"ตันตราภัณฑ์" วันนี้ขาย…พรุ่งนี้ขายอีกไหม ?"


นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2537)



กลับสู่หน้าหลัก

ดูเหมือนว่าการประกาศขายทิ้งห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ สาขาท่าแพที่เสมือนหนึ่งเป็นฐานรากความสำเร็จมากมายของห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ เชียงใหม่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในภูมิภาค จะช่วยตอกย้ำความรู้สึกเชื่อมั่นแก่หลายๆ คนว่า แผนการสวยหรูของ "ตันตราภัณฑ์" ที่จะเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น นับวันจะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงไปเสียแล้ว !

50 ปีแห่งการสะสมทุน 50 ปีของการผูกขาดความเป็นหนึ่งที่หนีไม่พ้นสัจธรรมการเปลี่ยนแปลง อันเป็นนิรันดร์ของกลุ่มธุรกิจภูมิภาคกลุ่มนี้ได้ให้บทเรียนมากมายอย่างที่ไม่ควรผ่านเลย

"ตันตราภัณฑ์" พลั้งพลาดอะไรกันนักหรือ ?

นับแต่มีกระแสข่าวว่ากลุ่ม "เซ็นทรัล" มีแผนงานที่จะรุกเข้ามาเปิดสาขาเชียงใหม่ที่ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว เมื่อปี 2533-2534 เกมการต่อสู้ระหว่างกลุ่มค้าปลีกในท้องถิ่นกับยักษ์ค้าปลีกในท้องถิ่น กับยักษ์ค้าปลีกจากส่วนกลางก็ถูกกำหนดให้เริ่มต้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มจากการตัดสินใจทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างห้างสรรพสินค้าแอร์พอร์ตพลาซ่า บริเวณสามแยกอำเภอหางดง ในนามของบริษัทธรัตกร จำกัด ที่มี "วรกร ตันตรานนท์" นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ลูกชายคนโตของธวัช ตันตรานนท์ เป็นหัวเรือใหญ่อยู่

หลังจากที่เซ็นทรัลเริ่มเปิดดำเนินการสาขาเชียงใหม่เมื่อปี 2535 แล้ว เกมการต่อสู้ระหว่างยักษ์ค้าปลีกในภูธรและจากส่วนกลาง เริ่มเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ สิ่งที่กลุ่ม "ตันตราภัณฑ์" หยิบขึ้นมาเป็นหมากเด็ดทางการตลาดตลอดช่วงต้นปี 2535 ถึงปลายปี 2536 นั้น มีทั้งการจัดแคมเปญโปรโมชั่นสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ-การเมือง ฯลฯ ผสมผสานกันทั้งหมดซึ่งสิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือ การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายทั้งของแอร์พอร์ตพลาซ่า และตันตราภัณฑ์ทุกสาขา

จากเดิมในช่วงก่อนปี 2535 ระยะความถี่ในการจัดแคมเปญส่วนใหญ่จะมีขึ้นปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็นการจัดขึ้นเดือนละครั้ง หรือบางช่วงยังต้องจัดขึ้นเป็นรายสัปดาห์กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังได้เปิดบริการบัตรเครดิต "SILK CARD" ที่ให้เครดิตลูกค้าในการจ่ายเงินนานถึง 45 วัน เพื่อดึงลูกค้าเก่าเข้ามาเสริม

แต่การดำเนินการดังกล่าวนี้ทั้งหมด เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนที่ "ตันตราภัณฑ์" ยังต้องแบกรับกันทั้งสิ้น

วรวัชร ตันตรานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายค้าปลีกบริษัท ตันตราภัณฑ์สรรพสินค้า จำกัด ยอมรับว่าต้นทุนการดำเนินงานโดยเฉพาะด้านโปรโมชั่นเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว เช่นจากเดิมที่เคยใช้เดือนละ 500,000 บาท ก็จะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน

มาตรการแก้เกมรุก "เซ็นทรัล" ของกลุ่ม "ตันตราภัณฑ์" ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ กล่าวได้ว่าไม่พลาดในแง่ของการบริหารการตลาด แต่ถือว่า "พลาดเต็มประตู" ในแง่การบริหารต้นทุน

เพราะในขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของตันตราภัณฑ์ขยับสูงขึ้นทั้งในส่วนของแอร์พอร์ตพลาซ่า-ตันตราภัณฑ์ทั้ง 2 สาขาคือ สาขาช้างเผือกและสาขาท่าแพ รวมทั้งริมปิงซุปเปอร์สโตร์-โชตนามอลล์-เซเว่นอีเลฟเว่น ที่ต้องใช้เงินในการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท/สาขาแล้ว

ยอดขายรวมทั้งหมดของกลุ่มยังต้องถูกแชร์ไปไม่น้อยกว่า 50-60% ทั้งจากเซ็นทรัลและแม็คโคร ที่เข้ามาเปิดสาขาเชียงใหม่เมื่อต้นปี 2536 ที่ผ่านมาซึ่งแม้ว่าจะเป็นลักษณะของการค้าส่งก็ตาม แต่ก็ถือว่ารูปแบบการขายสินค้าของแม็คโครนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากการค้าปลีกเท่าใดนัก

นอกจากนี้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในเชียงใหม่ ที่แต่เดิมยึดถือกันว่าถนนสายท่าแพ เป็นศูนย์กลางทางการค้าธุรกิจทุกประเภทนั้น แต่ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และอาจกล่าวได้ว่า แทบจะตายสนิททีเดียวนั้น ได้ส่งผลทำให้ยอดขายของตันตราภัณฑ์สาขาท่าแพลดลงอย่างน่าใจหาย วรวัชรเคยยอมรับว่า ช่วงปี 2535 เป็นต้นมา ยอดการจำหน่ายสินค้าของตันตราภัณฑ์สาขาท่าแพลดลงไม่น้อยกว่า 20%

นั่นหมายถึงส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกของเชียงใหม่ทั้งหมด ที่ตันตราภัณฑ์เคยครองอยู่ไม่น้อยกว่า 50% ขณะนี้เหลืออยู่เพียง 25% เท่านั้น…!!

ส่วนความพยายามที่จะลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจพร้อมกับเพิ่มสายสัมพันธ์ทางธุรกิจของตันตราภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกับกลุ่มสมาชิกชมรมพีดีเอส และพีแอนด์โก ออสเตรเลีย ตั้งบริษัท ไทยดิสตริบิวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด ดำเนินการในลักษณะศูนย์กระจายสินค้าให้กับห้างที่เป็นสมาชิก โดยตันตราภัณฑ์ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 9% ของทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

พร้อมกับดึงกลุ่มบริษัทเอส แอนด์ พี ซินดีเคท จำกัด เข้าร่วมถือหุ้นในบริษัทตันตราภัณฑ์ ในหุ้นเพิ่มทุน 50 ล้านบาท และยังได้เข้าร่วมถือหุ้นในบริษัท ซี.เอ็น.บี รับช่วงแฟรนไชส์เซเว่นอีเลฟเว่นในพื้นที่ภาคใต้ ในสัดส่วน 10% ของทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท

แต่ทุกจุดที่ตันตราภัณฑ์เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยนั้น ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นเดิม โดยที่กำหนดเวลาที่จะถึงจุดคุ้มทุนได้ ยังอยู่อีกห่างไกลพอสมควร

แม้ว่าจะมีเอสแอนด์พีเข้าร่วมทุน และต่อสายป่านทางการเงินให้ยาวนานขึ้นได้พอสมควรก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถยืนหยัดได้ตลอดกาล

แหล่งข่าวในเอสแอนด์พีที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตันตราภัณฑ์คนหนึ่ง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตันตราภัณฑ์ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจริง จนต้องยื่นขอกู้ BIBF ผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด ที่เป็นแบงก์เจ้าหนี้รายใหญ่ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพียงแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากแบงก์เท่านั้นเอง

จากปมปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ และคาราคาซังมาจนถึงขณะนี้นั้น กล่าวได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับยักษ์ใหญ่ในวงการห้างสรรพสินค้าภูธรมากพอสมควร โดยเฉพาะในท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้แข่งขันกับทุนยักษ์ใหญ่จากส่วนกลางแล้ว ดูเหมือนว่ายิ่งทำให้สถานภาพโดยรวมของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูธรรายนี้ ตกอยู่ในวังวนที่ไม่ดีนัก

และเมื่อมาถึงขณะนี้สิ่งที่ "ตันตราภัณฑ์" จำเป็นที่จะต้องทำก็คือ ขายกิจการใดกิจการหนึ่งในเครือที่มีอยู่ โดยเฉพาะกิจการที่ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและไม่สามารถทำกำไรได้เช่นเดิม

ตันตราภัณฑ์ สาขาท่าแพ ผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อต่อลมหายใจให้สามารถอยู่รอดได้ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงให้เป็นฟู๊ดเซ็นเตอร์ และเซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อปลายปี 2536 ที่ผ่านมา แต่แนวทางเหล่านี้ไม่สามารถช่วยได้มากนัก

นั่นคือที่มาของการตัดสินใจประกาศขายทิ้งกิจการในเครือที่เป็นเหมือนตัวฉุดรั้งการเติบโตของกลุ่มตันตราภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีกลุ่มนายหน้าในวงการพัฒนาที่ดินเข้าไปทาบทามขอเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ซื้อกับกลุ่มตันตราภัณฑ์ โดยมีการกำหนดระดับราคาในเบื้องต้นที่ 160 ล้านบาท

"ไม่แปลก ถ้าหากเราจะขายกิจการใดกิจการหนึ่งที่เห็นว่าไม่สามารถทำกำไรได้แล้ว เพื่อนำเงินที่ได้มาไปช่วยเหลือกิจการในเครืออีกแห่งหนึ่งที่มีช่องทางทำกำไรได้ดีกว่า" นั่นคือการกล่าวย้ำถึงการตัดสินใจขายตันตราภัณฑ์ สาขาท่าแพของวรวัชร

อย่างไรก็ตามกระแสข่าวการขายกิจการในเครือของตันตราภัณฑ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงสาขาท่าแพเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันในกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดกับตระกูลตันตรานนท์ว่า ตันตราภัณฑ์ต้องการที่จะขายตันตราภัณฑ์สาขาช้างเผือก สาขาท่าแพ โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่จากส่วนกลางที่มีการพูดคุยกันในเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ตกลงกันอย่างเป็นทางการว่าจะซื้อหรือไม่ 3 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มบรรเจิด ชลวิจารณ์ ประธานกรรมการสหธนาคาร เจริญ ศิริวัฒนภักดี และกลุ่มซีพีที่มีความสัมพันธ์เริ่มต้นมาจากเซเว่นอีเลฟเว่น

และขณะนี้ยังมีกระแสข่าวออกมาอีกว่า กิจการในเครือที่ตันตราภัณฑ์อาจจะตัดสินใจขายธุรกิจทิ้งไปอีกแห่งหนึ่งก็คือ ริมปิงซุปเปอร์สโตร์ สาขาโชตนามอลล์ ถนนช้างเผือก แต่ก็ไม่มีการยืนยันจากกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของตันตราภัณฑ์แต่อย่างใด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสนามค้าปลีกเชียงใหม่ โดยเฉพาะกรณีของ "ตันตราภัณฑ์" ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของทุนท้องถิ่นในสมรภูมิที่มียักษ์ใหญ่จากส่วนกลางเป็นคู่ต่อสู้อย่างแน่นอน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.