ครม.ถลุงเงินชาติ 9 หมื่นล้าน


ผู้จัดการรายวัน(10 พฤษภาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

ครม.รักษาการทำผิดหลักการ อนุมัติงบ 9.6 หมื่นล้าน ไฟเขียวโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกรุงเทพฯ 14,000 ล้าน พร้อมผูกงบข้ามปีค่าเช่า 30 ปีถึง 82,000 ล้าน เผยการออกบอนด์ล็อตสอง 8,700 ล้าน รอที่ปรึกษาทางการเงินตัดสินใจ จับตากรมธนารักษ์คุมงบจ่ายค่าเช่าแทน 29 หน่วยงานทั้ง 82,000 ล้าน วงในชี้รัฐบาลรักษาการไม่ควรอนุมัติ ข้องใจ รมต.ตระกูล "ชาญวีรกุล"อยู่ในครม. อาจเป็นเหตุเร่งรัดเอื้อ "ซิโน-ไทย"หยิบชิ้นปลามัน ด้านหุ้น STEC ควงคู่ ITD ปรับเพิ่มขึ้น

วานนี้ (9 พ.ค.)คณะรัฐมนตรี (ครม.)รักษาการ ได้อนุมัติการก่อหนี้ผูกพัน "โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกรุงเทพฯ แจ้งวัฒนะ"ตามข้อเสนอของบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หน่วยงานในสังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง การก่อหนี้ผูกพันต่อโครงการดังกล่าว กำหนดให้ลงนามเซ็นสัญญากับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ชนะประมูล 2 ราย คือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ STEC และบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)หรือ ITD ในวันที่ 15 พ.ค.นี้

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้รับทราบการขอก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี ค่าเช่า 30 ปี ของโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพฯ ตามที่ครม.มีมติอนุมัติให้กรมธนารักษ์ ทำการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ เพื่อสร้างโครงการดังกล่าวโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ นอกจากนี้ กรมฯยังได้เสนอรายงานเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้วให้ครม.ได้รับทราบ ซึ่งหลังจากนี้ทุกๆ 6 เดือน จะต้องมีรายงานเรื่องดังกล่าวให้ครม.รับทราบด้วย

"เมื่อมีการลงนามในวันที่ 15 พ.ค.นี้แล้ว คาดว่าภายในต้นเดือนมิ.ย.ก็จะสามารถดำเนินการก่อสร้างบริเวณศาลปกครองได้ คาดว่าจะเสร็จภายในกลางปี 2550 ส่วนบริเวณที่เหลือจะสามารถสร้างเสร็จภายในกลางปี 2551"นายวิสุทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ชนะประมูลในโครงการที่ 2 สัญญาก่อสร้างที่ 3 การก่อสร้าง อาคาร บี พร้อมลานรอบอาคาร เสนอราคา 6,877 ล้านบาท จากมูลค่าราคากลาง 7,355 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 6.5 % ขณะที่บริษัทซิโน-ไทยฯ ชนะในสัญญาที่ 2,4 และ 5 มูลค่าโครงการ 6,355 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ บริษัทซิโน-ไทยฯยังชนะการประมูลก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลปกครองของโครงการศูนย์ราชการฯ วงเงิน 1,813 ล้านบาท และรวมถึงงานปรับปรุงที่ดินในโครงการ

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ ยังมีโครงการที่ต้องเซ็นสัญญาในการก่อสร้างโครงการศูนย์ราชการฯอีก 3 โครงการ ได้แก่ สัญญาการตกแต่งภายใน ,สัญญาการปรับภูมิทัศน์ และสัญญาการสร้างระบบสาธารณูปโภค รวมมูลค่า 1,000-2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ภายในเดือนก.ค.49 กรมฯจะเปิดประมูลทั้ง 3 โครงการได้

**ธนารักษ์คุมงบจ่ายค่าเช่า 82,000 ล้าน

น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ยังให้กรมธนารักษ์ตั้งงบประมาณชำระค่าเช่าพื้นที่สำนักงานแทนหน่วยงานราชการต่างๆ 29 หน่วยงานที่เข้าใช้พื้นที่ศูนย์ราชการฯกำหนดระยะเวลา 30 ปี (ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551-2581) รวมเป็นเงินถึง 82,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อยืนยันการได้รับคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนดที่แน่นอน หลังจากได้ระดมทุนเพื่อก่อสร้างศูนย์ราชการฯ

ทั้งนี้ การคิดค่าเช่าพื้นที่จะอยู่ที่ 144 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน และเพิ่มขึ้นอีก 10 % จากค่าเช่าเดิมในทุก 5 ปี รวมถึงสัญญาบริการในเรื่องรักษาความสะอาด ความปลอดภัย ค่าน้ำ ไฟฟ้า พื้นที่ส่วนกลางอยู่ที่ 216 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน รวมถึงมีค่าจัดหาเฟอร์นิเจอร์ 50 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน โดยทางกรมธนารักษ์จะเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าเช่าและบริการตามสัญญาดังกล่าวตลอดระยะเวลา 30 ปี

**ลุ้นต้นทุนออกบอนด์ไม่สูง

นายวิสุทธิ์ กล่าวถึงเรื่องระดมทุน ผ่านการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ของโครงการดังกล่าวว่า คงต้องหารือกับที่ปรึกษาทางการเงินก่อน จะสามารถออกพันธบัตรในช่วงเวลาเดิมที่กำหนดไว้ คือในช่วงเดือนพ.ย.49 หรือไม่ เนื่องจากจะต้องดูถึงความเหมาะสมรวม ทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและจังหวะที่สอดคล้องกับการใช้เงินเพื่อทำโครงการด้วยว่าเป็นอย่างไร แต่คาดว่าอาจจะสามารถออกได้ก่อนกำหนดเดิมที่วางไว้

ทั้งนี้ การออกพันธบัตรทั้งหมด 24,000 ล้านบาท จากที่ปีก่อนระดมทุนไปแล้ว 10,300 ล้านบาท ในปีนี้จะออกอีก 8,700 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 5,000 ล้านบาท จะออกไปในปี2550

ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมธนารักษ์ระบุว่า หากมีการลงนามสัญญาการก่อสร้างในเดือนพ.ค. บริษัทเอกชนที่ชนะการประกวดราคาจะต้องยืนยันราคาเดิม แต่หากเลยเดือนนี้ ต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อวงเงินและการประมูล

อย่างไรก็ตาม หลังจากยุบสภาฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า จะให้ชะลอโครงการไปก่อน เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาตัดสินใจ

**เผยที่มา ซิโน-ไทยคว้าพุงปลา

แหล่งข่าวในวงการก่อสร้าง กล่าวว่า การอนุมัติครั้งนี้ถือว่า 2 บริษัทผู้รับเหมาได้งานโครงการฯ แบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเพียงโครงการเดียวในปีนี้ ทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายอื่นที่จะมีโอกาสเข้าไปชิงชัยกับ 2 ผู้รับเหมาค่อนข้างลำบาก

"เราไม่แปลกใจที่อิตาเลี่ยนไทย และซิโน-ไทย ได้งานไป แต่ก็คิดว่างานอื่นผู้รับเหมาก็ควรที่จะได้บ้าง" แหล่งข่าวกล่าวตั้งข้อสังเกตพร้อมยอมรับว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ซิโน-ไทย ที่มีตระกูลชาญวีรกูล เป็นเจ้าของและได้งานก่อสร้างดังกล่าวไปทั้งๆ ที่รัฐบาลยังอยู่ในช่วงรักษาการซึ่งไม่ควรอนุมัติโครงการขนาดใหญ่

"ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่มีรัฐมนตรีอยู่ในครม. คือ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการ รมช.สาธารณสุข สังเกตุจากก่อนหน้านี้ งานประมูลของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ก็ชนะการประมูล เช่น โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท"

**ซิโน-ไทย ยันการเมืองไม่ช่วย

นายวรพันธ์ ช้อนทอง กรรมการรองผู้จัดการสายงานการเงินและบริหาร ซิโน-ไทย กล่าวยืนยันว่า บริษัทได้ดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนด ซึ่งเป็นการปฎิบัติตามเหมือนเช่นกับบริษัทรายอื่นๆที่เข้าประมูลพร้อมๆ กัน

"ถ้ามองแบบเชิงลบแปลว่าไม่เข้าใจในเรื่องของธุรกิจการก่อสร้างมาก่อน เนื่องจากโอกาสที่จะได้งานเข้ามาเรื่องของราคาเป็นสิ่งที่สำคัญ ถามว่าถ้าซิโน-ไทย เสนอราคาสูงแล้วจะได้งานเข้ามาหรือไม่ และอยากให้แยกระหว่างธุรกิจกับการเมือง เรื่องการเมืองไม่ได้เข้ามาช่วยให้ได้งาน ซึ่งการที่ครม.อนุมัติให้มีการเซ็นสัญญากับบริษัท ก็ต้องถือว่าเลื่อนมาหลายเดือนแล้ว การก่อสร้างใช่ว่าจะทำได้ทันที ต้องมีการเตรียมการต่างๆ ประมาณ 2 เดือน คาดจะมีเวลาก่อสร้างจริงในปีนี้เพียง 4-5 เดือน ซึ่งผลดังกล่าว บริษัทไม่ได้คาดหวังว่าจะส่งเสริมให้ยอดรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวสูงในปีนี้ คงมีบ้างแต่ไม่มากมาย แต่ปีหน้าจะมียอดรับรู้รายได้จากงานศูนย์ราชการเยอะมาก"นายวรพันธ์กล่าวและว่า ในช่วง 3เดือนแรกของปี 2549 บริษัทได้เซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการอื่นๆไปแล้ว 3,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นงานของภาครัฐบาล อาทิเช่น ของกรมชลประทาน เป็นต้น โดยในปีนี้คาดว่าจะมียอดขาย (งานที่ส่งมอบ) ประมาณ 15,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ มีการประเมินว่า บริษัทจะมีกำไรประมาณ 5-7 % จากโครงการศูนย์ราชการฯและถือเป็นงานของราชการงานแรกที่ได้ในปีนี้ ส่วนราคาที่ประมูลได้ คิดเผื่อราคาวัสดุไว้แล้ว แม้จะไม่มีค่า K ให้ก็ตาม

**"เปรมชัย"มั่นใจรัฐต้องเซ็นอนุมัติ

แหล่งข่าวจากบริษัท อิตาเลี่ยนไทยฯ กล่าวว่า ทางนายเปรมชัย กรรณสูต ไม่ได้แปลกใจที่ครม.ได้ตัดสินใจอนุมัติให้มีการเซ็นสัญญากับบริษัทฯ เนื่องจากทางผู้บริหารมีความมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะต้องผลักดันโครงการศูนย์ราชการฯต่อไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ประกาศไว้

"การที่อิตาเลี่ยนไทย เข้าประมูลก็แสดงว่าเรามั่นใจที่จะได้งานเข้ามา ประกอบกับข้อเสนอที่ให้แก่ภาครัฐก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นต้องซีเรียส"แหล่งข่าว กล่าว

สำหรับงานก่อสร้างที่บริษัทรับใหม่ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นสุด 30 มี.ค.49 มีมูลค่างานในมือทั้งหมด 82,634 ล้านบาท แยกเป็น โครงการบ้านเอื้ออาทร (เทิร์นคีย์เฟส5) มูลค่าถึง 33,178 ล้านบาท โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิส่วนที่ 3 มูลค่า 2,621 ล้านบาท เป็นต้น มีโครงการที่รอเซ็นสัญญาร่วม 10 โครงการ มูลค่างานกว่า 10,000 ล้านบาท และมีโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อร่วมดำเนินการในประเทศประมาณ 1.3 แสนล้านบาท และศึกษาที่จะเข้าร่วมงานในต่างประเทศอีก 1.2 แสนล้านบาท

**นักวิเคราะห์ชี้แนวโน้มได้งานเพิ่ม

น.ส.วิชชุดา ปลั่งมณี ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เกียรตินาคิน จำกัด กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทำให้ ITD และ STEC มีงานในมือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงการนี้อาจจะไม่ได้มีดีต่อผลประกอบการของทั้ง 2 บริษัทมากนัก เนื่องจาก ทั้ง 2บริษัทอาจจะมีกำไรเบื้องต้นต่ำลง เพราะทั้ง 2 บริษัทได้เสนอราคาประมูลที่ต่ำและโครงการนี้ได้มีการเลื่อนการเซ็นสัญญามา แล้ว 2-3 ครั้ง ซึ่งต้นทุนวัสดุต่างๆก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ส่วนการรับรู้รายได้คาดว่าจะรับรู้รายได้บางส่วนในไตรมาสที่ 3-4 ปีนี้

ทั้งนี้บริษัท ITD เป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูง และมีมูลค่าโครงการในมือสูง ทำให้สามารถซื้อวัสดุได้ถูก และมีโรงงานปูนซีเมนต์ที่ประเทศอินเดีย ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนในการก่อสร้างได้ดี โดย บล.เกียรตินาคิน ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น ITD ในปีนี้ 11 บาทต่อหุ้น ซึ่งบริษัทแนะนำซื้อลงทุนจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี

นางสาววิชชุดา กล่าวว่า ส่วนบริษัท STEC เป็นบริษัทรับงานค่อนข้างระมัดระวังและน้อย เนื่องจาก รับงานจำนวนมาก จะทำให้บริษัทมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น บริษัทคาดว่าไตรมาส 1/49 STEC จะมีรายได้ลดลง เนื่องจากบริษัทจะมีการรับรู้รายได้ส่วนใหญ่มาจากโครงการ Airport link ซึ่งมีกำไรเบื้องต้น (มาร์จิ้น)ที่ต่ำ ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น STEC ในปีนี้ 11 บาทต่อหุ้น บริษัทแนะนำเก็งกำไร

อนึ่ง วานนี้ (9 พ.ค.) ราคาหุ้น ITD ปิดที่ 7.55 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.67 % และราคาหุ้น STEC ปิดที่ 9.00 บาทเพิ่มขึ้น 0.05บาทหรือ 0.56 %


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.