ปรินส์ รอยแยลส์ ความหมายลึกซึ้งกว่า 100 ปี

โดย อรวรรณ บัณฑิตกุล บัณรส บัวคลี่
นิตยสารผู้จัดการ( กุมภาพันธ์ 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

นามพระราชทานของโรงเรียนปรินส์ รอยแยลส์ วิทยาลัย ที่ได้รับเมื่อ 100 ปีก่อน มิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาในหัวเมืองภาคเหนือของราชอาณาจักรสยามในยุคนั้น แต่ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของลัทธิล่าอาณานิคมจากตะวันตก

"เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือการพัฒนาอุปนิสัย ไม่มีเป้าหมายอื่นใด ไม่ว่าจะให้ประโยชน์สักแค่ไหน ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร ในระยะยาวการพัฒนาอุปนิสัยจะนำมาซึ่งความพึงพอใจสูงสุด

...การศึกษาที่สมบูรณ์แบบจะต้องเป็นการศึกษาในสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง ทุกคนไม่มีความจำเป็นจะต้องมีปีกไว้ใช้บินให้สูงขึ้นไปจนใกล้ดวงอาทิตย์ เหมือนอีคารัส (Ecarus) แต่ควรใช้ขาทั้งสองข้างหยัดยืนบริการรับใช้ผู้คนบนท้องถนนจะดีกว่า ทั้งนี้การได้รับการศึกษาจะทำให้คนแต่ละคนได้ทราบว่าตนเองนั้นเหมาะสมที่จะยืนอยู่ที่ใดในสังคม"

ข้อความเบื้องต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในคำกราบบังคมทูลของศาสนาจารย์วิลเลียม แฮรีส (พ่อครูแฮรีส) ต่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2449 เมื่อครั้งเสด็จทรงวางศิราราก อาคาร Butler อาคารเรียนหลังแรก พร้อมพระราชทานนามโรงเรียนว่า "The Prince Royal's College" และทรงพระราชทานสีประจำพระองค์ น้ำเงิน-ขาว เป็นสีประจำโรงเรียน

เป็นวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลอย่างแหลมคมของคน เมื่อ 100 ปีก่อน เพราะเมื่อถึงวันนี้ก็ได้ตระหนักกันแล้วว่า หากผู้คนในสังคมขาดความมี "คุณธรรม" ก็ไม่สามารถทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนฉลาดหลักแหลมเพียงใดก็ตาม

จากเจตนารมณ์ของการก่อตั้งโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์ วิทยาลัย กลายเป็นปรัชญาของโรงเรียน "การศึกษาคือการพัฒนาอุปนิสัย" และคำขวัญของการศึกษา "คุณธรรมนำปัญญา พลานามัยสมบูรณ์ เกื้อกูลสังคม"

การถือกำเนิดขึ้นของชื่อโรงเรียนปรินส์ รอยแยลส์ วิทยาลัย มิได้มีความสำคัญเพียงแค่การนำรูปแบบการศึกษาระบบตะวันตกที่ทันสมัยในยุคนั้น มายังหัวเมืองทางภาคเหนือ (มณฑลพายัพ) เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความหมายแฝงเร้นถึงนัยทางการเมืองระหว่างประเทศ และพระบรมราโชบายอันชาญฉลาดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช มกุฎราชกุมารของพระองค์

การเสด็จประพาสมณฑลพายัพครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ระหว่างปี พ.ศ.2448-2449 หรือแม้กระทั่งการเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ (กำแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก) ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450 มีจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งประการหนึ่งก็คือ พระราชกรณียกิจระหว่างการเสด็จไปยังหัวเมืองแต่ละแห่งนั้น แสดงให้เห็นถึงความสนพระทัยในกิจการของโรงเรียนที่ล้วนแต่จัดตั้งขึ้นมาใหม่

แทบทุกเมืองที่ไป ทรงมีหมายกำหนดการเสด็จประพาสยังโรงเรียนที่ล้วนแต่ตั้งขึ้นใหม่ในยุคนั้น!

รายละเอียดดังกล่าว นอกจากหาอ่านได้จากจดหมาย เหตุ ร.ศ.124-125 แล้ว ยังแทรกอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่อง "เที่ยวเมืองพระร่วง" และ "ลิลิตพายัพ" ซึ่งทรงใช้พระนามแฝงว่า "หนานแก้วเมืองบูรพ์"

ความสนพระทัยเรื่องการจัดการระบบการศึกษาแบบใหม่ ยังกระทำต่อเนื่องจนกระทั่งเสวยราชสมบัติ อาทิ มีบัญชาให้กระทรวงธรรมการในการขยายการศึกษาด้วยการจัดตั้งโรงเรียนของรัฐบาลเป็นตัวอย่างเมืองละ 1 แห่ง และวางโครงการศึกษาภาคบังคับทั่วพระราชอาณาจักรและทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา ฯลฯ รวมถึงทรงให้จัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งเป็นรากฐานของวชิราวุธวิทยาลัยในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระหฤทัยเอาใจใส่ในการจัดการศึกษาอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว แต่สิ่งที่ควรพิจารณาประกอบด้วยอย่างยิ่ง ก็คือพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ที่ประสงค์จะให้การศึกษาเล่าเรียนแบบแผนใหม่ เป็นเครื่องมือด้านวัฒนธรรม เพื่อผลสำเร็จในงานการเมือง

เรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอันเนื่องมาจากสถานการณ์บ้านเมืองในยุคที่เสด็จประพาสมณฑลพายัพนั้น (2448-2449) กำลังเป็นช่วงรอยต่อของการปฏิรูปการปกครองรวบอำนาจมาสู่ศูนย์กลาง ซึ่งก็ยังไม่เรียบร้อยดีนัก!

การเข้ามาปรับโครงสร้างการปกครองแบบเดิมของล้านนาที่มีเจ้าหลวงผู้ครองนครมีอำนาจเด็ดขาดที่ได้เริ่มทำมาตั้งแต่ พ.ศ.2427 จากเดิมที่มีเพียงข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณค่อยๆ เพิ่มระดับอำนาจรัฐจากส่วนกลางได้เข้ามาปฏิรูปด้านการปกครองเศรษฐกิจ กฎหมาย และค่อยๆ ลดอำนาจของเจ้าหลวงลง

พ.ศ.2442 ข้าหลวงเทศาภิบาลขึ้นมามีอำนาจการปกครองเต็มที่แทนเจ้าหลวง การปฏิรูประบบซึ่งกระทบกับประชาชนโดยตรงจากการนี้ก็คือระบบการจัดเก็บภาษี

พ.ศ.2443 เกิดขบถพญาผาบ (พญาปราบสงคราม) ซึ่งเป็นพ่อแคว่น หรือกำนันหนองจ๊อม ในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่พอใจการจัดเก็บภาษี ที่เปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างใหม่ที่กำหนดโดยข้าหลวงที่มาจากกรุงเทพฯ

พ.ศ.2445 เหตุการณ์กบฏเงี้ยว ที่ลุกลามจากแพร่ มาถึงลำปาง

นอกจากเหตุการณ์ภายในแล้ว ในส่วนของภายนอกก็ยังคงมีภัยจากมหาอำนาจอาณานิคมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส โดยมีมณฑลพายัพอยู่ตรงกลาง (2449-เสียมณฑลบูรพา คือ เสียมราฐ ศรีโสภณ และพระตะบอง ให้ฝรั่งเศส)

ชาวอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษ ได้เข้ามาลงทุนในกิจการป่าไม้ในภาคเหนือ เริ่มจากบริษัทบอร์เนียวได้เข้ามาค้าขายตั้งแต่ปี พ.ศ.2399 และได้เริ่มต้นค้าไม้สักใน พ.ศ. 2432 ต่อจากนั้นในปี พ.ศ.2435 บริษัทบอมเบย์ และบริษัทสยามฟอร์เรสของอังกฤษ เข้ามาทำธุรกิจไม้สักด้วย

เชียงใหม่-ล้านนา ในห้วงของการเสด็จประพาสนั้น ไม่ได้มีเพียงคณะมิชชันนารีอเมริกัน คณะเพรสไบทีเรียน และกิจกรรมด้านศาสนา อาทิ โรงพิมพ์ โรงพยาบาล และโรงเรียน เท่านั้น หากแต่ยังเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของสยาม มีทรัพยากรไม้สัก มีสถานกงสุลต่างประเทศมาตั้ง และเป็นเป้าหมายของลัทธิอาณานิคม

บันทึกพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแผนใหม่ ที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงทางการเมืองของรัชกาลที่ 5 เกิดหลังจากการปราบกบฏเงี้ยวสำเร็จใน พ.ศ.2445 ดังปรากฏในจดหมายเหตุว่า

"เรื่องการเล่าเรียนเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้พูดกันที่ท้องพระโรงวันนั้นเห็นว่าควรจะเขียนลงไว้เป็นหนังสือ จึงได้เขียนลงบัดนี้ ความมุ่งหมายซึ่งจะให้การเล่าเรียนแก่พวกลาวชั้นเด็กนั้น เพื่อจะให้ความรู้เป็นกำลังที่จะทำราชการในบ้านของตัวเอง ฤาทำการติดต่อกับไทยให้รู้ทันกัน จะได้มีคนใช้และมีคนรู้ในมณฑลพายัพมากขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องเอาคนไทยขึ้นไปใช้มาก แต่ความปรารถนาใช่จะให้แต่ความรู้ส่วนอักขระวิธีอย่างเดียว หวังจะสั่งสอนให้รู้จักทางราชการ และให้รู้ความดีของการที่กลมเกลียวกันกับไทย การซึ่งจะเข้ากันได้เช่นนั้น ต้องมีความคิดแลความรู้ถึงกันความมุ่งหมายต้องเป็นอย่างเดียวกัน คือหวังต่อความเจริญของบ้านเมืองซึ่งกันร่วมกัน เพราะฉะนั้น ผู้ซึ่งจะไปเล่าเรียนจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีสันดานหย่อน ยิ่งหมิ่นประมาทพวกลาวว่า เลวทรามกว่าคนไทยด้วยประการทั้งปวง จะต้องมีสติปัญญาที่จะหาทางสั่งสอนชักโยงให้พวกลาวรู้สึกว่า เป็นข้าราชการฤาเป็นชาวเมืองอย่างเดียวกันกับคนไทย ถ้าทำดีการจะได้ดีเหมือนกับคนไทย

โรงเรียนนั้นจะต้องถือว่าตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ราชการเหมือนกับมิชชันนารีเขาตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ศาสนา ผู้ซึ่งจะไปจัดการต้องมีน้ำใจผูกพันมั่นคงอย่างเดียวกัน"

อันที่จริงนโยบายจัดตั้งโรงเรียนตามแผนใหม่ในหัวเมืองหรือมณฑลหลักๆ นั้น มีมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2441-2442 หากแต่ว่าหลังจากเกิดเหตุความไม่สงบในมณฑล พายัพ จึงได้มีพระบรมราโชบายที่ชี้ชัดเพิ่มเติมลงไป

นัยที่สำคัญของการจัดตั้งโรงเรียนในเชียงใหม่หลังปี 2445 ก็คือมุ่งให้ผู้เล่าเรียนรู้ความดีกับการกลมเกลียวกับไทย ซึ่งนั่นก็คือใช้การอบรมสั่งสอนเรียนรู้ที่มีเป้าหมายทางการเมืองซ่อนอยู่ด้วย

การเสด็จประพาสเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.2448 นั้น ได้พระราชดำเนินไปโรงเรียนประจำมณฑลพายัพ หรือโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลพายัพ และพระราชทานนามให้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2448 ที่ก่อสร้างใหม่

และคงเป็นที่ทราบกันทั่วไปในบรรดาชนชั้นนำของเมืองเชียงใหม่เวลานั้นว่า โรงเรียนแห่งใหม่ที่รัฐบาลกลางตั้งขึ้นมานี้ มีเป้าหมายในทางวัฒนธรรมและทางการเมืองซ่อนอยู่ด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างระบบการจัดการศึกษาแผนใหม่ กับการเรียนการสอนแบบล้านนาดั้งเดิม ก็คือหลักสูตรใหม่มีการสอนด้านภาษา ทั้งการเขียน/อ่าน ตัวอักษร และสำเนียงแบบไทยกรุงเทพฯ อยู่ในหลักสูตร อย่างเช่นโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยที่ลำปาง ได้ใช้หลักสูตรภาษาไทยล้วน 100% ขณะที่การสอน ในเชียงใหม่ช่วงนั้นยังใช้ภาษาพื้นเมืองผสมกับวิชาการสอนภาษาไทยภาคกลาง

หลังจากนั้นอีก 9 วัน จึงได้เสด็จมาวางศิลารากอาคาร และพระราชทานนามโรงเรียนปรินส์ รอยแยลส์ วิทยาลัยแทนชื่อเรียกว่า Chiangmai Boy School หรือ "โรงเรียนชายวังสิงห์คำ" ที่มีอยู่เดิม

จุดที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ก็คือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ได้แสดงให้เห็นถึงการแสดงความสัมพันธ์อันดีของราชสำนักสยามกับมิชชันนารีอเมริกัน ที่เข้ามาทำงานในเมืองเชียงใหม่ก่อนหน้านี้เกือบ 40 ปี (พ.ศ.2410) ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ยังมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชสมบูรณ์ อำนาจปกครองเด็ดขาดอยู่ที่เจ้าหลวงผู้ครองนคร

อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลานั้น (พ.ศ.2448-2449) รัฐบาล กลางสยามจะพยายามใช้ระบบการศึกษาแผนใหม่เพื่อเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมและทางการเมืองในการปฏิรูปการปกครอง แต่ทว่ารัฐบาลสยามก็ไม่เข้ามาแตะต้องแนวทางการจัดระบบการศึกษาของมิชชันนารีแม้แต่น้อย

ในทางกลับกัน คณะมิชชันนารีผู้ก่อตั้งโรงเรียนปรินส์ รอยแยลส์ วิทยาลัย ได้แสดงจุดยืนย้ำถึงปรัชญาการจัดการศึกษาที่เป็นตัวของตัวเอง แสดงต่อมกุฎราชกุมาร แห่งสยามอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายของการจัดการศึกษาตามแนวทางนี้ไม่ได้มีเป้าหมายอื่นใดเจือปน

ดังที่ปรากฏในคำถวายรายงานของพ่อครูแฮรีสที่ว่า "The ultimate aim of education is the development of character" ที่ได้ยกขึ้นมาข้างต้น


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.