Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2529








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2529
โรงงานนมผงในประเทศ : อุตสาหกรรมที่ทำให้นมไทยไม่ต้อง "บูด"             
 


   
search resources

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - บีโอไอ
Dairy Product




คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศที่โตขึ้นมาได้ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะนมผงเลี้ยงทารกที่เราต้องสั่งเข้ามาจากเมืองนอกเป็นเวลาหลายปีแล้ว และอีกไม่นานนี้เด็กไทยจะได้มีโอกาสลิ้มรสนมผงที่ผลิตมาจากเมืองไทยกันบ้าง และเมื่อนโยบายของรัฐเปลี่ยนไปอย่างนี้ ร้อนถึงบริษัทสั่งเข้านมผงยี่ห้อต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมะลิหรือเนสเล่ย์ก็ต้องรีบเปลี่ยนฐานจากการสั่งเข้ามาเป็นตั้งโรงงานผลิตนมผงภายในประเทศกันอุตลุด...

หลังจากที่ตกเป็นข่าวครึกโครมมาเมื่อปีที่แล้วเรื่องนมดิบล้นตลาด เพราะบริษัทเอกชนไม่ยอมรับซื้อนมดิบไปผลิตนมพร้อมดื่น จนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบนมดิบในประเทศ ต้องกลายเป็นพ่อค้าจำเป็นวิ่งเร่ขายนมดิบเกือบ 3 พันตันให้หมดสต็อคชนิดหืดขึ้นคอแล้ว (โปรดอ่าน "ผู้จัดการ" เล่มที่ 27 ) ล่วงเข้าปีนี้สถานการณ์ก็พลิกกลับ บริษัทเอกชนทั้งหลายต่างแย่งกันซื้อนมดิบกันเพื่อที่จะนำไปป้อนโรงงานนมผงที่จะอนุมัติให้ตั้งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

จากนมที่เคยทำท่าว่าจะ "บูด" ก็ได้กลายเป็นนมที่หอมมันกันอีกครั้ง

ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 นั้นมีนโยบายให้เร่งการผลิตนมดิบมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าหางนมผงและมันเนย จึงทำให้นมดิบมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 21.17% ต่อปีในขณะที่ตลาดมารองรับนมดิบภายในประเทศมีเพียงอย่างเดียวคือการผลิตนมพร้อมดื่มซึ่งมีอัตราการเพิ่มช้ามากเพียง 5-7% ต่อปีเท่านั้น

ในตอนนี้ปริมาณนมดิบที่ผลิตได้ในปี 2529 (ตารางที่ 1) มีประมาณ 175.3 ตันต่อวัน ขณะที่ปริมาณการผลิตนมพร้อมดื่มมี 136.9 ตันต่อวัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำนมดิบส่วนเกินประมาณ 38.4 ตันต่อวันและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มเป็น 63 ตันต่อวันในปี 2531 ซึ่งเป็นปริมาณมากพอที่จะสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ ได้

เมื่อมีการคาดการณ์ว่าน้ำนมดิบจะเหลือนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงระดมนักวิชาการทั้งหลายเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ตั้งโรงงานนมผงขึ้นในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานรองรับน้ำนมส่วนที่เหลือนี้เมื่อปี 2526

ทำไมจึงเสนอให้ตั้งโรงงานนมผงเลี้ยงทารกขึ้นทั้งๆ ที่สามารถนำนมดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้มากมาย ในเรื่องนี้ "ผู้จัดการ" ได้สอบถามไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้รับคำชี้แจงคือ

ในขั้นแรกนั้นทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมีความคิดที่จะผลักดันน้ำนมดิบส่วนที่เหลือนี้ให้เข้าไปในอุตสาหกรรมนมข้นเพราะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกงฯลฯ ได้ปีละ 44 ล้านบาท

กรรมวิธีในการผลิตนมข้นนั้นจะใช้หางนมผงเป็นส่วนผสมประมาณ 22% ซึ่งหางนมผงส่วนนี้จะสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ แต่หลังจากมีการพิจารณากันแล้วโครงการนี้ก็ถูกระงับด้วยเหตุผลที่ว่า "สินค้านมข้นนั้นเป็นอาหารของคนชั้นกลางและคนชั้นล่างซึ่งในขณะนี้ถ้าใช้หางนมผงจากนอกมาผลิตจะได้ต้นทุนที่ถูก แต่ถ้าเราผลักดันให้ใช้น้ำนมดิบในประเทศซึ่งมีราคาแพงกว่าแทนจะทำให้ราคานมข้นหวานสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนด้วย" แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรอธิบาย

เมื่อเห็นว่า โครงการนมข้นหวานไม่เหมาะสม ทางที่ประชุมก็หันมาให้ความสนใจตลาดนมผงในประเทศดูบ้างเพราะอุตสาหกรรมนมภายในประเทศส่วนมากจะต้องใช้หางนมผงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการผลิตนมข้น นมพร้อมดื่ม ไอศกรีมเป็นต้น ดังนั้นแต่ละปีประเทศไทยจึงต้องสั่งเข้าหางนมผงเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท แต่ก็มาติดอุปสรรคด้านราคาเพราะ

"ราคาหางนมของต่างประเทศถูกมาก เพราะรัฐบาลของเขาให้เงินช่วยเหลือชดเชย จึงทำให้ราคาถูกและสามารถส่งออกมาดัมพ์ราคาตลาดโลกได้ แต่นมดิบของเรามีราคาแพง ถ้านำไปผลิตหางนมผง แล้วราคาจะต้องสูงกว่ามาก"

ดังนั้นทางที่เหมาะสมที่สุดคือ การตั้งโรงงานนมผง เพราะ

มีการคาดการณ์ว่าต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้าคือปี 2538 (ตารางที่ 1) การนำเข้านมผงธรรมดาและนมผงเลี้ยงทารกจะมีอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 10% ต่อปี และราคานำเข้า (ซี.ไอ. เอฟ.) จะเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี ซึ่งในปี 2538 มูลค่าการนำเข้าจะสูงถึง 4,016.6 ล้านบาท ดังนั้นถ้านำนมดิบส่วนที่เกินไปผลิตนมผงธรรมดาและนมผงเลี้ยงทารกแล้วจะสามารถประหยัดเงินตราได้ถึง 2,797 ล้านบาทในปี 2538 (นมดิบ 8 กิโลกรัมสามารถผลิตเป็นนมผงได้ 1 กิโลกรัม)

และการแปรรูปน้ำนมดิบเป็นนมผงเลี้ยงทารก จะมีผลพลอยได้อีกหลายอย่างตามมาคือ นมผงเลี้ยงลูกโคและลูกสุกรและหางนมผงซึ่งจะนำไปผลิตเป็นนมข้นทั้งชนิดหวานและชนิดจืด ซึ่งนมทั้งสองชนิดนี้มีแนวโน้มว่าส่งออกได้มากในอนาคต นอกจากนี้ยังสามารถนำไขมันนมมาทำเป็นเนยได้อีก ซึ่งความต้องการเนยของไทยประมาณปีละ 188.5 ตันและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อรวบรวมข้อมูลได้เรียบร้อยแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เสนอเรื่องการตั้งโรงงานนมผงให้แก่คณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่งเมื่อปี 2526 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์นมดิบเหลือพอดี โดยทาง อสค. จะขอเป็นผู้ดำเนินการตามโครงการนี้เอง ด้วยการใช้เงินกู้จากรัฐบาลเดนมาร์ค แต่ก็มีเสียงคัดค้านกันมากว่าจะทำไม่ได้ โครงการนี้จึงต้องพับฐานกันไป และหันไปมุ่งแก้เรื่องนมเหลือด้วยการออกมาตรการให้เอกชนซื้อนมดิบในประเทศเพิ่มขึ้นแทนการใช้หางนม

แต่มาตอนนี้ก็ได้มีการนำเอาแนวความคิดนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากใกล้จะถึงสภาวะนมดิบเหลือจริง ๆ แล้ว

ในครั้งนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็เป็นโต้โผอีกครั้งหนึ่ง โดยได้มีหนังสือเสนอไปทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บี.โอ.ไอ.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2528 เพื่อขอให้พิจารณาให้การตั้งโรงงานนมผงเป็นกิจการที่ควรจะได้รับการส่งเสริม เพื่อเป็นการจูงใจและเร่งเร้าให้เกิดการลงทุนขึ้นซึ่งขณะนี้ทาง บีโอไอ. กำลังประชุมกันในระดับคณะกรรมการอยู่ และคาดว่า คงจะมีการอนุมัติในกลางเดือนเมษายนนี้

ขณะที่ข่าวการตั้งโรงงานครั้งใหม่ดูทีท่าว่าจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมานั้น ทางบริษัทเอกชนทั้งหลาย ที่สั่งเข้านมผงจากต่างประเทศก็เริ่มเคลื่อนไหวกันคึกคัก

นักการตลาดวิเคราะห์กันว่า บริษัทเอกชน จะต้องโดดเข้าขานรับโครงการนี้อย่างแน่นอน โดยกล่าวว่า "ที่แต่ก่อนไม่คิด ก็เพราะส่วนหนึ่งคิดว่าน้ำนมดิบคงจะไม่พออยู่แล้ว พอกระทรวงเกษตรฯประกาศว่ามีน้ำนมดิบเหลือเขาก็ตื่นตัวกันพอมาคำนวณเรื่องราคาต่าง ๆ ดูประกอบกับแนวโน้มราคาของต่างประเทศจะสูงขึ้นและมองดูว่าคู่แข่งจะเอาแล้วถ้าตัวเองไม่คิด ก็จะต้องเสียตลาดในอนาคต"

และหลังจากกดเครื่องคิดเลขกันเสร็จสรรพแล้วทางบริษัทเอกชนทั้งหลายคง เห็นว่าศึกครั้งนี้เห็นทีจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรกสุดคือมีข่าวจากวงการผู้สั่งเข้านมทั้งหลายคาดการณ์กันว่าราคานมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสมาชิกประชาคมยุโรปมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้น เพราะตามปกติราคาต้นทุนการผลิตของประเทศเหล่านี้สูงมากอยู่แล้ว แต่ทางรัฐบาลของเขาให้เงินสนับสนุนชดเชยเพื่อให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์นมออกมาขายแข่งกับตลาดโลกได้ และก็มีข่าวมาว่าอีกไม่นานรัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะเลิกให้การส่งเสริมทางด้านนี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบราคานำเข้านมผงจากต่างประเทศกับต้นทุนการผลิตนมผงในประเทศแล้วจะใกล้เคียงกัน หรือการผลิตในประเทศอาจจะถูกกว่าในด้านแรงงานที่ถูก

โดยคิดจากราคานำเข้านมผงเลี้ยงทารกปัจจุบันประมาณกิโลกรัมละ 100 บาท (รวมภาษี) ถ้าเทียบกับการผลิตภายในประเทศโดยใช้น้ำนมดิบราคากิโลกรัมละ 7 บาทจำนวน 8 กิโลกรัมจะสามารถทำเป็นนมผงได้ 1 กิโลกรัม คิดเป็น 56 บาท และรวมกับต้นทุนอื่นๆ เข้าไปด้วยก็คงจะมีราคาใกล้เคียงกัน

ในเรื่องราคานมผลนั้น "ผู้จัดการ" ได้รับการอธิบายจากบีโอไอว่า "ตามนโยบายจะไม่ห้ามการนำเข้า ดังนั้นใครจะนำเข้าเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าหากโรงงานเขาคิดแพงเกินไปเขาจะสู้ราคานำเข้าไม่ได้ และที่เรายังไม่ห้ามการนำเข้าเพราะกำลังผลิตของเรายังไม่เพียงพอ อีกประการคือไม่อยากให้ผู้บริโภคเดือดร้อนโดยผู้ผลิตถือโอกาสขึ้นราคา ก็ต้องให้มีการแข่งขันกันเพื่อผู้ผลิตจะได้รู้ว่าเขาจะต้องทำราคาให้สู้กับข้างนอกได้ ถ้าต้นทุนของโรงงานสูงไปก็ไม่ควรจะตั้งโรงงานขึ้น"

และขณะนี้การส่งนมผงจากประเทศไทยไปขายยังต่างประเทศนั้นอยู่ในรูปของการส่งต่อ (RE-EXPORT) ซึ่งต่อไปถ้าราคานมผงในตลาดโลกสูงขึ้น โอกาสที่จะส่งนมผงจากไทยไปขายแข่งก็จะมีมากขึ้น

เมื่อหันมาดูนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปจากการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกมาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า ดังนั้นแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายห้ามนำเข้าเพื่อการทดแทนก็จริง เพราะเนื่องจากกำลังการผลิตภายในยังมีน้อยอยู่ แต่ต่อไปภายหน้าถ้ามีกำลังผลิตที่มากพอแล้วถ้าทางเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือก็คงจะมีการทดแทนการนำเข้าได้

และถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นแล้วบริษัทใดก็ตามที่ได้รับอนุมัติให้ตั้งโรงงานผลิตนมผงได้ก็จะสามารถแย่งส่วนการครองนมผงของบริษัทที่สั่งเข้าจากนอกไปได้

และประการสำคัญคือจำนวนน้ำนมดิบที่เหลือนั้นอาจจะไม่เพียงพอที่จะป้อนให้กับหลายโรงงานได้

จากตารางที่ 1 คาดว่าปี 2531 จะมีน้ำนมดิบเหลือประมาณ 63 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนพอที่จะสามารถป้อนให้โรงงานผลิตนมผงได้เพียง 1 โรงเท่านั้น ทั้งนี้เพราะตามประกาศของนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องอุตสาหกรรมนมผงนั้นมีเงื่อนไขคือ

โรงงานที่ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตนมผงต้องรับซื้อนมดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศจาก อสค.

โรงงานผลิตนมนี้จะต้องรับซื้อน้ำนมดิบที่ผลิตได้ในประเทศไม่ต่ำกว่าวันละ 50 ตันในปีแรกที่เริ่มดำเนินการผลิต และต้องเพิ่มปริมาณการรับซื้อและใช้น้ำนมดิบในอัตราส่วนร้อยละ 20 ตัน/ปีทุกปี

และถ้าเกิดกรณีโรงงานนมผงในประเทศใช้นมดิบหมดแล้ว โอกาสที่จะอนุมัติให้ตั้งโรงงานเพิ่มคงจะต้องรอเวลาไปอีกจนกว่าจะมีนมดิบเหลือมากพออีกครั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทใดก็ตามที่ได้รับอนุมัติให้ตั้งโรงงานนมผงขึ้นก่อนก็จะได้เปรียบด้านนมดิบกว่าบริษัทที่ได้รับอนุมัติทีหลัง

ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าจะเสนอให้มีการตั้งโรงงานนมผงขึ้น บริษัทผู้สั่งเข้านมผงทั้งหลายก็คอยจด ๆ จ้องๆ ดูเชิงกันมาตลอด

บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของตลาดนมข้นหวาน ยี่ห้อ "มะลิ" ก็กระโดดข้ามประเภทมาขอแข่งด้วยโดยเริ่มเดินเครื่องเป็นเจ้าแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2528 ด้วยการเสนอหนังสือต่อรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขอตั้งโรงงานผลิตนมผงธรรมดา และนมผงใช้เลี้ยงทารกโดยมีเงื่อนไขคือ จะใช้น้ำนมดิบ 100% ในการผลิต และขอสิทธิ์เป็นผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานนมผงแห่งเดียวในประเทศไทยเป็นเวลา 10 ปี

การที่นมมะลิขอผูกขาดเพียงผู้เดียวนั้น เซียนในวงการวิเคราะห์กันว่าเพราะนมมะลิเพิ่งจะเข้ามาในตลาดนมผงไม่นานมานี้เอง จึงเสียเปรียบด้านการตลาด การที่ต้องขอผูกขาดเป็นผู้ผลิตแต่ผู้เดียวเพราะเชื่อว่าจะมีนมดิบเหลือเพียงพอที่จะป้อนได้เพียงแห่งเดียวเพื่อเป็นหลักประกันในการลงทุน แม้ว่าการใช้นมดิบ 100% นั้น ในระยะแรกจะมีไม่เพียงพอกับกำลังผลิต เป็นการยอมขาดทุนในช่วงแรกและจะตีทุนคืนในภายหลัง

สำหรับความคิดเห็นของวงการเกษตรนั้นพอใจที่นมมะลิใช้นมดิบ 100% เพราะเป็นการให้หลักประกันในการเร่งรัดการผลิตน้ำนมดิบได้ แต่จะมีข้อเสียตรงที่ข้อ เสนอขอผูกขาด 10 ปี เพราะเกรงกันว่าถ้ามะลิไม่สามารถรับซื้อนมดิบได้ในภายหลังจะทำให้นมเหลือได้

ส่วนทางบริษัทเนสเลย์ ยักษ์ใหญ่วงการนมระดับโลก ซึ่งมีส่วนการครองตลาดนมผงในประเทศไทยเกินครึ่งหนึ่งของตลาดทั้งหมด เริ่มอุ่นเครื่องด้วยการไปทาบทามเจรจากับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ.) เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บี.โอ.ไอ.) เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุน

"ทางเนสเล่ย์เคยมาคุยกับบีโอไอเหมือนกัน แต่มีปัญหาตรงที่ตามกฎข้อหนึ่งของบีโอไอที่จะให้มีการส่งเสริมนั้น ในเรื่องการร่วมทุนโครงการประเภทอุตสาหกรรมที่จะจำหน่ายในประเทศจะต้องมีหุ้นคนไทยอย่างน้อย 51% ทางเนสเล่ย์เขาเป็นบริษัทข้ามชาติของสวิสทั้งหมดถ้าจะขอรับการส่งเสริมก็จะต้องไปลดทุนลงเพื่อให้คนไทยถือหุ้น" แหล่งข่าวจากบีโอไอชี้แจงเหตุผลให้ทราบ

และด้วยเลือดของชาวสวิสที่เข้มข้นจนหยดสุดท้าย บริษัทเนสเล่ย์จึงถอนทัพออกจากบีโอไอทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมประเภทนี้ควรที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมาก เพื่อลดต้นทุนในการผลิตเพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงมาก ถ้าได้รับการส่งเสริมจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักรและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

หลังจากอกหักจากบีโอไอแล้วเนสเล่ย์ก็เริ่มเล็งหาที่ใหม่ต่อไป ยิ่งได้รู้ว่าทางมะลิก็ให้ความสนใจอยู่เหมือนกัน ทางเนสเล่ย์จึงไม่ได้นิ่งนอนใจ เรื่องนี้นักธุรกิจในวงการนมพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเนสเล่ย์ต้องขอตั้งโรงงานแน่นอน และคงต้องทุ่มสุดตัวเลยเพราะต้องการเป็นเจ้าตลาดในวงการนมอยู่แล้ว

แหล่งต่อไปที่เนสเล่ย์หวังไปพึ่งก็คือกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรม

"ในสมัยรัฐมนตรีอบอยู่นั้นทางเนสเล่ย์ก็มาเสนอโครงการ ขอตั้งโรงงานนมผงโดยมีการลงทุนค่อนข้างสูงมาก ในหลักการแล้วท่านรัฐมนตรีก็เห็นด้วย เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศและสร้างแรงงานด้วย" แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

หลังจากมีการปรึกษากันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติและรายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ แล้ว ปลายปี 2528 จึงได้อนุมัติให้เนสเล่ย์ตั้งโรงงานผลิตนมผงขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่ เจน บุญส่ง รองอธิบดีกรมโรงงานให้เหตุผลว่า

"มีเนสเล่ย์บริษัทเดียวที่เสนอขอตั้งมายังกรมเรา และที่เราอนุมัติก็ด้วยสาเหตุคือ เป็นโรงงงานที่จะรองรับน้ำนมดิบจากเกษตรภายในประเทศ และในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเช่นนี้มีการตั้งโรงงานขึ้นก็มีการจ้างแรงงานเป็นการสร้างบรรยากาศในการลงทุนต่าง ๆ"

โดยทางเนสเล่ย์จะใช้เงินลงทุน 650 ล้านบาท มีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณปีละ 12,000 ตันต่อปี สามารถสร้างงานได้ 150 คน

สำหรับเงื่อนไขที่เนสเล่ย์ได้ตกลงร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมคือขอตั้งโรงงานผลิตนมผงธรรมดาและนมผงใช้เลี้ยงทารก โดยใช้นมดิบวันละ 50 ตัน และจะซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 20% จนกว่าจะเต็มกำลังการผลิตและในขณะที่มีน้ำนมดิบป้อนให้ไม่เต็มกำลังการผลิตนั้น ทางเนสเล่ย์สามารถนำหางนมผงมาผสมเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต

และไม่ขอผูกขาดในการตั้งโรงงานนมผง

เซียนวงการนมได้วิเคราะห์ข้อเสนอของเนสเล่ย์ว่า การที่เนสเล่ย์ไม่ขอผูกขาดนั้นคงจะเชื่อมั่นในชื่อเสียงของบริษัทด้วยและเนสเล่ย์ทำก็เพื่อต้องการรักษาสัดส่วนครองตลาด (MARKET SHARE) เท่านั้น เพื่อกันไม่ให้โรงงานอื่นมาแย่งตลาดไป

ส่วนวงการเกษตรกรได้วิเคราะห์ไว้ว่าข้อเสนอที่จะใช้นมดิบวันละ 50 ตันนั้นเป็นข้อเสียที่ทำให้เกษตรกรไม่กล้าจะเร่งรัดการผลิตนมดิบให้ได้เต็มที่ เพราะถ้าผลิตนมดิบมากเกินกว่าที่กำหนดแล้วเนสเล่ย์อาจจะไม่ซื้อก็ได้

ส่วนทาง อสค.ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมการผลิต และรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรทั่วประเทศนั้น หลังจากที่เคยเสนอโครงการขอตั้งโรงงานนมผงไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2526 และถูกระงับไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีข่าวการตั้งโรงงานนมผงขึ้นมาอีกก็กลับฟิตขึ้นมาใหม่

ผู้บริหารท่านหนึ่งของ อสค. ได้ให้เหตุผลในความจำเป็นที่อสค.จะต้องตั้งโรงงานนมผงว่า

"เรามีเหตุผลตั้งแต่แรกว่าเราต้องการจะขยายการเลี้ยงโคนมเพื่อทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันนี้ตลาดนมพร้อมดื่มก็ใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว แต่นมผงยังมีช่องว่างอีกมากซึ่งดูจากสถิติการนำเข้า เนื่องจากเห็นว่าตลาดมันดี เราก็เลยอยากจะตั้งโรงงานเพื่อผลิตนมมารองรับตลาด เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคนม เป็นหลักประกันให้กับเกษตรกรทางเรากลัวว่าอีกหน่อยถ้าเกิดนมเหลือขึ้นมาทางเราต้องไปขอร้องให้ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ช่วยซื้อนมอีก แต่ถ้าเรามีโรงงานเองถ้ามีนมเหลือเราก็เข้าโรงงานเราได้เลย"

แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากวงการนมกันมากในเรื่องนี้เพราะ

ทางรัฐบาลมีนโยบายไม่ให้รัฐวิสาหกิจแข่งขันทำกิจการที่เอกชนสามารถทำได้ และอีกประการคือถ้า อสค. จะทำโรงงานนมผงนี้คงจะต้องขอกู้ปลอดดอกเบี้ยถึง 25 ปีก็ตาม แต่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เป็นหนี้ต่างชาติมากจนถึงเพดานเงินกู้แล้ว โอกาสที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติคงจะค่อนข้างยาก

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวจาก อสค. ก็ยังยืนยันกับ "ผู้จัดการ" ในเรื่องสร้างโรงงานนมผงว่า "เท่าที่เราคุยกันอยู่นั้น เราอยากจะช่วยเกษตรกรที่ยากจนแถวๆ อีสานซึ่งถ้าปล่อยต่อไปอีกอีสานจะไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจากมันสำปะหลังที่เริ่มจะลดพื้นที่การเพาะปลูกลง จะต้องเอาที่ ๆ ปลูกมันสำปะหลังไปปลูกหญ้า แล้วเราก็ตั้งโรงงานนมผงที่นั่น แล้วส่งเสริมให้เขาเลี้ยงวัวนมรีดนมมาขายโรงงานนมผง ทำเป็นนมผงใส่ถุงเอามาขายที่กรุงเทพฯ ให้โรงงานนมพร้อมดื่ม"

นอกจาก 3 รายที่เผยความในใจในเรื่องการตั้งโรงงานนมผงออกมาแล้ว ก็ยังมีรายอื่น ๆ ที่ไปจีบบีโอไอเงียบ ๆ เหมือนกัน

"ทางโอสภสภาฯก็สนใจจะตั้งเหมือนกัน โดยจะร่วมทุนกับญี่ปุ่น คงเป็นการทาบทามในระดับผู้ใหญ่ แต่มาตอนหลังทางญี่ปุ่นเขาไม่สนับสนุนที่จะให้ตั้งโรงงานในประเทศไทย เพราะถ้าประเทศไทยสามารถผลิตนมผงได้แล้วก็คงไม่ไปซื้อนมจากประเทศของเขา แล้วเขาคงคิดว่า ถ้าตั้งโรงงานที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็มีงานทำ แต่ถ้ามาสร้างโรงงานในประเทศไทยก็กลายเป็นคนไทยมีงานทำ แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผย

ส่วนอีกรายเป็นข่าวคือ บริษัท เชียงใหม่แดรี่ฟาร์ม ซึ่งได้ยื่นโครงการขอทำฟาร์มโคนมแบบครบวงจร และโครงการผลิตนมผงรวม 2 โครงการ โดยเสนอเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,531 ล้านบาท แต่ทางบีโอไอเห็นว่าโครงการที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งในแง่การลงทุนที่สูงมากและด้านการตลาด

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัทรายเล็กที่สั่งเข้านมผงมาจำหน่ายในประเทศ ยังไม่มีทีท่าจะมาร่วมรายการตั้งโรงงานด้วยเลยซึ่งเรื่องนี้ทางวงการวิเคราะห์ว่า "พวกนี้เป็นบริษัทเล็ก ๆ ฐานคงจะไม่แน่นพอเพราะเป็นการลงทุนที่สูงมาก ทางมะลิกับเนสเล่ย์ทำได้เพราะเขามีผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มและนมข้นอยู่แล้ว เรียกว่าฐานการตลาดและการเงินของพวกเขาแน่นพออยู่แล้ว"

อย่างไรก็ตามบริษัทเนสเลย์เมื่อได้รับอนุมัติให้สร้างโรงงานเป็นรายแรกและรายเดียวในขณะนี้ก็นอนรอได้แล้ว เพราะกว่าจะสร้างโรงงานที่นวนครเสร็จสามารถเดินเครื่องได้และรอนมดิบที่จะมาป้อนให้โรงงานก็ต้องเป็นปี 2531

ส่วนวงการนมก็เก็งกันว่านมมะลินั้นคงจะซุ่มดูเหตุการณ์ก่อนในตอนนี้ แต่คงจะไม่รีบร้อนถอนทัพกลับก่อน เพราะหลังจากที่ไม่ได้รับการอนุมัติให้ตั้งโรงงานในครั้งแรกแล้ว มะลิก็เริ่มเดินเครื่องใหม่ด้วยการสั่งนมผงจากออสเตรเลียเข้ามาขายโดยใช้ยี่ห้อมะลิเจ้าเก่าเมื่อปลายปี 2528 และดูท่าทีว่าจะไปโลดด้วย เพราะยอดขายทะลุเป้ากว่า 50% จากที่ตั้งไว้ หรือคิดเป็น 5% ของตลาดนมผงทั้งหมด ซึ่งต้องนับเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงพอสมควร

จากยอดขายนี้คาดว่าทางมะลิคงจะไม่ยอมถอยแน่นอน เพราะเห็นทางชนะด้านการตลาดใส ๆ อยู่แล้ว แต่ก็คงจะต้องใช้เวลาทบทวนเงื่อนไขกันใหม่ก่อนที่จะเริ่มรุกอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการขอผูกขาดซึ่งเป็นไปไม่ได้แล้วในตอนนี้เพราะทางเนสเล่ย์ได้รับอนุมัติไปแล้ว ทางมะลิอาจจะจับมือกับ อสค.ร่วมกันทำโครงการนมผงก็ได้เพราะ อสค. เป็นผู้ครองนมดิบเกือบ 80% ของนมดิบที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งดูท่าทีของอสค.ก็มีความสนใจมะลิอยู่ไม่น้อย

เมื่อถึงเวลานั้นอาจจะเกิดปัญหาใหม่ตามมาคือน้ำนมดิบอาจจะไม่พอที่จะส่งให้โรงงานนมผลก็ได้ ในเรื่องนี้ "ผู้จัดการ" ได้สอบถามไปยัง อสค. ที่รับผิดชอบเรื่องนมดิบอยู่และได้รับคำยืนยันมาว่า "ตอนนี้เรามีสมาชิกพร้อมอยู่แล้วตามศูนย์ต่าง ๆ แล้วเราก็มีการปรับปรุงศูนย์เพื่อรับน้ำนมการผลิตและการส่งเสริมของทางเราตอนนี้ไม่มีปัญหา แต่จะมีปัญหาตรงที่หน่วยงานที่จะมาซัพพอร์ตเรา เช่น ต้องมีสัตว์แพทย์เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพิ่มขึ้นสิ่งนี้จะต้องพร้อมไปกับเราด้วย"

ศึกการช่วงชิงขออนุมัติตั้งโรงงานนมผงในครั้งนี้ ไม่ว่าจะมีบริษัทใดก็ตามที่ได้รับอนุมัติก็คงจะไม่น่าจะเป็นห่วงเพราะนี่คือวิถีทางของระบบการค้าเสรีที่ต้องมีการแข่งขัน แล้วผู้บริโภคก็จะได้รับผลประโยชน์จากการแข่งขันนั้น

ผลพลอยได้จากการตั้งโรงงานนมผงในครั้งนี้คงจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องดุลย์การค้าของประเทศ ช่วยสร้างแรงงานในประเทศ และยังสามารถช่วยวงการเกษตรกรรมที่กำลังมีปัญหาในตอนนี้เรื่องการปลูกพืชบางอย่างที่ไม่ได้ราคาก็ให้หันมาเลี้ยงโคนมแทน

และก็นับเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาอุตสาหกรรมนมให้สามารถขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์นมให้กว้างขวางออกไปอีก....

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย