Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา พฤษภาคม 2555
อินสตาแกรม: ภาพถ่ายอนาคตของเฟซบุ๊ก             
โดย ธวัชชัย อนุพงศ์อนันต์
 


   
www resources

Facebook Homepage

   
search resources

Web Sites
Mobile Content and Application
Facebook
Instagram




มีดีลยิ่งใหญ่เกิดขึ้นอีกแล้วครับ

คราวนี้เป็นการสยายปีกเข้าสร้างอาณาจักรโซเชียลมีเดียให้มั่นคงแข็งแรงของเฟซบุ๊ก โดยการเข้าซื้อกิจการของอินสตาแกรม (Instagram) ซึ่งเป็นแอพด้านการแชร์ภาพถ่ายแนววินเทจโพลารอยด์

ย้อนหลังไปเมื่อเดือนตุลาคม 2010 Kevin Systrom และ Mike Krieger นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเปิดตัวแอพบนไอโฟนตัวใหม่ที่พวกเขาตั้งชื่อว่า อินสตา แกรม ซึ่งก็เหมือนหน้าใหม่ในวงการคอมพิวเตอร์ที่มีความหวังจะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในวงการบ้าง

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าของอินสตาแกรมในวัยเพียงยี่สิบเศษๆ ก็ประกาศว่า พวกเขาได้ขายบริษัทที่ให้บริการแชร์ภาพถ่ายของพวกเขาที่มีพนักงานเพียงสิบกว่าคนและยังไม่มีรายได้ใดๆ เข้าบริษัทเลยให้กับเฟซบุ๊กในราคาหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฟซบุ๊กจ่ายให้ในรูปเงินสดและหุ้นเฟซบุ๊ก ถือเป็นการเดินทาง 18 เดือนที่แสนคลาสสิกและโรแมนติก ในเกมการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่บริษัทเว็บเล็กๆ แห่งหนึ่งสามารถสร้างกลุ่มผู้ติดตามใช้งานทั่วโลกในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และสามารถขายให้กับยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก

ซึ่งก่อนหน้าที่จะลงเอยกับเฟซบุ๊กเพียงหนึ่งสัปดาห์นั้น อินสตาแกรมเพิ่งบรรลุดีลการร่วมลงทุนมูลค่า 50 ล้านเหรียญกับบริษัทเวนเจอร์แคปปิตัลแห่งหนึ่ง วันนั้นบริษัทอินสตาแกรมมีมูลค่ามากถึง 500 ล้านเหรียญแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่กี่วันต่อมามูลค่า 500 ล้านเหรียญกลับกลายเป็นตัวเลขเพียงครึ่งเดียวของมูลค่าที่ขายได้ หลังจากอินสตาแกรมบรรลุดีลกับเวนเจอร์แคปปิตัลไม่นานนัก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กได้ติดต่อ Systrom ซึ่งเป็น CEO ของอินสตาแกรมเพื่อขอซื้อบริษัทอีกครั้งหนึ่ง Systrom เป็นทั้งมันสมองของอินสตาแกรมและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 45 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองคนเคยคุยกันเกี่ยวกับความพยายามเข้ามาเทกโอเวอร์ของเฟซบุ๊กก่อนหน้านี้แล้ว

การซื้ออินสตาแกรมของเฟซบุ๊ก ถือเป็นการซื้อทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่จะช่วยทำให้ศักยภาพในการให้บริการ ผ่านโทรศัพท์มือถือของเฟซบุ๊กเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการกำจัดคู่แข่งไปในตัวด้วย จะทำให้เฟซบุ๊กสามารถเรียกความสนใจในการใช้งานได้มากขึ้น ขณะที่อินสตาแกรมซึ่งมีสมาชิกที่ลงทะเบียนไว้มากถึง 30 ล้านคนได้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยให้บริการการแชร์ภาพถ่าย ซึ่งถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานในเฟซบุ๊ก และเป็นเหตุผลหลักที่คนใช้งานเฟซบุ๊ก

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมเฟซบุ๊กต้องซื้ออินสตาแกรมด้วย ทั้งๆ ที่ถ้าให้พนักงานเก่งๆ มากมายของเฟซบุ๊กช่วยเขียนแอพ หรือบริการแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาก็สามารถทำได้ แต่ทำไมต้องจ่ายหนึ่งพันล้านเหรียญด้วย คำตอบน่าจะเป็นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องการพัฒนาบริการแชร์ภาพถ่ายเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความเป็นผู้นำในตลาดแชร์รูปภาพ เพราะเฟซบุ๊กไม่ต้องการแค่มีบริการแชร์รูปภาพท่ามกลางบริการแชร์อื่นๆ ในหน้าเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่พวกเขาต้องการให้เป็นเพียงทางเลือกเดียว คล้ายๆ กับที่กูเกิลสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการครอบครองธุรกิจเสิร์จเอ็นจิ้น

ในขณะที่เฟซบุ๊กมีโมเดลธุรกิจ คือการผูกขาดการแชร์สิ่งต่างๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่การแชร์อัพเดตสถานะ, กด Like, เก็บบันทึกหรือเก็บภาพ แต่ต้องทำให้การแชร์เป็นกิจกรรมหนึ่งเลย ซึ่งอินสตาแกรมตอบโจทย์นี้ของเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้ออินสตาแกรมเป็นการลดคู่แข่งที่เฟซบุ๊กมองว่ามีความสำคัญออกไปได้

ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้ากูเกิลหรือทวิตเตอร์ตัดหน้าซื้ออินสตาแกรมไปล่ะ เฟซบุ๊กจะทำอย่างไร

นอกจากนี้การซื้ออินสตาแกรมเป็นการเปิดโลกของการถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ นอกเหนือจากการเข้าถึงข้อมูลในเครื่องพีซีที่เฟซบุ๊กทำมาก่อน โลกของโทรศัพท์มือถือดูจะกว้างไกลและหอมหวานกว่า โดยเฉพาะการเปลี่ยนโลกของโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นสมาร์ทโฟนมากขึ้นๆ

ดีลนี้ถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดที่เฟซบุ๊กเคยทำมา โดยก่อนหน้านี้พวกเขาจะทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ซื้อบริษัทขนาดเล็กๆ มากมาย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงเอาเหล่าอัจฉริยะตามบริษัทเหล่านี้ไว้

ซัคเคอร์เบิร์คบอกว่า ดีลนี้ถือเป็นหลักไมล์อันหนึ่งในการเดินทางที่สำคัญของเฟซบุ๊ก แต่เขาก็ไม่ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรในอินสตาแกรม อินสตาแกรมถือเป็นหนึ่งในบริษัท ของเหล่าผู้ประกอบการวัยรุ่นที่สร้างสินค้าของพวกเขาขึ้นมาบนไอโฟน และได้รับการบันทึกว่าเป็นบริษัทที่มีการเติบโตที่รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อในชั่วระยะ เวลาเพียงไม่นานนัก โดยพวกเขานำเสนอแอพของพวกเขาว่าเป็นแอพที่สนุกสนานและเป็นความแตกต่างในการแบ่งปันภาพถ่ายกับเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้อง คนใช้งานสามารถถ่ายภาพจากไอโฟน ได้โดยตรงจากนั้นเลือกฟิลเตอร์ที่ต้องการเพื่อเปลี่ยนมุมมองของภาพนั้นๆ โดยเฉพาะให้เหมือนเป็นการถ่ายด้วยกล้องโพลารอยด์รุ่นโบราณอันหนึ่ง

คนใช้งานสามารถแชร์ภาพถ่ายนี้กับคนที่มาติดตาม (follower) ซึ่งเหล่าผู้ติดตามก็สามารถโพสต์ข้อความ และกด Like ได้ บางคนเรียกอินสตาแกรมว่าเป็นทวิตเตอร์เวอร์ชั่นรูปภาพที่ใช้ในการแชร์ภาพ

วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา Systrom เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับจำนวนคนที่ลงทะเบียนเข้าใช้งาน ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่านับจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นเป็น 27 ล้านคนจาก 15 ล้านคน และก่อนที่จะถูกซื้อโดยเฟซบุ๊กเพียงสัปดาห์เดียว อินสตาแกรมก็เพิ่งเปิดให้ดาวน์โหลดแอพของพวกเขาในเวอร์ชั่นที่สามารถใช้งานบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ซึ่งเพียงเวลาไม่นานก็สามารถดึงดูดผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการแอน ดรอยด์มาได้หลายล้านคน

อย่างไรก็ตาม อินสตาแกรมก็เดินตามรอยทวิตเตอร์ที่ว่า แม้จะมีอัตราการเติบโตของจำนวนคนใช้งานแบบก้าวกระโดดแต่ก็ยังไม่สามารถแปลงเป็นรายได้ใดๆ เข้าบริษัทได้ แต่สำหรับวงการโซเชียลมีเดียแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่อง แปลกใดๆ ตราบใดที่ยังมีคนเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้มากขึ้นนั่นเอง

เฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานประมาณ 845 ล้านคน ซึ่งคนส่วนมากก็เข้ามาใช้เฟซบุ๊กเพื่อแชร์ภาพระหว่างกัน อย่างไรก็ดี เฟซบุ๊กดูจะวิ่งตามหลังบริการบนโทรศัพท์มือถือและเปิดช่องว่างให้อินสตาแกรมสามารถช่วงชิงตลาดการแชร์รูปภาพไปได้หลายส่วน ซึ่งที่ผ่านมาเฟซบุ๊กก็ดูจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในฟังก์ชันด้านการแชร์รูปภาพของพวกเขา แม้ว่าจะมีบริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นมาและสร้างแอพที่ซับซ้อนและสนับสนุนการทำงานด้านการแชร์รูปภาพได้น่าใช้มากขึ้นก็ตาม

ซึ่งว่ากันจริงๆ แล้ว รูปภาพถือเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการมีปฏิสัมพันธ์กัน รวมถึงระยะเวลาที่ผู้ใช้งานจะเปิดเฟซบุ๊กเล่นยาวนานขึ้น ปัจจุบันจากข้อมูลของ ComScore ซึ่งเป็นบริษัทด้านการวิจัยรายงานว่า ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กใช้เวลาเฉลี่ย 7.5 ชั่วโมงต่อเดือนบนเฟซบุ๊ก ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่สูงที่สุดในบรรดาโซเชียล มีเดียด้วยกัน

ตัวเลขนี้ถือว่ามีความสำคัญมากต่อฝ่ายการตลาดของเฟซบุ๊กที่ต้องการให้ผู้ใช้งานเปิดดูโฆษณาและมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในหน้าเฟซบุ๊กให้มากที่สุด โดยโฆษณาบนเฟซบุ๊กคิดเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดของเฟซบุ๊กหรือ 3,100 ล้านเหรียญในปี 2011 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญ

จากการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีและการบูมของสมาร์ทโฟนทำให้เฟซบุ๊กต้องลงทุนกับการสร้างบริการบนโทรศัพท์มือถือให้มากขึ้น และทำให้เฟซบุ๊กเพิ่มความพยายามในการเข้าเทกโอเวอร์อินสตาแกรมให้มากขึ้น ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็ได้ออกโฆษณาเวอร์ชั่นสำหรับโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะสำหรับใช้บนเว็บเฟซบุ๊กสำหรับโทรศัพท์มือถือ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วคนใช้งานเฟซบุ๊กประมาณครึ่งหนึ่งใช้ผ่านโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว

จึงกล่าวได้ว่า การซื้ออินสตาแกรมเป็นการกำจัดจุดอ่อนที่สำคัญของเฟซบุ๊ก เพราะฟังก์ชันการแชร์รูปของเฟซบุ๊กไม่เข้าตาคนใช้งานโซเชียลมีเดียหลายๆ คน

สำหรับอินสตาแกรมแล้ว พวกเขาก็ต้อง พยายามสร้างโมเดลที่จะสร้างรายได้ให้เกิดขึ้น ได้ ซึ่งก็ยังมีอุปสรรคมากมายอยู่ ง่ายๆ ก็คือ หน้าจอที่เล็กๆ ของสมาร์ทโฟนจะสามารถดึงดูดความสนใจคนใช้งานให้คลิกดูโฆษณาได้หรือไม่

ปัจจุบันอินสตาแกรมมีคนใช้ในการประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านแฟชั่นอย่าง Ann Inc., Urban Outfitters และ Marc Jacobs ที่ใช้อินสตาแกรมเป็นตัวโปรโมตแบรนด์ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีคนดังและนักการเมืองก็ใช้แอพนี้ด้วย เช่น จัสติน บีเบอร์, ประธานาธิบดีบารัก โอบามา, นักสเกตบอร์ด และนักร้องเพลงแร็พ เมื่อปีที่แล้วแอปเปิลก็ยกให้อินสตาแกรมเป็นแอพแห่งปีของไอโฟน

ซึ่งดีลการซื้ออินสตาแกรมนี้เทียบได้กับการเข้าซื้อ YouTube ที่เป็นเว็บแชร์วิดีโอของกูเกิลในปี 2006 ด้วยมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญ ซึ่งในตอนนั้นนักวิเคราะห์หลายๆ คนก็ตั้งคำถามว่าราคาแพงไปหรือเปล่า ต่อมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าดีลนี้ทำให้กูเกิลกลายเป็นผู้นำด้านการแชร์วิดีโอบนอินเทอร์เน็ต และเป็นการเปิดโอกาสที่สำคัญให้กูเกิลสามารถขยายอาณาเขตโฆษณาของตัวเองไปในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น เช่นเดียวกับการซื้อ Flickr ของยาฮูในปี 2005

ต้นปี 2011 อินสตาแกรมได้รับเงินร่วมลงทุนจากเวนเจอร์แคปปิตัลหลายรายรวม 7 ล้านเหรียญ ทำให้มูลค่าของอินสตาแกรม ณ ขณะนั้นกลายเป็น 30 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าของบริษัทให้สูงขึ้นและพร้อมที่จะดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน เช่นเดียวกับกรณีของทวิตเตอร์ที่สร้างมูลค่ามาเรื่อยๆ ก่อนที่จะพร้อมจะเสนอขายเมื่อปีกลาย

Systrom ค่อยๆ ปลุกปล้ำอินสตาแกรมจนสุกงอมพร้อมที่จะขาย โดย Systrom ได้ปฏิเสธข้อเสนอขอซื้ออินสตาแกรมของเฟซบุ๊กมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังไม่สุกงอมมากพอในความเห็นของ Systrom แต่เมื่อมีข้อเสนอใหม่อีกครั้งจากเฟซบุ๊ก พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะใส่พานทองถวายให้ ซึ่งข้อเสนอหนึ่งจากเฟซบุ๊กก็คือ อินสตาแกรมจะแข็งแรงขึ้นมากภายใต้ร่มโพร่มไทรของเฟซบุ๊กมากกว่าที่จะอยู่เป็นบริษัทคนเดียวโดดๆ นอกจากนี้ ซัคเคอร์เบิร์กยังเสนอว่า อินสตาแกรมจะยังคงเป็นบริษัทอิสระภายในเฟซบุ๊กเหมือนเดิม ซึ่งเฟซบุ๊กจะไม่ยุ่งกับการบริหารงานภายในเลย

ซึ่งถือเป็นสัญญาที่ซัคเคอร์เบิร์กไม่เคยให้กับบริษัทที่เขาไปเทกโอเวอร์ก่อนหน้านี้เลย

อย่างไรก็ดี การซื้ออินสตาแกรมของเฟซบุ๊กก็ไม่ได้สร้างความยินดีให้เกิดขึ้นกับเหล่าแฟนๆ อินสตาแกรม หลายๆ คนหลีกหนีจากเฟซบุ๊กมาใช้อินสตาแกรม เพราะกลุ่มสังคมในนี้ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารแบบเฟซบุ๊กและพวกเขาสนใจแค่เรื่องการแชร์ภาพถ่ายเป็นสำคัญ แต่เมื่อเฟซบุ๊กมาซื้ออินสตาแกรม เท่ากับว่าวงสังคมในนี้จะขยายไปสุดลูกหูลูกตา รวมถึงข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาก็อาจจะโดนขุดคุ้ยจนทะลุทะลวง แม้ว่าซัคเคอร์เบิร์กจะบอกว่าคนใช้งานอินสตาแกรมมีทางเลือก ถ้าไม่ต้องการแชร์ภาพของพวกเขาบนเฟซบุ๊กก็สามารถทำได้ก็ตามที แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกอินสตาแกรมได้เต็มที่

สิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไปก็คือ เฟซบุ๊กจะใช้อินสตาแกรมเป็นเหมือนทัพหน้าบุกยึดธุรกิจแชร์ภาพถ่ายได้มากขนาดไหน รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เมื่อได้อินสตาแกรมมาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว

อ่านเพิ่มเติม
1. Oremus, W. (2012), ‘Hey, Instagram, Here’s $1 Billion for Your Cool Photos,’ http://www.slate.com/articles/technology/technology/2012/04/facebook_instagram_deal_mark_zuckerberg_s_plan_to_rule_mobile_sharing_.html
2. Bilton, N. (2012), ‘Disruptions: Innovation Isn’t Easy, Especially Midstream,’ http://bits.blogs.nytimes.com/2012/04/15/disruptions-innovation-isnt-easy-especially-midstream/
3. Raice, S and Ante, S. E. (2012), ‘Insta-Rich: $1 Billion for Instagram,’ http://online.wsj.com/article/SB10001424052702303815404577333840377381670.html
4. Ann Inc., http://anninc.com/
5. Urban Outfitters, http://www.urbanoutfitters.com/urban/index.jsp
6. Mark Jacobs, http://www.marcjacobs.com/   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย