Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2546








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2546
เมืองหมาหอน (2)             
โดย ธีรัส บุญ-หลง
 





นอกจากเสียงหมาป่าหอนจนคนนอนกันไม่หลับแล้ว ทุกคนก็สนุกสนานกับงาน ภูมิประเทศอันสวยงามและอาหารอันเลื่องชื่อของ Umbria เป็นอย่างมาก แถบ Campi นั้นมี White Truffle ที่เลื่องชื่อ เห็ด Truffle นี้ถือเป็นอาหารชั้นสูงที่เห็ด Truffle นั้นจะหาได้ยากมาก มีเพียงไม่กี่ที่ในอิตาลีที่จะปลูกได้ ที่เขานิยมทานกันก็คือ Ravioli ยัดไส้ Truffle หรือไม่ก็ Pasta ต่างๆ นำมาผัดกับ White Truffle

มีกระทั่งไวน์ Truffle ขาย หรือไม่ก็ไส้กรอก Salami ยัดไส้ Truffle ทุกคนจึงอิ่มหมีพีมันกันอย่างมาก

ระยะเวลาที่อยู่ Umbria นั้น คณะ NDT ได้ไปตรวจสอบอาคารโบราณ ถึง 3 เมืองด้วยกันคือ Campi Castelloco (ปราสาทน้อย) และเมือง Roccanolfi โดยเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยในช่วงแรก แต่หลังจากที่หมาหอน จนคนในคณะนอนไม่หลับ จึงได้ย้ายไปอยู่ที่ Camp Site (ที่มีบังกะโลอยู่นะครับไม่ได้มีเต็นท์ให้กางอย่างเดียว) ใกล้ ๆ แถวนั้น

ขั้นตอนของการทำงานของแต่ละที่นั้นคล้ายกันก็คือ

1) วาดว่าประตูหน้าต่างอยู่ตรงไหน ในแต่ละสิ่งก่อสร้างในตัวเมืองแล้วนำมาเปรียบเทียบกับภาพวาดในอดีต ดูลักษณะของประตูหน้าต่างแล้วเขียนคำแนะนำไปว่าคิดว่าสร้างในสมัยใด มีการปรับเปลี่ยนแบบอย่างไร

สัญลักษณ์ต่างๆ นั้นได้บ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาของตึกเหล่านั้น เช่น ถ้ามีการแกะสลักรูปกรรไกรลงบนหินตรงประตูนั้นหมายความว่าที่นั้นเคยเป็นร้านตัดผมมาก่อน การมีรูปไม้กางเขนกับตัวอักษร H กับ S หมายความว่าเป็น House of Lord ช่วงศตวรรษที่ 15

2) วาดรอยแตกในตึก

3) ทำ Transparency Test โดยใช้ NDT นี่คือวิธีการหาว่าวัสดุอะไรอยู่ในกำแพงบ้าง นอกจากนั้นยังหาได้ว่ากำแพงมีรอยร้าวข้างในอย่างไร

วิธีทำคือ การสร้างโมเดลบนกำแพงแล้วใช้ค้อนตีบนจุดต่างๆ ที่โมเดลสร้างไว้ โดยมีตัวรับสัญญาณอยู่ที่ฝั่งหนึ่งของกำแพง โดยได้ต่อไว้กับคอมพิวเตอร์ที่จะแปลงสัญญาณมาเป็นกราฟ ที่สามารถใช้หาได้ว่ากำแพงในรูปของสามมิตินั้นเป็นอย่างไร

4) ทำ Flat jack test : ในกรณีที่ใช้วิธีนี้หมายความว่าเราต้องการรู้ว่าตึกนั้นจะอยู่ไปได้นานเท่าไร ควรจะซ่อมแซมที่รากฐานตึกหรือไม่ ไม่ควรจะทำในตึกที่กำลังจะพังอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องใช้เครื่องตัดหินไปตัดหินประมาณ 1-2 ก้อนแล้วใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ เพื่อดูว่าน้ำหนักข้างบนลงมาเท่าไร แล้วตึกจะทรุดลงไปเท่าไรในแต่ละปี

ระหว่างการทำ flat jack ครั้งหนึ่ง คณะ NDT ก็ได้พบเจอกับรูปสีบนฝาผนังโบสถ์อายุราว 500 ปี ก่อนทำ flat jack จะต้องขูดสีบนโบสถ์เพื่อดูว่ามีอะไรอยู่บนกำแพงบ้าง ถ้าเจอภาพบนฝาผนังจะต้องเปลี่ยนที่ทำ flat jack ทันที เพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสมบัติของชาติซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับการถูกทำลาย

ทั้ง 3 เมืองที่กล่าวมา มีประวัติที่น่าสนใจในตัวของมันเองอย่าง Castelloco (เมืองปราสาทน้อย) นั้นมีชื่อเรียกโดยคนใน Umbria "เมืองแม่มด" เมืองนี้โดยปกติตั้งแต่ ค.ศ.1500 แล้ว แทบจะไม่มีผู้ชายอยู่ในเมืองเลย ผู้หญิงในเมืองนี้บางทีก็โดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ที่ไม่มีผู้ชายอยู่ในเมืองนั้นก็เป็นผลมาจากภูมิประเทศที่เหมาะกับการเลี้ยงแกะ มากกว่าการปลูกพืชพันธุ์ทำการเกษตร ผู้ชายส่วนมากจะอยู่กับแกะในที่พัก บนภูเขากว่าจะกลับบ้านก็ดึก หน้าร้อนก็พาแกะไปเที่ยวเล่นบนภูเขา เอาเป็นว่าคนที่นี่เขาสนใจทำงานดูแลแกะมากกว่าอยู่กับภรรยานะครับ กว่าจะกลับบ้านมาก็เหนื่อย จึงไม่ค่อยจะมีลูกกัน ประชากรที่นี่ที่ว่าน้อยจึงน้อยลงไปเรื่อยๆ ถึงตึกรามบ้านช่องจะไม่โดนทำลายไปมากเท่า แต่ก็มีคนอยู่แค่ 2-3 ครอบครัวเท่านั้น เด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ ก็ไปทำงานในเมืองกันหมด คนแก่ผู้ชายก็เลี้ยงแกะไป มีแต่ผู้หญิงชราอยู่ในหมู่บ้าน ที่แทบจะไม่มีการดูแลจึงดูโทรมมากพอสมควร

เมืองอีกเมืองคือ Roccanolfi สูง 775 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีตึกสูง (Tower) โดยรอบสองตึกขนาบช่วงปราสาทยุคกลางที่มีทางเดินใต้ดิน ที่นี่มีตำนานครับ Countess Nolfe ได้ทิ้งพระราชาของเมือง S.Vito แล้วจึงสร้างปราสาทที่จะสามารถบดบังสายตาเธอจากพระราชา เรียกว่าเกลียดจนไม่อยากเห็นกันเลยว่างั้นเถอะครับ

เมือง Roccanolfi โดนทำลายโดยแผ่นดินไหวไปเยอะมาก จึงเป็นเมืองที่มีครอบครัวเดียวหลงเหลืออยู่ บ้านเมืองนี้ดูแข็งแกร่งจากภายนอก แต่ความจริงนั้น มันสามารถจะล้มพังลงมาเมื่อไรก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเมืองที่คนนิยมไปท่องเที่ยวกัน เนื่องจากสถาปัตยกรรมที่ดูแล้วค่อนข้างจะคลาสสิกกับแผนโปรโมตการท่องเที่ยวที่มีแม้แต่เสื้อยืด Roccanolfi คาดว่าหลังจากซ่อมแซมเมืองเสร็จเมืองนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์ไปก็ได้ เนื่องจากรัฐได้สรรหานายทุนมาดูโอกาสที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะมีพิพิธภัณฑ์กับโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ ครับ ไม่แน่ในอนาคตผมอาจจะกลับมาที่นี่ในฐานะนักท่องเที่ยวและมาพักในตึกที่ผมเคยทำ Research อยู่ก็ได้ แล้วพบกันใหม่นะ Umbria

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย