม้อัตราราคาต่อกำไร(P/E) กลุ่มนี้อยู่ที่ 20 เท่า เทียบกับ P/E โดยรวมของตลาดฯซึ่งอยู่ที่ 11 เท่า

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย