Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2533








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2533
วิทยาลัยมหานครลงทุนเพื่อสร้างมันสมอง      

 


   
search resources

Education
วิทยาลัยมหานคร
เลอเกียรติ วงศ์สารพิกูล




ปัญหาการขาดแคลนวิศวกรเพื่อรองรับกับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ มีการประเมินว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน วิศวกรขาดแคลนถึง 20,000 คน แต่ในสถาบันการศึกษาทั้งในภาครัฐและเอกชนสามารถผลิตบุคลากรด้านนี้ได้เพียงปีละ 2,000 คน เท่านั้น

การลงทุนเพื่อการสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ๆจึงเป็นช่องว่างในทางการตลาดที่กว้างใหญ่ไพศาลเสียจริงๆ

ขณะเดียวกัน การสร้างสถาบันทางการศึกษาเพื่อสร้างวิศวกรขึ้นมาโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นสถาบันที่มีที่มีคุณภาพเป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระหว่างประเทศ อาจเป็นเรื่องที่น่าท้าทายเสียยิ่งกว่า!

วิทยาลัยมหานครจึงเกิดขึ้นด้วยปัจจัยที่สอดรับกันเช่นนี้

"ความมุ่งมั่นแต่ประการเดียวของเราก็คือ การได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่เป็นเลิศทัดเทียมกับมาตรฐานต่างประเทศในการผลิตวิศวกรชั้นเยี่ยม" ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม อธิการวิทยาลัยมหานครกล่าว

เดิมดร.สิทธิชัยจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย และเคยเป็นอาจารย์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนั้นชั่วระยะหนึ่ง จนกลับมาเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นเวลาถึง 14 ปี เคยเป็นคณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะบดีคณะบัณฑิตวิทยาลัย เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกมาก่อตั้งวิทยาลัยมหานคร

ลำพังดร.สิทธิชัยคนเดียวย่อมไม่มีทางผลักดันวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งต้องการกำลังทรัพย์มหาศาลมาลงทุนดำเนินการอย่างแน่นอนผู้สนับสนุนคนสำคัญของวิทยาลัยมีด้วยกันสองคน คนแรกคือยงศักดิ์ คณาธนะวนิชย์ เจ้าของบริษัทแหลมทองสหการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ และธุรกิจการเกษตรครบวงจร

อีกคนคือทางด้านครอบครัวปลัดกระทรวงมหาดไทยคนล่าสุดคืออนันต์ อนันตกูล

โดยเฉพาะที่ดินจำนวน 20 ไร่ที่หนองจอกอันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยนั้นเป็นของคุณพ่อของปลัดอนันต์นั่นเอง

ผู้สนับสนุนทั้งสองคนรู้จักกับ ดร.สิทธิชัยมาเก่าแก่โดยเฉพาะยงศักดิ์นั้นมีกิจการต้องพึ่งพาวิศวกรเป็นจำนวนมาก ซึ่งย่อมจะต้องเข้าใจถึงความจำเป็นในการลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรด้านนี้เป็นอย่างดี

"เราไม่ได้มองถึงเรื่องระยะคืนทุนหรือกำไรเป็นปัจจัยหลัก เพราะหากมองเรื่องนั้นเป็นสำคัญ ก็น่าจะไปลงทุนด้านอื่นดีกว่า" ดร.เลอเกียรติ วงศ์สารพิกูล ผู้จะรับหน้าที่เป็นคณะบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของวิทยาลัยกล่าว

การลงทุนในเบื้องต้นคือ 140 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสร้างอาคารเรียน ห้องสมุด ห้องแลบและเตรียมการด้านอื่น ซึ่งการก่อสร้างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วทันเปิดเทอมในเดือนมิถุนายนนี้

โดยเฉพาะห้องสมุดนั้น ดร.เลอเกียรติกล่าวว่า ทางวิทยาลัยตั้งใจจะให้เป็นแหล่งรวมตำราวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งของไทย

ส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น ก็ผ่านการรับรองจากทบวงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า เมื่อนักศึกษาเรียนจบจากวิทยาลัยมหานครแล้ว จะสามารถโอนหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียได้ทันที ส่วนนักศึกษาที่จะรับในงวดแรกคือ 200 คน

"ค่าใช้จ่ายของนักศึกษาต่อหัวต่อปีก็ประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอัตราค่าใช้จ่ายในการผลิตวิศวโดยทั่วไป เพียงแต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐนั้น นักศึกษาเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าหน่วยกิตเพียง 1-2 พันบาทต่อปี ที่เหลือนั้นเป็นภาระของรัฐไป" ดร.เลอเกียรติอธิบาย

ทางด้านอาจารย์นั้น นอกเหนือจาก ดร.สิทธิชัยและ ดร.เลอเกียรติซึ่งมาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบังแล้ว ยังมีอาจารย์จากสถาบันเดียวกันมาร่วมทีมอีก 3-4 คน และอาจารย์จากที่อื่นๆ อีก 5-6 คนซึ่งพียงพอต่อการเริ่มต้นในระยะแรก นอกจากนั้นก็มีลูกสาวของยงศักดิ์ 1 คนและลูกสาวของอนันต์อีก 2 คนมาเป็นกรรมการสภาวิทยาลัยอีกด้วย

"ปัญหาขาดแคลนอาจารย์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ก็รุนแรงพอๆ กับขาดแคลน บัณฑิตวิศวะนั่นแหละ ก็คุณคิดดูนะอาจารย์จบปริญญาตรีเงินเดือน 4-5 พัน ถ้าจบปริญญาเอกอย่างเก่งก็ 8 พันบาท อาจารย์ก็เลยลาออกไปสู่ภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก ทางวิทยาลัยของเราก็เห็นปัญหานี้อัตราเงินเดือนที่เราให้ก็ย่อมจะให้มากกว่าพอสมควรตามวุฒิ และประสบการณ์และอาจจะเปิดโอกาสให้อาจารย์ไปทำงานวิจัยภายนอกได้ภายแต่ต้องตกลงเรื่องชั่วโมงทำงานให้ชัดเจน" ดร.เลอเกียรติกล่าว

เรื่องความนิยม และความยอมรับ ในสายตาคนทั่วไปต่อสถาบัน ซึ่งวิทยาลัยเอกชนย่อมจะสู้ มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้นั้น ดร.เลอเกียรติ กล่าว

"มหาวิทยาลัยของรัฐมีระยะเวลาสะสมประสบการณ์และชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน ย่อมได้เปรียบ แต่ผมก็เชื่อว่าด้วยการทุ่มเททั้งด้านบุคลากรและอุปกรณ์การเรียนการสอน เราอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่ก็เชื่อว่านักศึกษาของเราจะต้องมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในสายตาคนทั่วไปอย่างแน่นอน"

นักศึกษารุ่นแรกที่จะจบในอีก 4 ปีข้างหน้า ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด!

   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย