Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2539
มนู ศีตะจิตต์ จะฟิตแค่ไหนก็ขอเป็นที่ 2 ตลาดเมลามีนไทย             
 


   
search resources

มนู ศีตะจิตต์
Chemicals and Plastics
มาลาเคมี อุตสาหกรรม,บจก.




"เราเริ่มให้ความสำคัญกับการตลาดมากขึ้น ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแรกที่เราเริ่มวางแผนด้านการตลาด และปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่เราจะทำอย่างต่อเนื่อง" เป็นประโยคที่มนู ศีตะจิตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัทมาลาเคมี อุตสาหกรรม จำกัด กล่าวในงานแถลงข่าว "ปีแห่งความพัฒนาความเป็นสากลยุคใหม่"

เบื้องหลังการกำหนดในปีนี้เป็นปีแห่งความพัฒนาการเป็นสากล เพราะมาลาเคมีฯ มีแผนที่จะสร้างความพร้อมในเรื่องการจัดการสมัยใหม่ เพื่อรองรับแผนการรุก ในยุคที่ตลาดผลิตภัณฑ์ภ่ชนะเมลามีนที่มีการแข่งขันสูงขึ้น

มาลาเคมีฯ นับเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีนเมื่อปี 2504 โดยนายแพทย์มาลา ศีตะจิตต์ ด้วยพนักงานเริ่มต้นเพียง 20 คนภายใต้ชื่อ มาลาพลาสติก

แม้ในปี 2524 มาลาเคมีฯ จะเริ่มขยับปรับภาพตัวเองจากธุรกิจครอบครัวด้วยการให้บริษัท รอสตี้ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเมลามีนรายใหญ่ที่สุดในยุโรปจากเดนมาร์กเข้าร่วมทุนถือหุ้นและเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท มาลาเคมี อุตสาหกรรม จำกัด

แต่กว่า 30 ปีที่ผ่านมา มาลาเคมีฯ ยังคงภาพการเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบอนุรักษ์นิยมโดยตลอด มนูยอมรับกับ "ผู้จัดการ" ว่าด้วยวิธีการบริหารในลักษณะนี้แม้ภาชนะเมลามีนยี่ห้อมาลาจะดีมีคุณภาพมากขนาดไหนก็ทำให้ไม่สามารถสู้กับคู่แข่งในตลาดได้

ปัจจุบันตลาดภาชนะเมลามีนในประเทศไทยจึงตกเป็นของบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด ด้วยมาร์เกตแชร์สูงถึงกว่า 60% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีนของมาลาเคมีฯ มีตำแหน่งเป็นแชมป์อันดับ 2 ครองส่วนแบ่งตลาด 25%

มาลาเคมีฯ ตั้งเป้าหมายที่จะมีตัวเลขการเติบโตด้านยอดขายระยะยาว 15% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถขยับตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 770 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาบริษัททำยอดขายได้ 660 ล้านบาท คิดเป็นยอดขายเพิ่มขึ้น 100 ล้านบาท

โดยมีทิศทางชัดเจนในส่วนของความต้องการในการที่จะขยายตลาดในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นกว่ายอดขายในต่างประเทศ ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายระหว่างตลาดในประเทศและต่างประเทศคือ 75% และ 25%

สาเหตุที่ทำให้มาลาเคมีฯ เน้นการขยายตลาดภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เป็นเพราะมนูเชื่อมั่นว่าศักยภาพการเติบโตของตลาดภาชนะเมลามีนในไทยยังมีควงามแข็งแกร่งและยังไม่อิ่มตัว ขณะเดียวกันกลับพบว่าสถานการณ์ของธุรกิจเมลามีนทั่วโลกกลับมีตัวเลขถดถอยลง

"เราคงจะพยายามรักษาสัดส่วนตัวเลขยอดขายในตลาดต่างประเทศไว้ที่ 25% และหันกลับมาให้ความสนใจในส่วนของการขยายตลาดภายในให้มากขึ้น" มนูกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ขณะนี้มาลาเคมีฯ มีตลาดหลักอยู่ในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น

ทิศทางการเติบโตระยะยาวด้วยตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% เป็นเหตุผลที่ทำให้มาลาเคมีฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์เข้ามารุกสร้างยอดขายภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนในส่วนของตัวเลขการเติบโตในตลาดต่างประเทศที่ปัจจุบันไม่สามารถขยับขยายได้มากกว่าเดิม

การปรับทิศทางหันมาเน้นขยายตัวเลขยอดขายตลาดในประเทศนั้น มนูทราบดีว่าหากมาลาเคมีฯ ยังคงใช้สไตล์การบริหารที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคต้น มาลาเคมีฯ จะไม่สามารถขยับยอดขายได้มากขึ้น ขณะที่คู่แข่งซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในขณะนี้ใช้การตลาดสมัยใหม่เข้ามาสร้างความได้เปรียบได้มากกว่า ปัจจุบันสำหรับกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีนในไทย มาลาเคมีฯ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10%

เอนกลาภ สุทธินันท์ คือมืออาชีพที่มนูทายทามเข้ามาเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ช่วยเหลืองานในฐานะที่ปรึกษาด้านการตลาดเป็นครั้งแรก เป้าหมายของมนูคือ ต้องการที่จะมอบหมายให้เอนกลาภเข้ามาเป็นตัวจักรสำคัญในการปรับระบบการขาย และทีมงานฝ่ายขายในส่วนของตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพแข็งแกร่ง และสอดคล้องกับทิศทางการรุก

"เรายอมรับว่ามาลาเคมีฯ ขายของไม่เก่ง โฆษณาไม่เป็น เอนกลาภเข้ามาเพื่อขายผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีนโดยเฉพาะ ปีนี้คงจะเป็นการปูพื้นฐานให้แข็งแกร่ง ถ้าจะขยายตลาดอย่างน้อยที่สุดเราต้องมีช่องทางจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ" มนูกล่าวถึงเบื้องหลังการเปิดประตูรับมืออาชีพ

"งานหลักที่ผมได้รับมอบหมายก็คือการมองภาพรวมในส่วนของงานขายทั่วประเทศ เพื่อหาโอกาสในการพัฒนาในส่วนช่องทางจำหน่ายและปรับระบบการทำงานของทีมให้สอดคล้องเป็นหลัก" เอนกลาภกล่าวพร้อมกับบอกว่าเป็นครั้งแรก ที่เขาได้เข้ามาดูแลงานในส่วนของงานด้านการตลาดและการขาย โดยเฉพาะส่วนของช่องทางจำหน่าย เพราะที่ผ่านมาจะรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษางานบริหารทั่วไปให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่ง

เขากล่าวว่าคงจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษาระบบการขายของมาลาเคมีฯ อีกประมาณ 2 เดือน จึงจะเริ่มมีการปรับทีมงานด้านการขาย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เอนกลาภกล่าวว่า โดยศักยภาพของมาลาเคมีฯ ผนวกกับความต้องการในส่วนของผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีนที่มีอยู่สูงแล้ว โอกาสที่จะขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ เพิ่มจากเดิมซึ่งเน้นเพียงการกระจายสินค้าตามห้างสรรพสินค้ายังมีอีกมาก

โดยเฉพาะการนำระบบขายตรงเข้ามาใช้ หรือการรุกเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นชมรม สหกรณ์ สมาคม หรือสโมสร ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเหล่าบรรดาแม่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรงของสินค้าประเภทนี้ และการจำหน่ายผ่านบัตรเครดิต ตลอดจนการเจาะตลาดสินค้าพรีเมียม

จะเห็นได้ว่าจากนโยบายการมุ่งพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ เน้นความทันสมัยสไตล์ยุโรปและญี่ปุ่น เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่การออกแบบให้นอกเหนือจากเป็นของใช้ยังสามารถเป็นของประดับตกแต่ง ด้วยการร่วมงานกับดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์กและกราฟิกดีไซเนอร์ชาวแคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น น่าจะเป็นจุดแข็งที่สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีน "มาล" เพิ่มโอกาสในการขยายช่องทางจำหน่ายสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

"แม้จะมีนโยบายขยายยอดขายตลาดในประเทศ แต่ผมต้องยอมรับว่า ศรีไทยซุปปเปอร์แวร์เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง การที่จะไปแย่งมาร์เกตแชร์จากเขาเป็นเรื่องลำบาก เราคงเน้นการขยายตลาดของเราเองโดยหวังว่าภายใน 3 ปี เราจะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นอีก 5%" มนูกล่าวด้วยน้ำเสียงยอมรับจุดแข็งของคู่แข่ง

จากประโยคตอนท้ายของมนู ศีตะจิตต์ แม้ออกจะฟังแล้วเป็นนักธุรกิจที่มักน้อยมีบุคลิกถ่อมตน แถมยังสืบทอดความเป็นนักอนุรักษนิยมตั้งแต่ครั้งรุ่นคุณพ่อไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมาถึงตรงนี้ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ในการบริหารงานเชิงธุรกิจแล้ว มาลาเคมีฯ ในยุค 2 จะหยุดความพอใจแค่ตำแหน่งแชมป์อันดับ 2 ในตลาดผลิตภัณฑ์ภาชนะเมลามีนจริงหรือ?

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย