ศุภจี สุธรรมพันธุ์ on-demand person

โดย น้ำค้าง ไชยพุฒ
นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

ศุภจียังคงเป็นคนทำงานหนัก 24 ชั่วโมงใน 7 วันทุกคนทั้งพนักงานระดับล่างหรือผู้บริหารระดับสูง ยังสามารถติดต่อเธอได้ตลอดในยามที่ต้องการ บทบาทของศุภจีวันนี้คือการเป็นผู้นำในยุคที่ไอบีเอ็มยังต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้หญิงเพียงคนเดียวท่ามกลาง ผู้ชายอีกหลายสิบชีวิตที่ปรากฏบนรูปประวัติผู้บริหารของ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ที่ประดับไว้หน้าห้องประชุมชั้น 15 ของอาคารสำนักงานไอบีเอ็ม ประเทศไทย คงจะโดดเด่น เตะตาผู้มาเยือนที่เดินผ่านไปผ่านมาในทันทีหากมีโอกาส ได้เห็นรูปดังกล่าว

ด้วยวัย 40 ปี ศุภจีกลายเป็นผู้หญิงคนแรกของไอบีเอ็ม และเป็นคนไทยคนที่ 6 ที่ตบเท้าขึ้นกุมอำนาจสูงสุดในฐานะของกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่มีการก่อตั้งไอบีเอ็มสาขาประเทศไทยขึ้นมา และกลายเป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่ได้รับโอกาสขึ้นเบอร์หนึ่งขององค์กร ไอทีข้ามชาติได้ในวัยที่ยังไม่ถึง 40 ปีด้วยซ้ำ

หลังขึ้นรับตำแหน่งใหญ่ศุภจีได้รับการตั้งเป้าจากไอบีเอ็มสำนักงานใหญ่ ให้ทำหน้าที่ปรับทัพครั้งใหญ่เพื่อลบคำครหาว่า อาจจะต้องกลายเป็น "The Bigest Dinosour" และจะต้องล่มสลายหรือ ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ต่างอะไรกับไดโนเสาร์ที่โตใหญ่และสูญหายไปจากโลก

บริษัทที่ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี ตัดสินใจปรับวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจหรือต่อสู้ในวงการไอทีโลกได้ คนนอกที่เข้ามานั่งแท่นผู้บริหารสูงสุดของไอบีเอ็ม ระดับโลกเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่ไอบีเอ็มต้องทำก็คือการ "Business Transformation" ไอบีเอ็มนับจากปี ค.ศ.1993 พยายามเต็มที่ที่จะเดินหน้าเปลี่ยนจากการเป็น IT Base company มาเป็น Premier service company หรือเป็นองค์กรที่ขาย "บริการ" มากกว่าขาย "ฮาร์ดแวร์"

งานหนักที่ผู้หญิงคนนี้แบกรับเอาไว้ตลอดระยะเวลาสองปีในการขึ้นครองตำแหน่งดังกล่าวก็คือ การจัดโครงสร้างองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ของบริษัท ตามนโยบายของบริษัทแม่ที่แผ่ขยายออกไปทั่วโลก ทั้งการสรรหาคนที่เหมาะสมกับงาน การสร้างวัฒนธรรมการทำงานเสียใหม่ และการเข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีการใหม่ แทนการรอให้ลูกค้าเข้ามาหาเหมือนแต่ก่อน

"การทำธุรกิจทางด้านการบริการถือว่าเป็นความยากกว่าการทำธุรกิจแบบอื่นๆ เนื่องจากลูกค้ามีความคาดหวังเกิดขึ้น หลายคนคาดหวังว่า ถ้าหากเขารับบริการจากไอบีเอ็มแล้ว เขาจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง ดังนั้นการบริหารความคาดหวังของลูกค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เราควรจะรับรู้ว่าเขาคาดหวังอะไร และเราสามารถที่จะทำได้อย่างที่เขาคาดหวังได้หรือไม่ หากเราทำไม่ได้ ก็เสียภาพลักษณ์ของไอบีเอ็มไปเลย ดังนั้นเราจึงเน้นการทำ Delivery คือเน้นความสำเร็จขององค์กรต่างๆ ที่เลือกไอบีเอ็มเข้าไปให้บริการ

ไอบีเอ็มถือว่าได้ผ่านช่วงของการทำยอดขายมาแล้ว แต่ตอนนี้เราได้ก้าวข้ามมาถึงการฝึกพนักงานให้ครอบคลุมความสำเร็จขององค์กรที่ได้รับบริการจากไอบีเอ็ม และเมื่อเป็นเช่นนั้น ยอดขายด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และอื่นๆ จะตามมาด้วยในภายหลัง ถ้าถามว่า วันนี้ไอบีเอ็มเปลี่ยนไปเยอะหรือไม่ ต้องบอกว่าเปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงแต่โครงสร้างขององค์กรเท่านั้น แม้กระทั่งระบบการประเมินผลยังเปลี่ยนตามไปด้วย" ศุภจี เอ่ยปากถึงเนื้อหาของเธอในช่วงปีที่ผ่านมา

วันนี้ศุภจีพูดได้อย่างเต็มปากว่า การปรับโครง สร้างองค์กรซึ่งเป็นหน้าที่แรกๆ ของเธอได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แม้จะต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับสภาพความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี ตลาด และการทำธุรกิจอยู่อย่างต่อเนื่องก็ตาม ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ก็คือการเริ่มนำไอบีเอ็มเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนหรือผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของโลกในหลายๆ อย่าง

ทั้งการเข้าไปส่วนร่วมด้วยการนำเทคโนโลยีกริดคอมพิวติ้ง เข้าไปช่วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการวิเคราะห์หาตัวยาสำคัญในสมุนไพรไทย ด้วยความหวังว่าจะให้ไทยสามารถจดสิทธิบัตรตัวยาสำคัญในสมุนไพรนั้นๆ ได้ก่อนที่ประเทศอื่นๆ จะได้ไป

นอกจากนี้ยังนำไอบีเอ็มเข้าไปช่วยในโครงการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของวิทยาศาสตร์ชีวภาพหรือ life science ร่วมกันกับกระทรวงวิทยาศาสตร์รวมถึงเข้าไปคลุกคลีกับโอกาสใหม่ๆ ให้กับไอบีเอ็มแทบทั้งสิ้น

ทุกวันในหนึ่งสัปดาห์ของเธอเสียเวลาไปกับการตระเวนเดินทางพบกับองค์กรต่างๆ และเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของไอบีเอ็มจากการเปลี่ยนองค์กรที่เน้นขายฮาร์ดแวร์มาเป็นการขายการบริการมากกว่า โดยอาศัยข้อดีของการเปลี่ยนแปลงในองค์กรไอบีเอ็มเองมาเป็นกรณีศึกษา สำหรับการขายไอเดียให้กับองค์กรเหล่านั้น ว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงองค์กรนั้นคือประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างที่ไอบีเอ็ม ได้กลับมานั่นเอง

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปสำหรับเธอผู้นี้คือการเป็นคน จริงจังกับการทำงาน ทุกวันนี้เธอยังคงทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่ต่างอะไรกับคำว่า On demand ที่เป็นคอนเซ็ปต์ในการทำตลาดขององค์กรไอบีเอ็มมาตลอดช่วงหลายปีหลังเปลี่ยนลักษณะการทำธุรกิจของบริษัท

เธอยังยอมรับว่าตัวเองเป็นคนลุ่มหลงในการทำงาน หลายครั้งที่เธอพบว่า เธอรู้สึกไม่สบายใจเพราะพรุ่งนี้ที่จะมาถึงเป็นวันเสาร์และอาจจะไม่ได้ทำงาน

"ชีวิตส่วนใหญ่อยู่เมืองไทย แต่ก็ไม่ค่อยได้อยู่ที่ออฟฟิศมากนัก เพราะที่ไอบีเอ็มสามารถทำงานผ่านระบบโมบาย หรืออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ อยู่บ้านก็ยังทำงานได้ บางครั้งไปรอพบลูกค้า แต่ไปเร็วกว่าปกติ ก็ยังทำงานบนรถได้ ใช้เวลากับลูกค้าและคนที่ติดต่อไปเยอะมาก แต่ถ้าพนักงานทุกคนไม่ว่า level ไหนก็สามารถเข้ามาพบได้เลย โดยเฉพาะวันพุธครึ่งวันจะไม่นัดหมายกับใคร แล้วน้องๆ ในออฟฟิศก็สามารถติดต่อได้ตลอดในวันนี้ แต่หากมีอะไรเร่งด่วนก็ติดต่อได้ผ่านมือถือทั้งสองเบอร์ และเบอร์บ้าน พนักงานและลูกค้าสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาหากต้องการ เราเป็นบริษัทที่ให้บริการแก่ลูกค้า หากเราไม่ทำตัวให้ว่างตลอดเวลา ลูกค้าติดต่อเราไม่ได้ก็อาจจะหงุดหงิด เราอยู่ในโลกของ on demand หากมีคนโทรฯ มาแล้วศุภจีไม่ on demand ก็ไม่ถูกต้องสักเท่าไร"

แม้จะไม่มีวันหยุดตายตัว แต่วันเสาร์-อาทิตย์ ศุภจีก็เลือกจะทำงานจากที่บ้าน โดยใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ทั้งโทรศัพท์และประชุมผ่านโทรศัพท์ และเธอยอมรับว่าเธอรู้จักผสมผสานระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ค่อนข้างดี

"วันพรุ่งนี้ต้องไปเสถียรธรรมสถาน เพื่อหารือกับแม่ชีที่นั่น แต่ก็พาคุณแม่ไปด้วย ขณะที่เราคุยกับแม่ชี คุณแม่ก็คุยกับคนอื่น หรือหากต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ก็มักจะพาลูกไปด้วยเพื่อไปเล่นด้วยกัน บางทีระหว่างวัน เราไม่สามารถดูแลลูกได้ ก็เลือกที่จะเป็นคนไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวันแทน นั่งรถไปคุยกันเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนของเมื่อวาน เพราะว่าคืนก่อนหน้านั้นลูกเข้านอนกันหมดแล้วตอนที่กลับไปถึงบ้าน"

"บางทีลูกทำการบ้านไม่ได้ คุณแม่สอนไม่ได้ เพราะว่าลูกชายทั้งสองคนที่เพิ่งจะผ่าน 9 และ 4 ขวบไปเมื่อไม่นานมานี้ เรียนในโรงเรียนนานาชาติที่สอนถึงสองภาษาทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ก็ให้ลูกส่งแฟกซ์ มาหา แล้วเราก็ส่งกลับไปให้ มันมีวิธีการดำเนินชีวิตให้สนุกได้ จริงๆ แล้วครอบครัวคือ demand ที่สำคัญมาก ต้องยอมรับว่าหากไม่มีครอบครัวที่เข้าใจและสนับสนุน เราจะไม่มีวันนี้เลย" ศุภจีทิ้งท้ายก่อนขอแยกตัวเพื่อเดินทางไปพบกับลูกค้ารายสุดท้ายของวันนั้น แม้นาฬิกาในห้อง จะผ่าน 18.00 น. ไประยะหนึ่งแล้วก็ตาม


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.