กระจกแข่งเดือด ต่างชาติทุ่มตลาด อาซาฮีลดราคาสู้ ขอแค่เท่าทุนก็พอ


นิตยสารผู้จัดการ( ธันวาคม 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

ในยามที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดเช่นนี้ตัวเลขการเติบโตของภาคส่งออกครึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 3.8% สาเหตุสำคัญมาจากหมวดประมง เกษตร และสิ่งทอสิ่งออกได้น้อยลงเป็นหลัก แต่ในบางหมวดนอกจากส่งออกลดลงแล้ว ยังโดนทุ่มตลาดจากต่างประเทศเข้ามาเสียอีก

อุตสาหกรรมเหล็ก นับว่าประสบปัญหาเรื่องโดนทุ่มตลาดอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำเอาบริษัทเหล็กในประเทศขาดทุนอย่างมหาศาลนับพันล้านบาท แต่รัฐบาลยุคบรรหารก่อนยุบสภาก็ได้แก้ไขโดยการเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กหลายชนิด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับเหล็กนำเข้าจากรัสเซียและโปแลนด์ได้ในราคาที่ไม่ขาดทุน

สำหรับอุตสาหกรรมกระจก แม้ปัญหาจะไม่รุนแรงจนถึงขั้นขาดทุน แต่ก็ทำเอาผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์กันอุตลุด ทั้งการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มมาตรฐานการผลิต การบริการและอื่น ๆ ซึ่งผลดีที่เห็นชัด ๆ ก็คือผู้บริโภคซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานได้ในราคาที่ถูกลง

วิฑูร เตชะทัศนสุนทร กรรมการบริหาร บมจ.กระจกไทย-อาซาฮี (TAG) เปิดเผยว่า "9 เดือนที่ผ่านมายอดขายยังไม่ได้สูงเท่าปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไม่ได้ตามเป้า ส่วนในประเทศยอดขายเพิ่มขึ้นไม่มากประมาณ 4% ทำให้กำไรหลังภาษีมีเพียง 169.3 ล้านบาท หรือโตประมาณ 18.% เมื่อเทียบกับปีก่อน 9 เดือนกำไร 143.9 ล้านบาท"

หากดูผลประกอบการครึ่งปีแรกของ TAG แล้วจะพบว่า บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตถึง 36% โดยครึ่งแรกปี 2538 มีกำไรสุทธิ 90.42 ล้านบาท ขณะที่ปี 2539 มีกำไรสุทธิถึง 122.97 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการลดค่าใช้จ่ายลงไปประมาณ 4% พร้อม ๆ กับการเพิ่มยอดขายได้ 3.5%

วิฑูร คาดว่าครึ่งปีหลังนี้แนวโน้มการเติบโตของยอดขายและกำไรสุทธิของบริษัทคงไม่สดใสนัก เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ดุเดือดขึ้น มีการขายตัดราคากันและทุ่มตลาดจากกระจกนำเข้า

สาเหตุสำคัญมาจากการลดภาษีนำเข้ากระจกตามข้อตกลงของอาฟตา (AFTA) ทำให้มีการนำเข้ากระจกจากอินโดนีเซียมาขายในราคาถูกจำนวนมากประกอบกับภาวะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น การสร้างบ้านและอาคารสูงซบเซาลง ทำให้ยอดขายกระจกมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงไปด้วย

ปัจจุบันไทยเก็บภาษีนำเข้ากระจกในอัตรา 40% หรือเก็บตามน้ำหนักกิโลกรัมละ 7.60 บาท แต่ในปี 2540 จะมีการปรับลดลงเหลือ 30% ส่วนประเทศที่ต้องลดภาษีลงในอัตราที่เร็วกว่าปกติ เช่น สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย นั้น ปกติเก็บภาษี 25% แต่ปี 2540 จะเก็บเพียง 20% และปี 2541 จะลดภาษีลงเหลือ 15%

"การที่กระจกนำเข้ามาแข่งขันเยอะส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอาฟตา ทำให้ประเทศอินโดนีเซียและจีนดัมป์ตลาดเข้ามามาก" วิฑูรกล่าว

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนส่วนแบ่งตลาดกระจกนำเข้าอยู่ในระดับ 5-7% จากนั้นก็มีการปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 8-9% 13-15% จนปัจจุบันกระจกนำเข้ามีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 20% แม้ TAG จะยังคงรักษาความเป็นแชมป์ไว้ได้แต่ก็ถูกแย่งตลาดไปพอสมควร

ปัจจุบันปริมาณความต้องการซื้อกระจกมีประมาณ 7.73 ล้านหีบ กระจกไทยอาซาฮีมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งคือ 32% สยามการ์เดียน 22% บางกอกโฟลต 18% สนามเพลท 8% และอีก 20% เป็นกระจกนำเข้า

"อินโดนีเซีย ตอนนี้มีผู้ผลิตกระจกอยู่ประมาณ 9 โรงงาน มีกำลังการผลิตทั้งหมด 15.2 ล้านหีบ ขณะที่ความต้องในประเทศมีเพียง 9.6 ล้านหีบ เขาต้องส่งออกถึง 5.6 ล้านหีบ คาดว่าแนวโน้มปี 2541 อินโดนีเซียจะมีกระจกล้นตลาดถึง 1 ล้านหีบ" วิฑูร กล่าว

หากกล่าวถึงเรื่องของมาตรฐานสินค้าแล้ว กระจกที่นำเข้าจากอินโดนีเซียและจีนยังมาตรฐานต่ำกว่าของไทยอยู่บ้างแต่เมื่อราคาถูกกว่ากันมาก ในภาวะที่อุตสาหกรรมทุกชนิดพยายามที่จะลดต้นทุนกันตัวโก่งเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่กระจกเหล่านี้จะเข้ามาตีตลาดได้อย่างง่ายดาย

ขณะนี้ราคาขายกระจกค่อนข้างผันผวน แต่เป็นไปในทิศทางที่ลดลง เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น TAG มีการปรับลดราคากระจกลงครั้งละประมาณ 3-5% ที่ลดราคาลงมากก็คือกระจกสีปัจจุบัน TAG ปรับลดลงมาประมาณ 30% แล้ว

"เราก็ต้องพยายามลดต้นทุนเพื่อให้ขายในประเทศและต่างประเทศได้ เอาแค่ให้เท่าทุนก็คือว่าสู้ได้" ชาติชาย พานิช ชีวะ กรรมการบริหาร TAG กล่าว

วิธีที่ TAG ใช้คือการพยายามเพิ่มผลตอบแทนจากการผลิต (Production yield) ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตลง พยายามซื้อวัตถุดิบให้ได้ในราคาที่ต่ำลง และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เช่น การนำกระจกธรรมดาไปผลิตเป็นกระจกนิรภัยอาคารสูงซึ่งทำให้มีมารจินสูงขึ้น เป็นต้น

"ในเรื่องอัตราการสูญเสีย ถ้าเสียหายจากการขนส่งเราจะมีการประกันความเสียหายไว้ ซึ่งก็สามารถป้องกันความเสี่ยงได้มาก ส่วนเรื่องระบบการขนย้าย การวาง การบรรจุหีบห่อให้ดี คาดว่ามีอัตราการสูญเสียไม่ถึง 1% ในขณะนี้ตอนแรก ๆ เราสูญเสียประมาณ 5-7%" วิฑูรอธิบาย

ปัญหาในขณะนี้คือการพยายามหาแหล่งส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตรวมทั้งประเทศมีมากเกินกว่าความต้องการซื้อ

สำหรับปีนี้ปริมาณการผลิตกระจกโฟลตในไทยมีทั้งสิ้นประมาณ 11.6 ล้านหีบ ซึ่งมากเกินความต้องการซื้อประมาณ 2.9 ล้านหีบ คาดว่าในปี 2540 กำลังการผลิตจะล้น 4.6 ล้านหีบ และในปีถัดไปจะล้นถึง 6.7 ล้านหีบ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องหาช่องทางในการส่งออก

ชาติชายให้ความเห็นว่า "ปีนี้เราคงต้องส่งออกไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านหีบ แต่ก็ยังดีกว่ารายอื่น ๆ ที่มีเงื่อนไขกับ BOI ว่าจะต้องส่งออก 50% ของกำลังการผลิตพวกนี้ก็ลำบากหน่อย

นอกจากการพยายามเพิ่มยอดขายลดค่าใช้จ่ายแล้ว สิ่งที่ TAG เน้นอีกจุดหนึ่งก็คือคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ

วิฑูร เปิดเผยว่า "ตอนนี้คุณภาพของสินค้าเราดีกว่ากระจกที่นำเข้ามาเยอะ ซึ่งเรา และสยามการ์เดียนก็ได้ร้องเรียนกับทางการไปแล้วว่า กระจกที่นำเข้ามาควรจะมีการตรวจสอบมาตรฐานด้วย ซึ่งรัฐบาลก็เห็นด้วยในหลักการและกำลังดำเนินการอยู่"

ทั้งนี้ TAG เพิ่งได้รับมาตรฐาน ISO 9002 จาก BVQI เมื่อวันที่ 17-18 ตุลาคม 2539 นี้ ทำให้ บมจ.กระจกไทยอาซาฮี เป็นบริษัทผู้ผลิตกระจกแห่งแรกที่ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9002 ในทุกกระบวนการผลิตจาก 5 สถาบัน 6 ประเทศ คืออเมริกา เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.