Investment for Growth

โดย ณัฐวัฒน์ หอมจิตต์
นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและพลิกฟื้นฐานะกลับคืนมาได้อีกครั้ง ปัจจุบันความมั่นคงทางการเงินของเครือซิเมนต์ไทยถือได้ว่าแข็งแกร่งกว่าในช่วงก่อวิกฤติเสียอีก มาตรวัดหนึ่งที่ชี้ให้เห็นได้ชัดเจนคือสัดส่วนระหว่างหนี้สินและ EBITDA (Net Debt/EBITDA) ซึ่งในช่วงก่อนวิกฤติอยู่ที่ระดับ 3 เท่า แต่เมื่อมีการลดค่าเงินบาททำให้ตัวเลขยอดหนี้เพิ่มสูงขึ้น สัดส่วนดังกล่าวจึงพุ่งขึ้นไปเป็น 9 เท่า และหลังจากที่ทยอยใช้หนี้ไปแล้ว ปัจจุบันสัดส่วนนี้ลดเหลือเพียง 1.9 เท่าเท่านั้นและเมื่อประเมินจากผลกำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละปี เท่ากับว่าเครือซิเมนต์ไทยมีเม็ดเงินที่พร้อมสำหรับการลงทุนในแต่ละปีเพื่อสร้างโอกาสการขยายตัวในอนาคตได้ไม่น้อยเลย

"จากนี้ไปพูดตรงๆ ว่าโอกาสที่จะลงทุนไม่พอกับเงินที่เรามีอยู่" กานต์กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

เครือซิเมนต์ไทยเตรียมเม็ดเงินสำหรับการลงทุนในช่วง 5 ปีนี้เอาไว้อย่างน้อยปีละ 24,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนของกลุ่มปิโตรเคมีและที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีในสัดส่วนเท่าๆ กัน

แผนการลงทุนของเครือซิเมนต์ไทยที่ได้ประกาศออกมาแล้วมีทั้งในกลุ่มซิเมนต์ ปิโตรเคมีและกลุ่มกระดาษ โดยกลุ่มปิโตรเคมีที่ปัจจุบันเป็นกลุ่มที่สร้างผลกำไรให้กับเครือมากที่สุดก็เป็นกลุ่มที่มีแผนการลงทุนมากที่สุดด้วยเช่นกัน โครงการของกลุ่มปิโตรเคมีที่จะมีการลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้มีทั้งการสร้างโรงงานโอเลฟินส์แห่งที่ 2 และโครงการดาวน์สตรีมที่ร่วมกับ Dow Chemical ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 60,000 ล้านบาทจะก่อสร้างเสร็จและดำเนินการผลิตได้ในปี 2553

นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอททีลีน ที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนในส่วนของเครือซิเมนต์ไทยอีก 3,500 ล้านบาท

ในกลุ่มกระดาษก็มีโครงการลงทุนกว่า 9,400 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษพิมพ์เขียนที่จังหวัดขอนแก่น มูลค่าประมาณ 6,600 ล้านบาท มีกำลังการผลิตปีละ 160,000 ตันจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในสิ้นปี 2550 และการขยายกำลังผลิตของธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ที่โรงงานนวนคร โรงงานราชบุรีและกาญจนบุรี รวม 2,870 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มปูนซีเมนต์ก็มีการไปลงทุนผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศกัมพูชา โดยร่วมทุนกับ Khaou Chuly Group ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของกัมพูชา มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 3,200 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 8.5 แสนตัน คาดว่าจะเริ่มทำการผลิตได้ในเดือนมกราคม 2551

โครงการปูนซีเมนต์ที่กัมพูชาเป็นการลงทุนตามแผนงานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนที่เครือซิเมนต์ไทยเข้าถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 90% แทนที่จะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยดังเช่นการร่วมทุนในต่างประเทศในหลายโครงการที่ผ่านมา กานต์ให้เหตุผลว่า โครงการร่วมทุนของเครือซิเมนต์ไทย นับจากนี้ไปจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อให้สามารถควบคุมการดำเนินงานให้สอดรับกับนโยบายโดยรวมของเครืออย่างเต็มที่


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.