อัสสัมชัญ The Elementary School for Business Man?


นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2530)



กลับสู่หน้าหลัก

ถ้าเปรียบอัสสัมชัญเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจสักแห่งหนึ่ง การขยายกิจการในเครือออกไปรวมแล้วถึง 14 แห่งในปัจจุบันย่อมชี้ชัดให้เห็นถึงพัฒนาการและการเติบโตอันน่าทึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของอัสสัมชัญเสมือนสถาบันการศึกษาพื้นฐานของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ… แต่ในวันนี้สถานการณ์ต่างๆ ปรวนแปรไปจากอดีต อัสสัมชัญอยู่ในจุดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ภาพที่เด่นชัดมาตลอด 102 ปีที่ผ่านมานั้นไม่เลือนลางไป

ในประเทศไทยมีโรงเรียนไม่กี่แห่งที่อายุเกิน 100 ปี มีไม่กี่แห่งที่มีสาขาแตกออกไป ยิ่งแตกสาขาออกไปเกิน 10 แห่ง ยิ่งไม่มี และมีไม่กี่แห่งที่สถาบันการศึกษาในเครือสามารถให้การศึกษาได้ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงขั้นอุดมศึกษา… อย่างเช่นอัสสัมชัญ ซึ่งเริ่มจากโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก (กรุงเทพ) ปี 2428 โรงเรียนเซนต์คาเบรียลปี 2463 โรงเรียนมงฟอร์ต เชียงใหม่ ปี 2475 โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ปี 2482 โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ปี 2487 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ปี 2491 โรงเรียนอัสสัมชัญ ลำปาง ปี 2501 โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ปี 2504 โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ปี 2506 โรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา ปี 2510 บ้านวิริยานุชนสถาน ขอนแก่น ปี 2513 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ปี 2515 โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ ปี 2522

คนทั่งไปมักจะมองนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่ปลายทางการศึกษาอันเลิศของพวกเขา ว่าจบจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ไม่ใคร่มีใครสนใจว่าเขาเหล่านั้นผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานมาจากไหน

มองลงไปลึกๆ จะเห็นว่า นักธุรกิจผู้บริหารในประเทศนี้ผ่านโรงเรียนอัสสัมชัญมากมายจารนัยแทบไม่หมด

ระดับผู้บริหารประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน เรียนอัสสัมชัญ ตั้งแต่พระยานโนปกรณ์ (อัสสัมชนิก**หมายเลข 3) ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (อัสสัมชนิกหมายเลข 3567) พันตรีควง อภัยวงศ์ (อัสสัมชนิกหมายเลข 2990) นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (อัสสัมชนิกหมายเลข 3570)

นักการเงินธนาคารหลายคนก็เป็นอัสสัมชนิก เช่น บัญชา ล่ำซำ (อัสสัมชนิก 9950) ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย บรรเจิด ชลวีจารณ์ (อัสสัมชนิก 8978) กรรมการผู้จัดการสหธนาคาร อุเทน เตชะไพบูลย์ (อัสสัมชนิก 8893) ประธานกรรมการธนาคารศรีนคร สมหมาย ฮุนตระกูล (อัสสัมชนิก 7327) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายสมัย ม.ร.ว.จันทรแรมศิริโชค จันทรทัต ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

สำหรับนักธุรกิจหรือผู้บริหารในสาขาอื่นๆ เช่น อบ วสุรัตน์ ผู้ก่อตั้งบริษัทวิทยาคม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.เจริญ คันธวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประสิทธิ์ เหตระกูล ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานบริหารห้างเซ็นทรัล สุกิจ หวั่งหลี กรรมการบริษัทพูนผล ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ล้วนผ่านโรงเรียนอัสสัมชัญทั้งสิ้น

โรงเรียนอัสสัมชัญวันนี้มีพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กมากมาย ต้องการให้ลูกหลานของตนเข้าเรียนด้วยเหตุผลที่ต่างกันออกไป

บางคนบอกว่า เพราะชื่อเสียงดีภาพพจน์ดี มีวินัย ลูกหลานจบโรงเรียนนี้แล้วไม่อายใคร ได้ยกระดับตัวเองด้วย

บางคนบอกว่า เพราะวิชาการเป็นเลิศภาษาอังกฤษแข็ง

หลายคนเน้นว่า เพราะอยากให้ลูกๆ ได้ CONNECTION กับลูกๆ พ่อค้านักธุรกิจ ได้อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน โตขึ้น SENCE ธุรกิจจะได้ฝังหัว

จะว่าไปจริงๆ แล้ว ความยิ่งใหญ่ของอัสสัมชัญไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนมีอายุ 102 ปี ไม่ได้อยู่ที่มีสถาบันการศึกษาในเครือถึง 14 แห่ง ไม่ได้อยู่ที่เป็นแหล่งปรารถนาที่พ่อแม่อยากให้ลูกเข้าเรียน เพราะเหล่านั้นเป็นเพียงผลแห่งความยิ่งใหญ่จากเหตุที่ว่า "อัสสัมชัญเป็นสถาบันการศึกษาพื้นฐานของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ"

เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์อัสสัมชัญแล้วจะพบจุดเด่น 2 ประการ คือ

1.อัสสัมชัญเป็นผู้บุกเบิก เป็นโรงเรียนแรกๆ ที่สอนด้วยภาษาอังกฤษ มีโรงเรียนในเครือที่เปิดสอน COMMERCE เป็นแห่งแรก และในระดับอุดมศึกษาก็เปิดสอนบริหารธุรกิจด้วยภาษาอังกฤษตลอดหลักสูตรเป็นแห่งแรก

2.อัสสัมชัญสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงมาได้ตลอด 1 ศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้บุกเบิกผลิตบุคลากรที่ตลาดธุรกิจต้องการ ขณะที่การค้าระหว่างประเทศกำลังรุ่งเรืองตลอดยุดสมัยที่ผ่านมา

ด้วยเหตุดังกล่าวอัสสัมชัญจึงมีอายุยืนยาวและยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ ทว่าปัจจุบันสถานการณ์ปรวนแปรได้รวดเร็วและรุนแรง ในแวดวงการศึกษาใครๆ ก็พร้อมจะเป็นผู้นำและผู้ตามได้อย่างรวดเร็วพอกัน อีกทั้งผู้บริหารการศึกษาส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาและอบรมให้ทำงานกันแบบมืออาชีพมากขึ้น

คำถามในขณะนี้จึงมีว่า ภาพแห่งความยิ่งใหญ่ของอัสสัมชัญในฐานะ "สถาบันการศึกษาพื้นฐานของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ" จะคงอยู่ได้นานสักเพียงไร

เมื่อ 102 ปีที่แล้วริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาย่านบางรัก บาทหลวงคาธาลิคชาวฝรั่งเศส ชื่อ เอมิล กอลมเบต์ ได้เปิดโรงเรียนขึ้นเพื่อรับนักเรียนทั่วไปทุกชาติทุกศาสนา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2428 ใช้ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนอาซมซาน กอเล็ศ" ***(LE COLLEGE DE L'ASSOMPTION) ในวันแรกที่เปิดทำการสอนมีนักเรียนมาเรียนเพียง 33 คน ซึ่งกว่าจะได้จำนวนนี้ บาทหลวงกอลมเบต์ต้องไปขอร้องบรรดาผู้ปกครองที่อาศัยอยู่ย่านนั้นให้ส่งเด็กมาเรียนกับท่าน

ขณะนั้นเด็กไทยทั่วไปส่วนใหญ่จะเรียนโรงเรียนวัด ลูกหลานขุนนางส่วนใหญ่จะเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศของบาทหลวงกอลมเบต์จึงมีนักเรียนเป็นชาวจีน แขก ฝรั่ง และคนไทยที่อาศัยอยู่ย่านบางรัก และเนื่องจากเป็นโรงเรียนของพระ ในคริสตศาสนาจึงรับแต่นักเรียนชาย

"พวกต่างชาติที่เข้ามาเมืองไทยห่างไกลบ้านเกิด ต้องการที่พึ่งทางใจมากกว่าคนไทย เมื่อมีโรงเรียนที่นักบวชเปิดขึ้นเพื่อสอนให้ความรู้และสอนศาสนาด้วย จึงส่งลูกหลานไปเรียนกันมาก" คาธาลิคสูงอายุคนหนึ่งให้ข้อสังเกต ที่มีเด็กต่างชาติเรียนที่โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศของบาทหลวงกอลมเบต์มากในระยะแรก

ปีแรกๆ นั้นโรงเรียนอาซมซานกอเล็ศสอนภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษาฝรั่งเศส จากนั้นจึงเพิ่มภาษาอังกฤษเข้าไปด้วย

ในปีต่อๆมานักเรียนเพิ่มจำนวนมากขึ้น บาทหลวงกอลมเบต์ต้องรับภาระหนักในด้านการจัดการศึกษา ทำให้มีเวลาเพื่อประกอบศาสนกิจซึ่งเป็นกิจหลักของท่านน้อยลงอีกทั้งท่านยังมาป่วยลงด้วย จึงเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสในปี 2443 เพื่อหาผู้ที่จะมาดำเนินกิจการโรงเรียนพร้อมกับรักษาตัว เมื่อถึงฝรั่งเศสบาทหลวงกอลมเบต์ได้ตกลงใจให้คณะเซนต์คาเบรียล (อ่านล้อมกรอบคณะเซนต์คาเบรียล) เข้ามาดำเนินกิจการโรงเรียนต่อจากท่าน

และแล้ววันที่ 20 ตุลาคม ปี 2444 ภารดาคณะเซนต์คาเบรียลรุ่นแรกจากฝรั่งเศส 5 ท่าน ได้มาสัมผัสผืนแผ่นดินสยาม หัวหน้าคณะ คือ ภราดามาร์ติน เดอตูรส์ และมีภารดาอีก 4 ท่าน คือ ภราดาอาแบล ภราดาออกุส ภราดาคาเบรียล ฟาเร็ตตี้ และภารดาฮีแลร์ เพื่อมาดำเนินกิจการโรงเรียนอัสสัมชัญสืบทอดเจตนารมย์ของบาทหลวงเอมิล กอลมเบต์ ต่อไป

เมื่อภราดามาร์ติน เดอตูรส์ ได้ดำรงตำแหน่งอธิการโรงเรียนต่อจากบาทหลวงออกเป็นชั้นต่างๆ โดยแบ่งเป็นแผนกภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสดังนี้

ชั้นภาษาไทย 1 ชั้น สำหรับผู้เริ่มต้น
ชั้นประถม 2 ชั้น คือ A และ B
ชั้นเตรียม (ปรีแปร์) 1 ชั้น
ชั้นมัธยม (สแตนดาร์ด) 1,2,3 ถึง 7

การสอนของโรงเรียนอัสสัมชัญขณะนั้นเป็นภาษาต่างประเทศส่วนใหญ่ และได้ผลดีเพราะนักเรียนถูกบังคับให้พูดภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส (อ่านล้อมกรอบภาษาอังกฤษ) ตลอดเวลา ทั้งในห้องเรียนและเวลาพัก

"ถ้าใครพูดภาษาไทยจะถูกเพื่อนๆ จับมอบเบี้ย แล้วคนที่ได้เบี้ยมาจะคอยไปจับคนอื่นเพื่อโอนเบี้ยให้ไป ถ้าถูกนับบ่อยๆ ก็จะมีวิธีการลงโทษ เช่น ยืนเสาบ้าง ถูกตีบ้าง" อดีตอุปนายกสมาคมอัสสัมชัญเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

ในสมัยนั้นคณะภราดาจะทำหน้าที่สอนภาษาฝรั่งเศส ส่วนภาษาอังกฤษนั้นจะจ้างครูมาสอน แต่ไม่ใช่ครูประจำ ครูประจำมีแต่ครูภาษาไทยเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียนที่จบไปแล้วซึ่งคุ้นเคยกับวิธีการสอน และระบบการทำงานของโรงเรียน จุดนี้ทำให้การบริหารงานของโรงเรียนคล่องตัวและเป็นไปได้ด้วยดี

นักเรียนที่จบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ส่วนใหญ่ได้ทำงานกับบริษัทห้างร้านต่างชาติที่เข้ามาเปิดกิจการในเมืองไทยในปี 2456 โรงเรียนฯจึงได้เปิดสอนกลางคืนภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส สำหรับนักเรียนที่จบไปแล้ว ที่ต้องการเพิ่มเติมความรู้และแก้ไขปัญหาพูดโต้ตอบภาษาต่างประเทศให้ได้คล่องแคล่วขึ้น

ครั้นปี 2475 ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ทุกหนทุกแห่งตื่นตัวกับคำว่า "ประชาธิปไตย" เช่นเดียวกันนักเรียนอัสสัมชัญก็ตื่นตัวในประชาธิปไตยด้วยการหยุดเรียนประท้วงในวันที่ 10 กันยายน 2475 นักเรียนชั้นโตของโรงเรียนอัสสัมชัญและเซนต์คาเบรียล พากันหยุดเรียนไปชุมนุมกันที่บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เพื่อเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 1.ให้ลดค่าเล่าเรียนจากปีละ 7 บาท เหลือ 4 บาท 2. ให้หยุดเรียนในวันพิธีของพุทธศาสนา 3. ให้รับนักเรียนที่ถูกไล่ออกกลับเข้าเรียน

ทางโรงเรียนรับพิจารณาข้องเรียกร้อง 2 ข้อแรก แต่การให้รับนักเรียนที่ถูกไล่ออกไปแล้วกล้บเข้าเรียนตามเดิมนั้น ทางโรงเรียนรับไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้เสียระเบียบการปกครอง ซึ่งเรื่องระเบียบการปกครองนี้ถือว่าเป็นหัวใจการจัดการที่สำคัญประการหนึ่งของอัสสัมชัญก็ว่าได้ และเหตุการณ์ก็จบลงด้วยการที่นักเรียนกลับเข้าเรียนด้วยความเรียบร้อย

การประท้วยครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัยของโรงเรียนเลยทีเดียว เพราะระเบียบวินัยของอัสสัมชัญนั้นเคร่งครัดมาก นักเรียนที่ฝ่าฝืนระเบียบจะถูกลงโทษ และถ้าทำผิดอย่างรุนแรงจะถูกไล่ออกโดยไม่มีการยกเว้น ซึ่งระเบียบวินัยนี้ส่งผลให้นักเรียนจากโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นผู้มีระเบียบวินัยดีในการทำงาน สำหรับเรื่องค่าเล่าเรียนนั้นถ้ากลุ่มผู้ประท้วงรู้ว่าสักวันหนึ่งจะสูงเช่นปัจจุบันนี้ คงไม่นำเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องการประท้วงแน่

และก็ถึงการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเครืออัสสัมชัญ เมื่อเกิดโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์

ตั้งแต่เปิดโรงเรียอัสสัมชัญปี 2428 กิจการค้าระหว่างประเทศเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากการเปิดประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีกิจการธนาคารสาขาจากต่างประเทศและธนาคารในประเทศเกิดขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการค้ามากขึ้นเป็นลำดับ เช่น ธนาคารฮ่องกลและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารแห่งอินโดจีน ธนาคารสยามกัมมาจล ฯลฯ และบริษัทการค้าจากตะวันตกเกิดขึ้นมากมาย เช่น บริษัทแองโกสยาม บริษัทบอร์เนียว บริษัทอี๊สต์เอเชียติ๊ค ฯลฯ

เกี่ยวกับความรุ่งเรืองของการค้าระหว่างประเทศนี้น สังศิต พิริยิรังสรรค์ กล่าวไว้ในหนังสือทุนนิยมขุนนางไทยของเขาว่า

"การขยายตัวของทุนนิยมต่างประเทศเป็นตัวกระตุ้นให้ทุนนิยมแห่งชาติไทยถือกำเนิดและพัฒนาไป ก่อนปี 2475 ทุนนิยมตะวันตกควบคุมธุรกิจการเงิน การเดินเรือ การส่งออกและนำสินค้าเข้า"

เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ก่อนเกิดโรงเรียนอัสสัมชัญ บริษัทห้างร้านต่างประเทศเกิดในเมืองไทยมากขึ้น ที่เข้ามานานแล้วก็ขยายงานออกไป สถานการณ์ขณะนั้นทำให้บุคลากรที่ตลาดธุรกิจต้องการคือ ผู้มีความรู้ทางด้านการพาณิชย์และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

เพื่อสนองความต้องการของตลาดธุรกิจขณะนั้น แผนกพาณิชย์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญที่เปิดสอนชวเลข และพิมพ์ดีดมาตั้งแต่ปี 2481 โดยมีภราดาโรกาเชียง ผู้ดัดแปลงชวเลขของเกร็กมาเป็นภาษาไทยเป็นผู้ควบคุมดูแล ก็ย้ายมาเปิดเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์บริเวณย่านเซ็นต์หลุยส์ในปัจจุบันนี้โดยเปิดสอนหลักสูตร COMMERCE เป็นภาษาอังกฤษแห่งแรกในประเทศไทยในปี 2482

ในปีเดียวกับที่ตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์นั่นเอง เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจนถึงเดือนมกราคม ปี 2484 คณะภราดา 13 ท่าน จึงต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อลี้ภัยไปอยู่เกาปอนติเชลลี ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

จากนั้นไม่นานสงครามโลกครั้งที่สองก็ระเบิดขึ้น สถานการณ์ภายนอกบีบบังคับให้อัสสัมชัญวุ่นวายตามไปด้วย วันที่ 10 ธันวาคม 2486 กระทรวงธรรมการประกาศปิดโรงเรียน เพราะมีการทิ้งระเบิดในพระนครทำให้สถานการณ์ไม่ปลอดภัย จุดนี้เองจึงเป็นจุดเกิดของโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ชลบุรี เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนหนังสือได้อย่างปลอดภัยระหว่างสงคราม จึงเปิดโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาขึ้นในปี 2487

เมื่อสงครามสงบ สถาบันการศึกษาเครืออัสสัมชัญขยายออกไปอีกหลายแห่ง จนถึงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งคือการก่อตั้งวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ในปี 2515

เนื่องจากบุคลากรที่ตลาดธุรกิจราวปี 2515 ต้องการไม่ใช่ผู้มีความรู้เพียงระดับ COMMERCE เท่านั้นแต่ต้องการในระดับสูงขึ้น และนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ซึ่งก่อนหน้านี้นักเรียนจบจากโรงเรียนกว่า 80% จะทำงานทันที มีเพียง 20% เท่านั้นที่ต้องการเรียนต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งความต้องการบุคลากรในตลาดธุรกิจและความก้าวหน้าทางวิทยาการธุรกิจสมัยใหม่ ที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้นักเรียนที่จบจากโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์กว่า 80% ต้องการเรียนต่อ

ความจริงโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์พยายามที่จะสนองความต้องการทั้ง 2 ประการนี้ตั้งแต่ปี 2510 ด้วยการพัฒนาหลักสูตรธุรกิจของโรงเรียนตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยซานตา คลาร่า ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านบริหารธุรกิจ แห่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่กระทรวงศึกษาธิการไม่รับรอง

ในปี 2512 จึงได้เปิดคอร์สบริหารธุรกิจ 4 ปี เรียกว่า ASSUMPTION SCHOOL OF BUSINESS ADMINISTRATION หรือ ASB ซึ่งเมื่อคอร์ส 4 ปีนี้จบลงอย่างได้ผล ในปี 2515 จึงแยกออกมาก่อตั้งเป็นวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัย) หรือที่เรียกกันว่า ABAC โดยปรับหลักสูตรให้เป็นไปตามกฎทบวงมหาวิทยาลัย สอนบริหารธุรกิจระดับปริญญาตรีด้วยภาษาอังกฤษเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ตลอดระยะเวลา 102 ปีที่ผ่านมา จากวันที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เปิดวันแรกด้วยจำนวนนักเรียน 33 คน จนถึงวันนี้ที่โรงเรียนอัสสัมชัญผลิตนักเรียนออกไปแล้วกว่า 3 หมื่นคน จากอาคารเรียนหลังเล็กๆ ของโรงเรียนอาซมซาน กอเล็ศ ขยับขยายเครือข่ายรวมแล้วถึง 14 แห่งในปัจจุบันด้วยการเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาในขณะที่สถานการณ์เรียกร้อง

คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่าเครืออัสสัมชัญวันนี้ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง "ผู้จัดการ" เคยถามภราดาคณะเซนต์คาเบรียลถึงทรัพย์สินรวมทั้งหมดของสถาบันการศึกษาในเครือ คำตอบที่ได้คือไม่กล้ารวม เพราะถ้ารวมแล้วตัวเลขคงจะมหาศาลเลยทีเดียว

วันนี้สถาบันการศึกษาในเครืออัสสัมชัญ ไม่เพียงมีทรัพย์สินมากมายที่ต้องบริหาร แต่ยังมีภาพพจน์ที่สั่งสมมาตลอด 102 ปีที่ต้องรักษา รวมทั้งมีปัญหาที่ต้องเผชิญด้วย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงปัญหาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพ ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนแม่ของสถาบันในเครือทั้งหมด

ประการแรก ปัญหาเรื่องรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย รายได้หลักของโรงเรียนในปัจจุบันได้จากค่าเล่าเรียนของนักเรียน ขณะนี้ค่าเล่าเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพ ในระดับประถมศึกษาปีละ 2,300 บาท มัธยมศึกษาตอนต้นปีละ 3,685 บาท มัธยมศึกษาตอนปลายปีละ 3,700 บาท ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้โรงเรียนเอกชนเก็บได้

"ขณะนี้กระทรวงศึกษาควบคุมเรื่องค่าเล่าเรียน โรงเรียนเปิดใหม่หรือเปิดมาร้อยปีก็ให้เก็บค่าเล่าเรียนเท่ากัน เราเกิดมาร้อยปี มีครู มีอุปกรณ์การศึกษาต้องบำรุง มีสิ่งต้องพัฒนามากมาย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปการดำเนินงานของโรงเรียนต้องกระทบกระเทือนแน่" อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญกล่าวถึงปัญหากับ "ผู้จัดการ"

นอกจากรายได้หลักที่โรงเรียนได้จากค่าเล่าเรียนแล้ว ก็อาจได้เงินช่วยเหลือบางส่วนจากมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลและเงินช่วยเหลือจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ของทางสมาคมอัสสัมชัญ และรายได้ส่วนสำคัญอีกประการเห็นจะได้แก่เงินบริจาคจากผู้ปกครองนักเรียน ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเรื่องแป๊ะเจี๊ยะไป เมื่อกระทรวงศึกษาฯไม่ให้โรงเรียนเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะ โรงเรียอันสัมชัญก็รับเงินบริจาคแทน

เช่นครั้งหนึ่งเมื่อจะสร้างตึกสุวรรณสมโภชเพื่อเป็นที่ระลึก 50 ปีที่คณะเซจต์คาเบรียลเข้าบริหารโรงเรียนอัสสัมชัญก็มีวิธีขอกู้เงินจากผู้ปกครองกลายๆ คือใครที่อุทิศเงินให้โรงเรียน 10,000 บาท บุตรจะเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนจนจบหลักสูตร

แต่ในปัจจุบันอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญยืนยันว่า เงินบริจาคนั้นแล้วแต่ศรัทธาของผู้ปกครอง และจะรับเมื่อเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนแล้วเท่านั้น

ประการที่สอง การแข่งขันระหว่างโรงเรียนภาคเอกชนและรัฐบาลมีมากขึ้น โรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ขณะนี้มีมาตรฐานการเรียนการสอนสูงขึ้น หลักสูตรของโรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นหลักสูตรของกรทรวงฯ เหมือนกันหมด

ก่อนหน้าปี 2485 นั้น โรงเรียนอัสสัมชัญใช้หลักสูตรที่สอนด้วยภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ซึ่งกระทรวงศึกษาฯไม่รับรอง แต่เมื่อนักเรียนที่จบจากโรงเรียนต้องการศึกษาต่อมากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด เพื่อให้นักเรียนได้ประกาศนียบัตรรับรองการศึกษา เพื่อสะดวกในการศึกษาต่อ

เงื่อนไขนี้ทำให้ความเข้มของภาษาอังกฤษลดน้อยลง ถึงแม้โรงเรียนจะหาทางออก โดยการเพิ่มชั่วโมงภาษาอังกฤษเข้าไปในเวลาของบางวิชาที่สามารถเรียนจบตามหลักสูตรได้เร็วก็ตาม

นอกจากนี้เมื่อรัฐบาลขยายบริการด้านการศึกษาเพื่อรองรับนักเรียนประเภทสามัญมากขึ้น ทำให้นักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้มากขึ้น เป็นผลกระทบให้โรงเรียนเอกชนอื่นๆมีปัญหาที่นั่งเรียนว่างเป็นแถว ถึงแม้ที่โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพในปีนี้ยังมีจำนวนนักเรียนมาสอบเข้าเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่สำหรับโรงเรียนในเครือโดยเฉพาะในต่างจังหวัด จำนวนนักเรียนลดน้อยลงมาก บางปีจำนวนนักเรียนที่มาสมัครเข้าเรียนน้องกว่านักเรียนที่รับได้ด้วยซ้ำ เช่นที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา และในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งทางอัสสัมชัญแก้ปัญหาด้วยการเปิดชั้นอนุบาลขึ้น แทนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่จำนวนนักเรียนลดลง และรับนักเรียนหญิงเข้าเรียนในบางโรงเรียน เช่น โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา โรงเรียนอัสสัมชัญ ระยอง โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง เป็นต้น (ดูแผนภูมิจำนวนนักเรียน)

ดั่งเป็นประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ทำให้อัสสัมชัญเผชิญกับปัญหา ในวันนี้จึงมีคำถามว่า โรงเรียนอัสสัมชัญจะทำอย่างไรให้ภาพพจน์ของโรงเรียน เป็นสถาบันการศึกษาพื้นฐานของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเหมือนอดีตที่ผ่านมา

"เรารู้ว่าทุกวันนี้สภาพการแข่งขันมีมากขึ้น และสถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ เราก็พยายามที่จะให้รุ่นพี่ๆ ที่ประสบความสำเร็จมาให้กำลังใจน้องๆ ทำให้เด็กรุ่นนี้ได้เห็นตัวอย่างที่ดีและเอาอย่างรุ่นพี่" อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญให้คำตอบกับ "ผู้จัดการ" อย่างสั้นๆ

อัสสัมชัญเผชิญปัญหามาตลอด 102 ปี และปรับตัวได้เสมอ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสอนให้อัสสัมชัญหาทางออกได้ และอัสสัมชัญก็จะต้องอยู่ให้การศึกษาแก่เยาวชนต่อไป ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมงกุฎราชกุมาร มีพระดำรัสไว้ในวันวางศิลาฤกษ์ตึกเรียนหลังแรกของโรงเรียนเมื่อปี 2430 ตามที่ปรากฏในพระราชกิจจานุเบกษา



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.