"ช่อง 7 สีทีวีเพื่อใคร?"

โดย เดือนเพ็ญ ลิ้มศรีตระกูล
นิตยสารผู้จัดการ( กรกฎาคม 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการบริหารสถานีโทรทัศน์สีแห่งแรกของประเทศไทย ที่รู้จักกันในนามช่อง 7 สีปัจจุบัน ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมวิทยุและโทรทัศน์ของกองทัพบก ยุคจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยนางเรวดี เทียนประภาส ผู้ก่อตั้ง ได้ยื่นขอจดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2510 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท แบ่งเป็น 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 หมื่นบาท

เกือบจะเรียกได้ว่า จอมพลประภาสตั้งสถานีโทรทัศน์ให้เป็นสมบัติของฝ่ายภรรยาก็ได้

เพราะนอกจากนางเรวดีแล้ว ผู้ริเริ่มบริษัทคนอื่นประกอบด้วย คุณหญิงไสว จารุเสถียร (ภรรยาจอมพลประภาส ซึ่งเป็นพี่สาวของเรวดี) ร.อ.ชูศักดิ์ บุณยกะลิน นายเฑียร์ กรรณสูต (น้องสามีของเรวดี คือสุชาติ กรรณสูตที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2501) นายชาติเชื้อ กรรณสูต (บุตรชายคนโต) ร.ท.ชายชาญ กรรณสูต (บุตรชายคนที่สองที่เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเทียนประภาสของแม่เมื่อปี 2517) และนางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ (บุตรสาวคนเล็ก) โดยมอบให้นายสมภพ (ชื่อขณะนั้น) ศรีสมวงศ์ เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิกับกรมทะเบียน

การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2510 ได้มีมติให้คุณหญิงไสว จารุเสถียร เป็นประธานกรรมการบริษัท นายชวน รัตนรักษ์ เป็นรองประธานกรรมการ นางเรวดี เทียนประภาส เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยกรรมการของบริษัทชุดแรก นอกจากบุคคลทั้ง 3 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีนายเฑียร์ นายชาติเชื้อ ร.อ.ชูศักดิ์ และร.ท.ชายชาญ

ช่วงแรกมีผู้ถือหุ้นตามทะเบียนในวันที่ 18 ตุลาคม 2510 ดังนี้ คุณหญิงไสว 100 หุ้น นางเรวดี 230 หุ้น นายชวน 50 หุ้น นายเฑียร์ 100 หุ้น นายชาติเชื้อ 100 หุ้น ร.อ.ชูศักดิ์ 20 หุ้น ร.ท.ชายชาญ 100 หุ้นของทุนจดทะเบียน 1,000 หุ้น

จะเห็นว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ของช่อง 7 สี ยุคเริ่มต้นล้วนแล้วแต่เป็นคนในตระกูลจารุเสถียร เทียนประภาสและกรรณสูตที่มีความเกี่ยวดองกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่มีตระกูลรัตนรักษ์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เช่นในปัจจุบัน ขณะนั้นเป็นที่รู้กันดีว่านอกจากคนใน 3 ตระกูลนี้แล้ว คนอื่นเป็นตัวประกอบ (ดูตารางการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นประกอบ)

สาเหตุที่ชวน รัตนรักษ์ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในช่อง 7 สีได้ เนื่องจากเขามีความสนิทสนมกับจอมพลประภาสมาก ๆ ตั้งแต่สมัยที่พลตรีประภาส (ยศขณะนั้น) ทำการรวบรวมบรรดาเจ้าพ่อขนส่งทางน้ำมาอยู่ในอาณัติเดียวกัน ด้วยการตั้งบริษัท สหขนส่งทางน้ำขึ้นเมื่อปี 2497 ซึ่งประภาสถือหุ้นใหญ่ 2,000 หุ้น ชวนก็ได้เข้าถือหุ้นด้วย 500 หุ้น โดยก่อนหน้านั้นชวนมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขนส่งทางน้ำอยู่ ชื่อ บริษัทไทยลำเลียง จำกัด (ตอนหลังบริษัทไทยลำเลียง โผล่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในช่อง 7 สีด้วย)

ดังนั้นชวนจึงเข้ามาร่วมถือหุ้นกับช่อง 7 สี ฐานที่มีความรู้ด้านธุรกิจและเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินในฐานะนายแบงก์ (ขณะนั้นเขาเป็นผู้ถือหุ้นธนาคารนครหลวงไทย) โดยชวนเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่า บริษัทนี้จะยิ่งใหญ่และทำรายได้ให้เขามากมายอย่างนี้

หลังจากที่ช่อง 7 สีเริ่มดำเนินการมาได้ไม่ถึงปี เรวดีก็มีปัญหากับเฑียร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายรายการและเทคนิค จนผู้ถือหุ้นมีมติให้เฑียร์ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท พร้อมกับแต่งตั้งนางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ซึ่งถือ 80 หุ้นเข้ามาเป็นกรรมการแทน

หลังจากเฑียร์พ้นหน้าที่ไป มีพนักงานของช่อง 7 สี ยื่นใบลาออกตามถึง 20 คน แต่ตอนหลังมีผู้ถอนใบลาออกกลับเข้าปฏิบัติงานตามเดิม 5 คน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2512 ช่อง 7 สี เริ่มต้นการขยายเครือข่ายครั้งแรก ด้วยการขอตั้งสถานีถ่ายทอดขึ้นที่เขาเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยการว่าจ้างบริษัทฟิลลิปส์เป็นผู้ดำเนินการให้ สำหรับค่าใช้จ่ายจำนวน 780,000 บาทนั้น ฟิลลิปส์ตกลงแลกกับการโฆษณาทางช่อง 7 สีภายในระยะเวลา 2 ปี

วันที่ 30 มกราคม 2513 ช่อง 7 สี ต้องประสบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเรวดี เทียนประภาสและร้อยเอกชูศักดิ์ บุณยกะลิน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ชาติเชื้อ กรรณสูต จึงได้รับมอบหมายจากผู้ถือหุ้นให้รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการแทนมารดา

แต่หลังจากที่อยู่ในตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการได้ 3 ปี ชาติเชื้อก็ขอลาออก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2516 โดยให้เหตุผลว่า มีภารกิจส่วนตัวที่จะต้องไปดำเนินการโดยรีบด่วนและใช้เวลานาน ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ได้แต่งตั้ง ร.อ. ชายชาญ กรรณสูต เป็นกรรมการผู้จัดการ พร้อมกับแต่งตั้ง ดร.ไพโรจน์ เปรมปรีดิ์ สามีของสุรางค์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ 20 หุ้นเป็นกรรมการแทน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สิ้นสุดยุคเรืองอำนาจของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส ซึ่งกระทบไปถึงการเปลี่ยนแปลงในช่อง 7 สีด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2517 ท่านผู้หญิงไสว ประธานกรรมการบริษัทได้ขอลาออกจากการเป็นกรรมการ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ร้อยเอกหญิงสุมิตรา จารุเสถียร จึงเข้ามาเป็นกรรมการแทน พร้อมกับควบตำแหน่งรองประธานกรรมการด้วย ส่วนตำแหน่งประธานกรรมการ ตกเป็นของ ชวน รัตนรักษ์

ในช่วงที่ชายชาญขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการ เขามุ่งมั่นมากในเรื่องของการขยายเครือข่ายช่อง 7 สีให้กว้างไกลยิ่งขึ้น โดยก่อนหน้านั้นเมื่อประมาณปี 2514 ช่อง 7 ได้ลงมือก่อสร้างสถานีถ่ายทอดที่สระบุรีและลพบุรี ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายขอบเขตการส่งภาพได้ไกลจากเดิมอีก 8 จังหวัด คือ นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ชัยภูมิ และอุทัยธานี รวมทั้งมีการสร้างห้องส่งใหม่ เพื่อขยายเวลาการออกอากาศเพิ่มและผลิตรายการสดมากขึ้นด้วย

ผลงานชิ้นโบแดงของชายชาญก็คือ โครงการขยายกิจการโทรทัศน์จากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค ด้วยการสร้างสถานีหลักอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 1 สถานี และสถานีรองในส่วนภูมิภาค 9 สถานี ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา จันทบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต หาดใหญ่ หลังจากนั้นจะทำการสำรวจเพื่อสร้างสถานีบริวารให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

แผนการใช้เงินมหาศาลดังกล่าวทำให้ผู้ถือหุ้นมีมติให้เพิ่มทุนจาก 10 ล้านบาทเป็น 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2522 โดยจะขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมอัตรา 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ จำนวน 10 ล้านบาท ส่วน 30 ล้านบาทที่เหลือให้ประธานและกรรมการผู้จัดการรับไปดำเนินการตามเห็นสมควร นอกจากนี้ยังมีมติให้ลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นละ 10,000 บาท เหลือ 100 บาท

ในช่วงก่อนการเพิ่มทุนนี้ แม้ว่าชวนและครอบครัวของเขาจะเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังเป็นคนใน 3 ตระกูลเดิมอยู่นั่นเอง แต่หลังจากมีการเพิ่มทุนแล้ว ความพร้อมในด้านการเงินอย่างมาก ๆ ของตระกูลรัตนรักษ์ ทำให้กลุ่มนี้กลับกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของช่อง 7 สีมาจนถึงปัจจุบัน โดยช่อง 7 สีมีการเพิ่มทุนอีกครั้งในปี 2527 เป็น 61 ล้านบาท

วันที่ 4 เมษายน 2523 เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับช่อง 7 อีกครั้ง เมื่อพันโทชายชาญ ได้ถูกมือปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตด้วยปืน 11 ม.ม. ในระหว่างที่เขาเดินทางไปเตรียมการเปิดสถานีดาวเทียมย่อยที่จังหวัดอุบลราชธานี

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการปิดฉากช่อง 7 สีภายใต้การบริหารงานของเขาอย่างสิ้นเชิง ขณะที่แผนการขยายเครือข่ายของเขาเพิ่งดำเนินการเสร็จไปเพียง 2 สถานี คือ ที่เชียงใหม่และอุบลฯ และการเสียชีวิตของเขายังเป็นปริศนาที่ค้นหาคำตอบไม่ได้มาจนทุกวันนี้ว่าใครคือคนฆ่า

ภายหลังการเสียชีวิตของชายชาญ บทบาทของกลุ่มรัตนรักษ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ดูเหมือนจะมีมากขึ้น เพราะชวนได้ส่งนายวีระพันธ์ ทีปสุวรรณ เข้ามารับตำแหน่งกรรมการแทน ส่วนอำนาจในการบริหารงานนั้นผู้ถือหุ้นได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการผู้จัดการขึ้นมาดำเนินการ 1 ชุด ประกอบไปด้วย ดร. ไพโรจน์ เปรมปรีดิ์ นายพิสุทธิ์ ตู้จินดา นายสมภพ ศรีสมวงศ์ ร.อ. สุพจน์ แสงสายัณห์ น.ส. ชัชฎาภรณ์ รักษนาเวศ และนายวีระพันธ์ ทีปสุวรรณ โดยมอบหมายให้ ดร. ไพโรจน์เป็นประธานกรรมการ

หลังจากนั้นไม่นาน ดร. ไพโรจน์ ซึ่งรับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ และอยู่ในตำแหน่งถึงปี 2524 ชาติเชื้อ กรรณสูตจึงยอมกลับมารับตำแหน่งผู้จัดการอีกครั้ง พร้อมทั้งดึงสุรางค์ เปรมปรีดิ์ น้องสาวเข้ามาช่วยทำงานด้วย และได้ร่วมกันสร้างช่อง 7 สีให้แข็งแกร่งอย่างมากในยุคนี้

สำหรับบทบาทของคนในตระกูลรัตนรักษ์ หลังจากการเสียชีวิตของชวน เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2536 กฤตย์ รัตนรักษ์ ซึ่งเป็นกรรมการของช่อง 7 สีตั้งแต่ปี 2513 ก็ได้เข้ามานั่งเป็นประธานกรรมการแทนพ่อ แต่ไม่ได้เข้ามานั่งทำงานประจำอย่างที่ชวนเคยทำ เขาจะเข้าช่อง 7 เฉพาะวันประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น จะมีก็แต่เพียง "สุดธิดา รัตนรักษ์" น้องสาวของเขา (เจ้าของเสียงบรรยายข่าวต่างประเทศของช่อง 7 สี ในวันธรรมดา) เพียงคนเดียวที่เข้าช่อง 7 เป็นประจำทุกวันในช่วงเวลาเช้าและเย็น

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ "รัตนรักษ์" อยู่เบื้องหลังช่อง 7 สีมาโดยตลอด เพราะเป็นธรรมชาติของคนในตระกูลนี้ที่โลว์ โปรไฟล์มาก ๆ และสนุกกับการเป็นนายแบงก์มากกว่าผู้อำนวยการสร้างละคร ประกอบกับช่อง 7 สีมีผลประกอบการที่ดีมาโดยตลอดเรียกว่ามีกำไรมาตั้งแต่เริ่มดำเนินการ จนปี 2537 มีกำไรตามที่แจ้งกับกรมทะเบียนการค้า มีมูลค่าพันกว่าล้านบาท (1,050,643,789.05 บาท)

พวกเขาเลยวางใจ เพราะรู้ดีว่า อย่างไรเสียช่อง 7 สีก็จะเป็นทีวีเพื่อคนในตระกูล "รัตนรักษ์" ไปอีกนาน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.