จะทำตัวอย่างไรเมื่อไป "งานศพ"

โดย สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์
นิตยสารผู้จัดการ( มิถุนายน 2528)



กลับสู่หน้าหลัก

"เมื่อไปงานศพบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่มักจะทำตัว "เฉิ่ม" โดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าบังเอิญต้องไปนั่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของงาน ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่ทราบจะเริ่มตรงไหน อย่างไร จึงจะเหมาะสมและถูกต้อง"

งานศพ อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ รดน้ำศพ สวดศพ และเผาศพ ส่วนการเก็บอัฐิจะไม่ขอพูดถึง เนื่องจากมักจะเป็นพิธีในวงศาคณาญาติของผู้เสียชีวิตเท่านั้น

การรดน้ำศพ โดยปกติผู้ที่จะไปรดน้ำศพ มักจะเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับผู้ตายและปรารถนาจะเห็นกันเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งถ้าผู้ตายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนรู้จักนับหน้าถือตาเจ้าภาพมักจะจัดศพเพื่อให้คนรู้จักกันหรือเคารพนับถือกันไปรดน้ำศพ

เมื่อไปถึง ควรจะต้องทักทายและแสดงความเสียใจกับเจ้าภาพ จากนั้นนั่งคอยในที่ที่เจ้าภาพเตรียมไว้ เมื่อเจ้าภาพเชิญจึงเข้าไปในบริเวณที่ศพตั้งอยู่ ทำความเคารพศพ เทน้ำอบไทยที่เจ้าภาพเตรียมไว้ลงบนฝ่ามือของศพ ชอโหสิกรรม จากนั้นก็กลับไปนั่งที่เดิม แขกบางรายเมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้วก็กลับเลย บางรายก็อยู่สวดพระอภิธรรมศพต่อในตอนกลางคืน

การไปงานสวดพระอภิธรรมศพ

โดยปกติงานศพ พระอภิธรรมศพ หรือ สวดศพ มักจะเป็นงานทำบุญ 7 วัน หรือคืองานสวดศพในตอนกลางคืน

เมื่อไปงานสวดศพ ควรมีพวงหรีดไปด้วยเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความเศร้าโศกแก่เจ้าภาพ อย่างไรก็ตาม เรื่องการนำพวงหรีดไปร่วมงานสวดศพนี้ ควรจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมด้วย

เมื่อพบเจ้าภาพให้มอบพวงหรีดแก่เจ้าภาพ ทักทายแสดงความเสียใจ จากนั้นเข้าไปยังศาลาตั้งศพ กราบพระแบบเญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง คลานเข้าไปเคารพศพโดยจุดธูป 1 ดอก ยกมือพนมขออโหสิกรรม

ข้อผิดพลาดที่มักจะพบเห็นในงานสวดศพทั่วๆ ก็คือ เข้าไปในศาลาตั้งศพ และไหว้ศพเลย โดยไม่ไหว้พระ หรือมิฉะนั้นก็เข้าไหว้ศพทั้งๆ พระสงฆ์ยังสวดมนต์อยู่และบางคนเมื่อไม่มีคนจุดธูปส่งให้ ก็นั่งรอไม่กล้าเอื้อมมือไปหยิบธูปมาจุดเอง

เมื่อไหว้ศพแล้ว จึงปักธูป และเคารพศพ

เกี่ยวกับเรื่องเคารพศพนั้น มีข้อควรทราบว่า

ถ้าผู้ตายเป็นผู้สูงอายุ ควรกราบหนึ่งครั้ง ไม่แบมือ

ถ้าผู้ตายเป็นพระให้กราบเบญจางคประดิษฐ์

ถ้าศพคนวัยเดียวกัน ควรยืนคำนับหรือนั่งไหว้

ถ้าเป็นศพผู้น้อยหรือเด็กกว่าเราควรยืนหรือนั่งในท่าสงบ ขออโหสิกรรมโดยไม่ต้องไหว้ จากนั้นจึงคลานถอยออกมาหาที่นั่งต่อไป

มีจุดที่ผมค่อนข้างอึดอัดใจและขอนำมาเล่าสู่กันฟังก็คือ เรื่องการวางตัวขณะอยู่ในงานสวดพระอภิธรรมศพ

เนื่องจากว่าผู้ไปงานศพเกือบทุกคนฟังพระสวดพระอภิธรรมเป็นภาษาบาลีไม่รู้เรื่อง

เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง ก็เลยสังสรรค์เฮฮา

กลายเป็นงานเลี้ยงรุ่น หรืองานพบปะสังสรรค์ไป

เสียงคุย เสียงเฮฮา บางครั้งกลบเสียงสวดมนต์ของพระ

บางครั้งพระสวดมนต์ไปแค่สองจบ ขากบางคนก็ถามหาข้าวต้มหรืออาหารว่างที่เจ้าภาพเตรียมไว้เสียแล้ว

หากข้าวต้มหรืออาหารที่เตรียมไว้ไม่ดี

ก็มีการแอบนำไปนินทา

ผมไม่ทราบว่าสังคมเป็นอะไรไปในทุกวันนี้

ผมมีความเห็นว่า งานสวดศพในตอนกลางคืนนั้นมีจุดที่น่าจะได้แก้ไข 2 จุด

จุดแรกคือ การสวดมนต์ ซึ่งโดยปกติจะนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป เหตุที่เป็น 4 รูปก็เพื่อให้ตรงกับความหมายของสังฆทาน ซึ่งหมายถึง 4 รูป

จุดประสงค์ของการสวดมนต์ ก็เพื่อว่าให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ฟัง สำหรับจะได้พิจารณามรณสติว่า

เกิดมาแล้วก็ต้องตายไปในที่สุด จะได้ทำให้เจ้าภาพและผู้มาร่วมงานคลายทุกข์คลายโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว

การจะทำให้เจ้าภาพและผู้ไปร่วมงานศพเข้าใจความหมายในภาษาบาลีที่พระสวด จึงควรจะทำให้เป็นภาษาง่ายๆ

หรืออย่างที่ท่านปัญญานันทะ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เริ่มไว้ก็จะดี

นั่นก็คือ มีการแสดงปาฐกถาธรรม

อีกจุดหนึ่งที่ผมอยากเสนอเพื่อเป็นขบคิดก็คือ

การเลี้ยงอาหารว่าง

ผมเห็นว่าเป็นความสิ้นเปลืองและเป็นภาระแก่ทั้งฝ่ายเจ้าภาพ ผู้ไปร่วมงาน และพระสงฆ์ที่นิมนต์มา

ด้านเจ้าภาพก็ต้องเตรียมอาหาร เสียเงินเสียทอง

ฝ่ายผู้ไปร่วมงานก็เสียเวลามากขึ้น เพราะต้องรอให้แขกคนอื่นๆ รับประทานอาหารหรือของว่างให้เสร็จเสียก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

ทางด้านพระสงฆ์ก็เสียเวลาในการท่องบทสวดมนต์ให้แตกฉาน

ดังนั้น การแสดงปาฐกถาธรรมอย่าเงดียวก็น่าจะพอ

จึงขอฝากเรื่องเหล่านี้เป็นอาหารสมองสำหรับท่านผู้อ่านด้วย

ขอกลับมาถึงเรื่องของเราต่อไป

สมมุติว่า ลูกน้องคนหนึ่งของท่านเกิดเสียชีวิต

และหน่วยงานของท่านเป็นเจ้าภาพงานสวดศพ

เมื่อท่านเข้าไปไหว้ศพและเคารพศพแล้ว

ท่านก็จะได้รับเชิญไปนั่งเก้าอี้แถวหน้าสุด

หรือคือเป็นตัวแทนของหน่วยงานของท่าน

ถ้าท่านเคยออกงานหรือไปร่วมงานสวดศพบ่อยๆ ท่านก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร

แต่ถ้าท่านไม่เคย

เหงื่อท่านจะออก

เพราะไม่รู้ว่า จะทำอะไรก่อนหลัง

แต่ทุกวันนี้ตามวัดใหญ่ๆ จะมีเจ้าหน้าที่ของวัดคอยจัดการและแนะนำให้

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบางจุดที่ควรจะทราบไว้

นั่นก็คือ ภายหลังจากพระสวดพระอภิธรรมจบแล้ว จะมีการทอดผ้าบังสุกุลและถวายของจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์

ผ้าบังสุกุลที่จะทอดนั้น อาจจะเป็นไตร จีวร สบง ย่ามหรือผ้าเช็ดหน้าก็ได้

ก่อนจะทอดผ้าบังสุกุลและถวายของเจ้าหน้าที่ของวัดจะคลี่ผ้าภูษาโยงหรือผ้าทาบที่โยงจากศพซึ่งวางพับอยู่บนพานและตั้งไว้หน้าศพไปข้างหน้าพระสงฆ์

จากนั้นญาติผู้ตายหรือพนักงานในหน่วยงานของท่านก็จะมาเชิญท่านเป็นผู้ทอดร่วมกับผู้มีเกียรติหรืออาวุโสคนอื่นๆ

ท่านก็เพียงแต่วางผ้าตามขวางลงบนภูษานั้นแล้วยกมือไหว้หนึ่งครั้ง หรือกราบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง ก็ได้ โดยไม่ต้องยกประเคน ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตาม

หลังจากนั้นจึงยกของจตุปัจจัยประเคนต่อไป

เมื่อถวายของพระแล้ว พระท่านก็จะสวดยะถา คืออนุโมทนาส่วนกุศลที่ได้ทำนั้นให้ผู้ตาย

คราวนี้เจ้าหน้าที่วัดก็จะจัดอุปกรณ์กรวดน้ำมาให้

ท่านก็ทำการกรวดน้ำ

จากนั้นพระท่านก็จะสวดสัพพี คือ ให้พรแล้วพระท่านก็กลับ ก็เป็นอันเสร็จพิธีสวดศพในคืนนั้น

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการเผาศพ อันเป็นการลาจากกันครั้งสุดท้ายระหว่างผู้ตายกับผู้อยู่

เมื่อเข้าไปในบริเวณเมรุซึ่งมีศพตั้งอยู่ ควรคำนับศพ หากเป็นหญิงก็น้อมตัวไหว้ แล้วจึงหาที่นั่ง

หากท่านเป็นผู้ที่ผู้ตายหรือญาติผู้ตายให้ความเคารพนับถือ เขาจะเชิญท่านไปทอดผ้าบังสุกุล โดยมีผู้ถือพานใส่ผ้าเดินตามเจ้าภาพมาที่ท่าน

ท่านก็เดินนำผู้ที่มาเชิญขึ้นไปบนเมรุหรือเชิงตะกอน

ก่อนจะทอดควรเคารพศพก่อนหนึ่งครั้ง จะโดยคำนับ หรือไหว้ก็สุดแต่อาวุโสของผู้ตาย

เมื่อเคารพศพแล้ว จึงรับผ้าจากผู้เชิญ ไปวางพาดบนพานที่หน้าโลง แล้วคำนับหรือไหว้ศพอีกครั้งหนึ่งแล้วยืนรอสักครู่

จากนั้นพระสงฆ์ซึ่งได้รับนิมนต์ให้มาชักผ้าบังสุกุลก็จะเดินมาเพื่อชักผ้าบังสุกุล ท่านควรไหว้พระหนึ่งครั้ง (ไม่ควรคำนับพระ) เมื่อพระชักผ้าบังสุกุลไปแล้ว ท่านก็ยกมือไหว้พระอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินลงจากเมรุมานั่งยังที่ของท่าน

หลังจากทอดผ้าบังสุกุลแล้ว ประธานในงานจะได้รับเชิญให้ไปจุดไฟเริ่มพิธีโดยการเอาดอกไม้จันทน์และธูปเทียนไปจุดไฟวางลงใต้เชิงตะกอน

จากนั้นคนอื่นๆ ก็เดินตามกันขึ้นไป โดยมีดอกไม้จันทน์ธูปและเทียนติดมือขึ้นไปด้วย

ควรทราบเพื่อเป็นประโยชน์สักนิดว่า

ธูปกับเทียนนั้น ใช้เพื่อขอขมาศพ ส่วนดอกไม้จันทน์นั้นเพื่อเอาไว้เผาศพ

ก่อนจะวางดอกไม้จันทน์ธูปเทียนนั้นควรไหว้ศพหรือคำนับก็ได้ครั้งหนึ่งเสียก่อน และกล่าวขอขมาในใจว่า "สิ่งใดที่ท่านผิดต่อข้าพเจ้า แม้ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ข้าพเจ้ายกโทษนั้นๆ ให้ท่านหมดสิ้นแล้วแต่นี้ไปและสิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ทำผิดต่อท่านมาแล้ว ก็ขอท่านจงโปรดยกโทษนั้นๆ แก่ข้าพเจ้า อย่าให้เรามีเวรกรรมต่อกันอีกเลย ขอท่านจงเป็นสุขเถิด"

และเมื่อวางดอกไม้จันทน์ ธูปเทียนแล้วก็ไหว้พระหรือคำนับศพอีกครั้งหนึ่ง จึงเดินลงจากเชิงตะกอน

ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาเขียน ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เมื่อประสบกับตัวเองแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่สนุกเลย ไม่ว่าจะเป็นประธานในงานสวดศพหรือเผาศพก็ตาม

ยิ่งถ้าไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน และไม่เคยมาก่อน

เหงื่อออกยิ่งกว่าอาบน้ำเสียอีก

โดยเฉพาะในตอนที่เดินไปทอดผ้าบังสุกุลบนเมรุท่ามกลางสายตาของผู้คนเป็นร้อยๆ คู่นั้น

มันประหม่าตื่นเต้นจนเดินผิดเดินถูเป๋ไปเป๋มา

การเตรียมตัวให้พร้อมในกรณีไปงานศพจึงเป็นส่วนของการส่งเสริมบุคลิกภาพและความเป็นผู้นำ

ครับ ทั้งหมดที่ท่านได้อ่านมานี้เขียนจากการพูดคุยกับผู้รู้และประสบการณ์ของตัวเอง หากท่านผู้อ่านอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดหาอ่านได้จากหนังสือสองเล่ม คือ ประเพณีพิธีไทยของ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติพิธีกรรมทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย ของสมทรง บุญญฤทธิ์


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.