เบเกอรี่ "โฮมเมด" แรงฉุดไม่อยู่ สูตรสำเร็จ ทุนหนา-ทำเล-คุณภาพ


ผู้จัดการรายสัปดาห์(10 มิถุนายน 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

เทรนด์เบเกอรี่โฮมเมดมาแรง "มิส ซาซ่า" ต่อยอดธุรกิจ คลอดแบรนด์ใหม่ "มิส ซาซ่า บราวนี่" รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ชี้ธุรกิจสำเร็จได้ ผู้ประกอบการต้องพร้อมสรรพ เงินทุน-ทำเลที่ตั้ง-คุณภาพสินค้า แฟรนไชซี "เลอโนท" ชูจุดแข็งแบรนด์นอก หวังโตแบบก้าวกระโดด ไม่หวั่นตลาดแข่งเดือด

ฐิติมา อัตถากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิส ซาซ่า เบเกอรี่ จำกัด เปิดเผย “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ว่า จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์"มิส ซาซ่า เค้ก" (Ms Sasa)จำนวน 5 สาขาในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้ต่อยอดธุรกิจ โดยเปิดแบรนด์ใหม่ "มิส ซาซ่า บราวนี่" เป็นการแตกไลน์สินค้าให้บริการเฉพาะบราวนี่ กว่า 12 ชนิด

ทั้งนี้ เล็งเห็นโอกาสและช่องว่างตลาด ที่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเจาะตลาดบราวนี่ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบบราวนี่เป็นพิเศษขณะเดียวกันยังมองว่า บราวนี่สามารถสนองตอบไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เน้นการรับประทานง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน และรับวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้น โดยให้บริการรูปแบบคีออส สาขาแรกที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรี่ยม นอกจากนี้ยังเตรียมขยายสาขาที่เซ็นทรัลเวิล์ด พลาซ่า และสยามพารากอน

"มั่นใจกับมิส ซาซ่า บราวนี่ จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับมิส ซาซ่า เค้ก เพราะอาศัยฐานลูกค้ากลุ่มเดียวกัน และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับกลุ่มผู้ชื่นชอบบราวนี่ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ด้วย ที่ผ่านมาพบว่าร้านขายเบเกอรี่ทั่วไป จะขายเบเกอรี่รวมๆ กันไม่แยกประเภทสินค้า แต่เราได้มีการวางคอนเซ็ปต์ตั้งแต่ต้นฉะนั้น สินค้า และรูปแบบร้านจะแตกต่างกัน " ฐิติมากล่าวและว่า

ปฎิเสธไม่ได้ว่า เงินทุนมีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ยอมรับว่าสัดส่วนการลงทุนทุ่มให้กับทำเลที่ตั้ง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด จะเห็นว่าตั้งเป้ากลุ่มลูกค้าระดับบีบวกขึ้นไป ฉะนั้นห้างสรรพสินค้าต้องเป็นห้างที่กลุ่มเป้าหมายไปใช้บริการ นอกจากนั้นกลุ่มดังกล่าว ต้องการความแตกต่างในตัวสินค้า คือคุณภาพ ซึ่งเป็นคำตอบได้ดี เช่น เค้กทั่วไปที่จำหน่ายราคาตั้งแต่ 30 บาท จนถึง 120 บาททำไมยังขายได้ในเมื่อเป็นเค้กเหมือนกัน ดังนั้น มิซซาซ่าให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ใช้ และเสนอขายในราคาที่เหมาะสม เฉลี่ยชิ้นละ 75 บาท

ขณะที่ บราวนี่อาจจะได้รับความนิยมเร็วกว่าเพราะไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว จึงทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และนิตยสารที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

รวมทั้ง ยังมีจุดเด่นของสินค้า นอกจากจะแบบก้อนสี่เหลี่ยมเช่นเดียวกับบราวนี่ทั่วไป มิซซาซ่ายังเพิ่มลักษณะปอนด์เป็นก้อนกลม ตอบสนองกลุ่มลูกค้าและวัฒนธรรมคนไทยในการซื้อเป็นของฝากบุคคลสำคัญเนื่องในโอกาสต่างๆ

"เราค่อนข้างให้ความสำคัญกับข้อมูลของผู้บริโภค มีการพัฒนาสินค้าตลอดเวลา แต่ยังไม่ทิ้งกลุ่มที่ชื่นชอบรูปแบบและรสชาติเดิมๆ รวมถึงการสร้างความแปลกใหม่ในช่วงเทศกาลต่างๆ ซึ่งเป็นฤดูขายต้องดึงดูดลูกค้าให้เลือกซื้อของเรา นอกจากนี้เรามีบริการดิลิเวอรี่สนองพฤติกรรมลูกค้า และพบว่าเมื่อเปิดบริการแล้วมียอดขายในส่วนนี้สูงน่าพอใจ"

ปัจจุบัน ตลาดรวมเบเกอรี่มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็น กลุ่มเบอเกอรี่โฮมเมดประมาณ 10% หรือประมาณ 600 ล้านบาทซึ่งเป็น niche market แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าโอกาสการเติบโตของกลุ่มดังกล่าวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการแข่งขันในปัจจุบันยังไม่มาก เมื่อเทียบกับตลาดแมสโดยทั่วไป

ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของบริษัทฯ นั้น มิส ซาซ่า เค้ก ยังคงไว้ที่ 5 สาขา แต่จะเพิ่มเป้าหมายยอดขาย ปัจจุบันอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ย 20-30% ต่อปี ส่วนมิส ซาซ่า บราวนี่ คาดว่าในอนาคตจะขยาย 10 สาขา สร้างยอดขาย 30 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเล็งการขยายสาขาไปยังจังหวัดท่องเที่ยว เช่น พัทยา เชียงใหม่ เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมเบเกอรี่โฮมเมด ขณะเดียวกันมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าทั้งรูปลักษณ์และรสชาติแปลกใหม่

ภาวิดา จารุทวี ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้ดูแลผลิตภัณฑ์ “เลอโนท” แฟรนไชส์เบเกอรี่และอาหารจากประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ทิศทางการเติบโตและการแข่งขันในธุรกิจเบเกอรี่สูงขึ้น แต่ตัดสินใจซื้อแบรนด์เลอโนทเพราะความเป็นเอกลักษณ์ของการผลิต ในขณะที่แบรนด์อื่นเริ่มมีความเป็นแมสหมดแล้ว ประกอบกับรสชาติและชื่อเสียงของเลอโนทด้านเบเกอรี่เป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ มองว่าเป็นเทรนด์ของตลาด เนื่องจากเมื่อ 2-3 ปีก่อนขนมของฝรั่งเศสได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน และคิดว่าถึงเวลาที่พร้อมจะเข้าประเทศไทยแล้ว เพราะแบรนด์เลอโนทเป็นที่รู้จักมาก่อน ทำให้ค่อนข้างได้เปรียบเมื่อนำเข้ามาทำตลาด

รวมทั้ง มองเห็นการเติบโตในไทย จึงเตรียมขยาย 3 สาขา ภายในปี 2549 ที่สยามพารากอน , ดิเอ็มโพเรี่ยม และซอยทองหล่อ รองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านซึ่งมีมากขึ้น


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.