Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2546








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2546
1+1 ต้องมากกว่า 2             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์
 


   
www resources

บริษัทหลักทรัพย์ เอบีเอ็น แอมโร เอเชียโฮมเพจ

   
search resources

แอสเซท พลัส, บล.
เอบีเอ็น แอมโร เอเซีย
ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
อุดมศักดิ์ ชาครียวณิชย์




การประกาศรวมกิจการกันของ บล.เอบีเอ็น แอมโร เอเชีย และ บล.แอสเซ็ท พลัส เป็นการบ่งบอกแนวโน้มที่แจ่มชัดว่า ก่อนถึงเดือนมกราคม 2548 บริษัทหลักทรัพย์ในระบบทั้งหมดจะต้องลดน้อยลงเหลือไม่ถึง 37 แห่ง

ลูกค้าที่เทรดหุ้นอยู่กับโบรกเกอร์เบอร์ 8 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอบีเอ็น แอมโร เอเชีย (AST) น่าจะพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับทราบว่าโบรกเกอร์ที่เขาใช้อยู่ กำลังมีแผนจะควบรวมกิจการกับ บล.แอส เซ็ท พลัส (ASSET) เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสในการทำกำไรให้เขาเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยได้รับจากการเทรดหุ้นในกระดานเป็นหลัก โดยจะได้รับกำไรจากสิทธิในการซื้อหุ้นจอง (Initial Public Offering : IPO) เข้ามาอีก

"การรวมกิจการกันของเรา จะเป็นลักษณะ 1+1 ที่มีผลลัพธ์มากกว่า 2" ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร ASSET ประกาศในวันแถลงข่าวการควบรวมกิจการ เมื่อต้นเดือนก่อน

ทั้ง AST และ ASSET ต่างมีจุดเด่นในการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน AST มีความโดดเด่นในเรื่องการเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น ครองส่วนแบ่งตลาดมูลค่าการซื้อขายหุ้นบนกระดานเป็นอันดับ 2 รองจาก บล. กิมเอง

ส่วน ASSET ถือเป็น บล.ที่มีความชำนาญเรื่องการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาด ครองส่วนแบ่งการเป็นที่ปรึกษาในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น IPO ถึง 57% เป็นอันดับ 1 ของ บล.ที่ทำธุรกิจ นี้ทั้งระบบ

ที่สำคัญคือหุ้น IPO ที่ ASSET เป็นที่ปรึกษาและแกนนำในการอันเดอร์ไรต์ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ถูกจัดให้เป็นหุ้นบลูชิป และเมื่อหุ้นตัวนั้นได้เข้ามาซื้อขายในตลาดแล้ว โอกาสที่ลูกค้าซึ่งได้สิทธิ์ในการซื้อหุ้นจะได้รับกำไร มีมากกว่าขาดทุน

ขณะที่ AST แม้จะเป็นโบรกเกอร์รายใหญ่ มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายมากกว่าเดือนละ 10% แต่ธุรกิจนี้ก็กำลังจะพบกับจุดปรับเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำลังจะยกเลิกการกำหนดอัตราค่านายหน้าขั้นต่ำในเดือนมกราคม 2548

นโยบายนี้จะมีผลทำให้ บล.ที่เน้นแต่ธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2543-2544 ซึ่งมีผลให้หลายบริษัทต้องขายใบอนุญาตทิ้ง แล้วหันไปทำธุรกิจอื่น

AST ก็ไม่แตกต่างจากบริษัทเหล่านี้ เพราะทุกวันนี้รายได้หลักของ AST คือค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ ทางออกที่ดีที่สุดของ AST หากไม่รีบหาธุรกิจอื่นทำเพิ่ม เพื่อกระจายสัดส่วนรายได้ ก็ต้องหาพันธมิตรใหม่ ที่จะสามารถช่วยเสริมธุรกิจซึ่งกันและกัน

AST เลือกประการหลัง

การรวมกิจการกันของ AST และ ASSET มีสะพานเชื่อมสำคัญอยู่ 2 จุด

จุดแรก ทั้ง AST และ ASSET มีธนาคารกรุงเทพ และคนในตระกูลโสภณพนิช ร่วมเป็นผู้ถือหุ้น โดย AST นั้น ธนาคารกรุงเทพถืออยู่ในสัดส่วน 9.95% นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอเซียเสริมกิจ โฮลดิ้ง คัมปะนีของตระกูลโสภณพนิช ถืออยู่อีก 10.28% ชาตรี โสภณพนิช พ่อของชาลี โสภณพนิช ประธานกรรมการ AST ถืออยู่ 2.13% และสิริญา โสภณพนิช 2.05% ไม่นับรวมบัณฑร ลิ้วประเสริฐ คนเก่าคนแก่ของชาตรี ที่มีส่วนถือหุ้นอยู่ด้วย 0.88%

ส่วน ASSET มีธนาคารกรุงเทพ ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 7.50% และตัวของชาตรีก็ยังถือหุ้นในนี้ด้วย 8.22%

การเจรจาตกลงที่จะรวมกิจการกันในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงไม่น่าเป็นปัญหา โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ ที่ย่อมต้องมองเห็นถึงอนาคตของ AST ภายหลังเดือนมกราคม 2548 อย่างแจ้งชัดแล้ว

สะพานเชื่อมจุดที่ 2 น่าจะอยู่ที่ตัวของ ดร.อุดมศักดิ์ ชาครียวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ ASSET

"จุดเริ่มต้นของการควบรวมกิจการกันครั้งนี้ เกิดจากการพูดคุยกันของผู้บริหาร ของทั้ง 2 บริษัท และเห็นพ้องต้องกันถึงแนวทางนี้" เป็นคำตอบของ ดร.ก้องเกียรติ ต่อคำถามของผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่ถามในวันแถลงข่าวว่า Deal นี้ระหว่าง AST กับ ASSET ใครเป็นผู้เริ่มต้นชักชวนกันก่อน

ดร.อุดมศักดิ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับดร.ก้องเกียรติ ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งใน ASSET เขาเคยเป็นรองประธาน บริหารอาวุโส ของบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STECON)

แต่ก่อนที่ ดร.อุดมศักดิ์จะเข้าไปทำงานใน STECON เขาเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ให้กับ AST ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเพียง บล.เอเชีย อยู่ถึงกว่า 3 ปี ทำหน้าที่ดูแลลูกค้าเทรดหุ้นที่เป็นนักลงทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาวะการซื้อขายหุ้นขณะนั้นในแต่ละวัน ในนาม บล. เอเชียกับผู้สื่อข่าว

การรวมกิจการกันครั้งนี้ใช้ลักษณะ ที่ให้ AST เป็นผู้เข้าไปซื้อ ASSET โดยการแลกหุ้น ผู้ถือหุ้นของ ASSET 1 หุ้น สามารถ แลกเป็นหุ้นของ AST ได้ 1.083333 หุ้น และหลังจากการรวมกิจการ มูลค่าของ AST จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 12,000 ล้านบาท

ส่วนโครงสร้างการบริหาร ชาลี โสภณพนิช จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (Chairman) ดร.ก้องเกียรติเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ประทีป ยงวณิชย์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการ ดูแลธุรกิจหลักทรัพย์ ดร.อุดมศักดิ์เป็นกรรมการผู้อำนวยการ ดูแลธุรกิจวาณิชธนกิจ

ถือเป็นโครงสร้างของบริษัทหลักทรัพย์ที่สามารถทำธุรกิจได้อย่างครบวงจร ทั้งทางด้าน Trading และ Investment Banking ที่มีทั้งธนาคารกรุงเทพ และธนาคาร ABN Amro คอยหนุนหลัง

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย