Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2546








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2546
Q&A เมทินี กิ่งโพยม             
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข
 

   
related stories

Exclusive ครั้งแรกของ "ลูกเกด" เมทินี กิ่งโพยม บนปกนิตยสารผู้จัดการฉบับล่าสุด "Beauty Asset Management"
Beauty Asset Management
อมาตย์คู่สร้างลูกเกด Erotic Image Maker
Before & After Fashion’s Diva
เมื่อลูกเกดพากย์ “ยกต่อยก” Boxing’s Passion + Value
Exclusive 35 วันกับลูกเกด

   
search resources

เมทินี กิ่งโพยม




เมทินี กิ่งโพยม มีความฝันอยากจะเป็นนางแบบตั้งแต่วัยรุ่น เธอเกิดและเติบโตที่สหรัฐอเมริกา พ่อเป็นนักดนตรีไทย แยกทางจากแม่เมื่อเธออายุ 10 ขวบ เมทินีต้องใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบ และหาโอกาสทำงานหาเงินตั้งแต่เด็กเสิร์ฟ พนักงานขายในห้าง แคชเชียร์ จนกระทั่งได้พบป้ารุ่งฤดี แพ่งผ่องใส นักร้องในห้องอาหารไทยที่พ่อทำงาน ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไปหลังจากเป็นมิสไทยแลนด์เวิลด์ 1992 และก้าวสำคัญสู่เส้นทางนางแบบมืออาชีพในที่สุด

ผู้จัดการ > คุณมีงานทั้งพิธีกร โฆษณา งานแสดง เดินแบบ และเป็นเจ้าของกิจการด้วย อะไรคืองานที่ fulfill ชีวิตคุณมากที่สุด
เมทินี > แน่นอน...งานเดินแบบและงานแสดงมัน fulfill เกด แต่ที่ไม่ fulfill คืองานธุรกิจ เพราะว่าเกดไม่ได้จบมาทางด้านธุรกิจ ก็เลยรู้สึกว่า แทนที่เราจะรู้มากกว่า มันก็รู้แค่นี้ เราอยากจะบริหารอะไรที่มันดีกว่านี้ เก่งกว่านี้ ดังนั้นเกดเลยรู้สึกว่าไม่ fulfill เท่าไร เหมือนเป็นปลาตัวเล็กๆ ใน big bowl ต้องพึ่งคนอื่น อันนี้ถือว่าเป็น fault ของเกดเอง เพราะเกดไม่ได้เรียนต่อและไม่จบคอลเลจ

ผู้จัดการ > คุณอยากเรียนต่อไหม?
เมทินี > จริงๆ เกดคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีมากๆ แต่ก็ต้องโทษตัวเองค่ะ เพราะตอนนั้นเกดอยู่ในช่วงงานเต็มมือ และน้องชายสามคนก็ยังเล็กอยู่ เกดต้องช่วยคุณแม่ส่งเสียน้องเรียน ห่วงอนาคตเขา เราไม่ได้นึกถึงอนาคตตัวเอง ถ้ามีโอกาสเรียนก็เรียน เพราะมันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Knowledge is the best thing แน่นอนอยู่แล้ว

ผู้จัดการ > โดย value ของคุณแบบนี้ ธุรกิจของคุณจะดำเนินอย่างไร
เมทินี > เกดบอกได้เลยว่าธุรกิจของเกดนี่ Base on the popularity สมมติใครไม่รู้มาเปิด juice bar จะไม่มีใครสน แต่เพราะเกดเป็นเมทินี กิ่งโพยม เขาก็สนใจว่า ลูกเกดดื่มนี่หรือถึงสวย เอ๊ะ..ลองดีกว่า เกดก็คิดว่าโชคดีมากๆ ที่มาตรงนี้ได้ และคิดว่า Popularity leads to other and better things.

ผู้จัดการ > คุณมองว่าโอกาสที่มานั้นเกิดจากสร้างมันขึ้นมาหรือไม่?
เมทินี > Mostly by luck คือค่อนข้างมาเอง พวกพี่ๆ อาจจะเห็นว่าเกดขยันและจริงจังกับงานก็เลยหางานให้ เกดจะรับเล่นละครปีหนึ่งประมาณ 2 เรื่องเท่านั้นเอง อย่างปีนี้ก็มีเรื่องเมืองมายาแล้ว ต่อด้วยเรื่องของพี่ไก่อีกเรื่อง แต่ชื่อยังไม่ชัวร์ ส่วนหนังใหญ่ก็เพิ่งถ่ายไป เรื่องจังหวัดที่ 77 ของพีท ทองเจือ สำหรับงานพิธีกรตอนนี้เหลือสองรายการคือ ชิงฝันปั้นดาวและพากย์มวย และจะมีรายการใหม่ของไอทีวีเข้ามา แต่บางช่องเราก็ปฏิเสธเขาไป ทำไม่ไหว เพราะงานพิธีกรเป็น long term เกดอยากมีเวลาไปหาแม่บ้าง ดังนั้นเกดไม่พยายามรับรายการมาก ตั้งแต่เกดเข้ามาในวงการปี 1992 เกดมีรายการทีวีมาตลอด ถูกยุบบ้าง ยังอยู่บ้าง

ส่วนมากเกดจะไม่รับงานเดี่ยวๆ ตามงานต่างๆ เพราะเกดจะกังวลอ่านชื่อคนผิด มันจะดูไม่ดีสำหรับเรา ไม่อยากทำให้ตัวเองดูไม่ดี

ผู้จัดการ > คุณอ่านเขียนภาษาไทยได้ไหม?
เมทินี > เกดเขียนไม่ได้แต่อ่านได้ เมื่อก่อนเกดเล่นละครจะพูดช้าๆ เหมือนฝรั่งพูดไทยเลยค่ะ อ่านสคริปต์เหมือนอ่านคาราโอเกะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเพราะเกดใช้วิธีฝึกอ่านป้าย ซึ่งเป็นวิธีที่เกดชอบมาก มันช่วยด้านภาษาไทยเกดเยอะมาก พี่ๆ เพื่อนๆ ก็ช่วยแก้และแปลให้ฟัง

ผู้จัดการ > แล้วงานพากย์มวยล่ะ?
เมทินี > มาจากพิม (ซอนย่า คูลลิ่ง) เขารู้จักนายสนามมวย และกำลังหาพิธีกรสองคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เกดกับพิมไปเรียนกันกับครูมวย และเกดก็หาหนังสือมวยอ่านและดูวิดีโอด้วย เพราะถ้าไม่เรียนจะไม่รู้ว่าทางมวยมีเตะกี่ท่า หมัดกี่ท่าอย่างไร และศัพท์ฝรั่งก็ไม่เหมือนไทย ท่าเตะสูงเรียก High kick หรือจระเข้ฟาดหางเรียก reverse kick และในเมืองนอกเขาชกมวยไทย กรรมการห้ามมวยจะไม่ใช้คำว่า Stop แต่จะใช้คำว่า "หยุด" หรือ "ชก" เป็นศัพท์ไทยๆ เลย

ผู้จัดการ > ร้าน juice bar ของคุณขายดีมากที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส คุณมองกระแสตอบรับเรื่องสุขภาพนี้อย่างไร
เมทินี > เกดว่า Look ที่เรียกว่าต้องผอมมากๆ ยุคนั้นมันหมดแล้ว ตอนนี้จะเป็น Look ของ Healthy ซึ่งคนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าที่อเมริกาและแพร่มาที่เอเชีย ถ้าดูที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 2 หมื่นคน มีทั้งวัยรุ่น แม่บ้าน เด็กๆ

เกดเชื่อว่าเกดเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาพูดและออกกำลังกายจริงจัง อย่าง body combat เมื่อก่อนแทบไม่มีคนเต้นเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีที่จะเต้นหรือเตะเลย

นอกจากนี้เกดเดินทางไปเห็นที่เมืองนอก อเมริกา ออสเตรเลียมา เห็นเขาดื่มน้ำผลไม้ smoothy กันทุกคน ก็เลยเห็นว่านี่เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและน่าเปิดร้านกัน มันเกิดจากไอเดียของเกด เกดก็ไปหาที่เช่า ก็คุยกับเจ้าของที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนส และปรึกษาพี่ปู (อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์) ซึ่งมีเพื่อนเยอะ ก็เลยได้หุ้นส่วนซึ่งมีฝีมือทำเบเกอรี่ เปิดร้านที่ใต้ถุนตึกแกรมมี่ และสยามสแควร์ซอย 1 และ 2 แต่ตอนนี้ก็เลิกไปหมดเพราะไม่คุ้มทุน จึงเหลือแต่ที่แคลิฟอร์เนียฟิตเนสแห่งเดียว ซึ่งเกดจะใช้ชื่อใหม่ว่า Metinee's juice bar พอดีเมเจอร์เขา merge กับที่นี่ ก็เลยคิดว่าจะไปเปิดกับเขาด้วย ระหว่างนี้เกดก็เก็บตังค์ แต่ที่แน่ๆ เกดจะไปที่สยามพารากอน เพราะแคลิฟอร์เนียฟิตเนสจะไปเปิดที่นั่น คราวนี้เราจะทำแบรนด์ให้ชัดเลย

ผู้จัดการ > ในช่วงสิบปี ไฟในการทำงานของคุณยังแรงได้อยู่ อย่างไร?
เมทินี > ไฟของเกดยังไม่หมด แต่ว่าความคิดเปลี่ยนและเดี๋ยวนี้เกดเริ่มปฏิเสธงานบ้าง ก่อนนี้ถ้าชอบทำอะไรก็รับหมด แต่ตอนนี้เริ่มหาเวลาให้ตัวเองมากขึ้น

ผู้จัดการ > เป็นเพราะว่าน้องๆ เริ่มเรียนจบหางานทำบ้างแล้ว?
เมทินี > ใช่ค่ะ อย่างตอนนี้น้องไมค์ปีนี้ก็จบแล้ว ก็เลยคิดว่าเขาโตแล้ว เกดก็เลยมีเวลาพอจะมาโฟกัสที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง แต่คิดว่าจะ settle and complete เมื่อเกดสร้างบ้านเสร็จ เมื่อก่อนนี้จะปวดหัวเรื่องน้องชาย แต่ตอนนี้ฟังจากเพื่อนๆ ท่าทางสร้างบ้านจะปวดหัวมากกว่า

ผู้จัดการ > ตอนนี้อายุ 31 แล้วคิดวางแผนชีวิตอย่างไร
เมทินี > เกดเคยคิดว่า ชีวิตนี้เราอาจจะไม่เกิดมาเพื่อแต่งงานก็ได้ Born to be married แต่ถามว่าถ้าได้แต่งงานแล้วอยากมีลูกไหม? ก็อยากแน่นอนอยู่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน เราถามตัวเองว่า จะต้อง the same things ผ่านทุกอย่างเหมือนที่เคยทำให้กับน้องอีกเหรอ? ถึงแม้น้องชายเกดไม่ใช่ลูกเกด แต่เกดก็เลี้ยงเขาเหมือนลูกเกดมีวิธีการพูดกับน้องสไตล์แบบแม่ไม่ใช้จิตวิทยา บางทีเกดหนักและเหนื่อยจากงาน ก็หงุดหงิดไปลงที่น้องไมค์หมด แต่เวลาเกดดุ เกดก็สปอยล์เขาเหมือนกัน เดี๋ยวดุเดี๋ยวสปอยล์ ถ้าถามน้องๆ จะบอกว่าเขากลัวเกดมากกว่ากลัวแม่อีก

ผู้จัดการ > คุณแม่คุณมีส่วนอย่างไรที่ทำให้คุณเป็นคนแบบนี้?
เมทินี > เกดคิดว่าความแข็งแรง และความไม่ยอมแพ้หรือยอมง่ายๆ นี่มาจากคุณแม่ แต่ความขยันตั้งใจและอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น เกดไม่อยากบอกว่ามาจากคุณพ่อ แต่มาจากเหตุการณ์ที่คุณพ่อทำไว้ หลังจากเลิกกับคุณแม่แล้ว เราเห็นว่าคุณแม่เลี้ยงลูกมาคนเดียว ภาษาก็ไม่เก่ง แล้วยังต้องทำงานเลี้ยงลูก ซื้อข้าวของมันก็มีบางวันที่เงินไม่พอจะจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ ค่าน้ำ มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่พักหนึ่ง

แม่เกดเคยสอนไว้ว่า เราไม่ต้องพึ่งผู้ชาย ถ้าอยากได้อะไรต้องทำเอง เกดก็เลย grow up กับอันนี้อยู่ตลอดเวลา เกดคิดว่าจะสร้างบ้านของเกดเองและเอาแม่มาอยู่ด้วย คนที่เกดจะแต่งงานด้วยก็ต้องมาอยู่กับเกด ตอนนี้เกดอยากจะมีบ้านที่มีพื้นที่ของตัวเอง เปิดประตูออกมาเห็นต้นไม้ที่เกดปลูก บ้านของเกดจะมีลูกและหลานของเกดอยู่ด้วย เกดรักครอบครัวมากๆ ค่ะ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย