HANA-DELTA ขวัญใจนักลงทุน


นิตยสารผู้จัดการ( ธันวาคม 2543)



กลับสู่หน้าหลัก

อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศโดย มีมูลค่าส่งออกหลายแสนล้านบาท การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการ ผลพลอยได้ ที่ตามมาจึงตกอยู่ในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

The Semiconductor Industry Association (SIA) รอยงานยอดขายของอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ ที่ 205 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2543 เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ปี 2544 SIA ประมาณการว่ายอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ ที่ 249 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 22% หากเทียบกับปี 2543 ยอดขาย ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากความต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

ประเภทธุรกิจในตลาดโลกโดยรวม ที่เติบโตเร็วที่สุด คือ สินค้าด้านเครือข่ายการสื่อสาร อาทิ flast memory ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดว่าตลาดอุปกรณ์ microprocessors ส่วนใหญ่ใช้เป็นส่วนประกอบเครื่อง PC จะชะลอตัวลง 11% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากตลาดประเภทนี้จะอิ่มตัวมากขึ้น

ส่วนทางด้านตลาดที่ใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้นอเมริกา ขณะที่ตลาดในเอเชียจะเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะนี้มีความต้องการสินค้าจากทุกภูมิภาคของโลกเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอเมริกา และญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดถึง 2 ใน 3 ของตลาดโลก

เมื่อเป็นเช่นนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ได้รับประโยชน์ทางด้านผลประกอบการ ที่จะเติบโตขึ้น ที่สำคัญอานิสงค์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงยิ่งส่งผลให้ตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากพิจารณาผลการดำเนินงานของบริษัทกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ต่างปรับตัวดีขึ้น

นอกจากจะชี้ให้เห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมนี้ "ผ่านคำสั่งซื้อ ที่เพิ่มขึ้น" วราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส ไทยทนุบอก และว่า "จนกระทั่งหลายบริษัทมีการใช้อัตรากำลังการผลิตเกือบเต็มที่แล้ว" อีกทั้ง การควบคุมค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะภาระทางการเงิน ทำให้ความสามารถการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก

"อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เริ่มแจ่มใสตั้งแต่กลางปี 1999 และจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคตจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจเอเชีย และการเพิ่มขึ้นของโลกอินเทอร์เน็ต" ภูมิพัฒน์ สินาเจริญ นักวิเคราะห์ บล.ไอเอ็นจี แบริ่ง (ประเทศไทย) กล่าว

อย่างไรก็ดี ถ้งแม้ว่ามีบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดถึง 7 บริษัท แต่ ที่บรรดานักลงทุน และนักวิเคราะห์นิยมเข้าไปลงทุนมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และบมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA)

"เดลต้าได้ทำแผนการดำเนินธุรกิจไว้ค่อนข้างเด่นชัด ซึ่งนับตั้งแต่ไตรมาส 1 เป็นต้นมา ปรากฏว่าราคาจอคอมพิวเตอร์ ที่ส่งออกเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาทำได้ดีมากทางด้านการขยายกำลังการผลิต และการรักษาฐานลูกค้าเอาไว้" พงศ์พันธุ์ อภิญญากุล นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้าอธิบาย

ธุรกิจของเดลต้าเกี่ยวพันกับเทคโนโลยี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดรวมไปถึงแรงกดดันในเรื่องของราคาจากการแข่งขัน ที่รุนแรง "แต่เราเชื่อว่าเดลต้าจะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรในระยะ 2 ปีข้างหน้าได้ เนื่องจากความพยายาม ที่จะปรับกลยุทธ์ของธุรกิจมห้สอดคล้องกับการแข่งขัน" วราภรณ์กล่าว

ผลประกอบการของเดลต้าไตรมาสสามปีนี้ ปรากฏว่าสามารถทำกำไรสุทธิได้ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาส ที่สอง โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสสอง ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทมียอดขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 161 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสสองปีนี้

"พวกเขามีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจาก 14.5% ในไตรมาสสองเป็น 17.3% เพราะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมผลิตภัณฑ์ และค่าเงินบาท ที่อ่อนลง" นักวิเคราะห์จาก บล.เอกธำรง เคจีไอกล่าว

จากค่าเงินบาท ที่อ่อนลงเฉลี่ยอยู่ ที่ 40.82 บาทต่อดอลลาร์ ผู้บริหารเดลต้าเชื่อว่าค่าเงินบาท ที่อ่อนจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขึ้นต้นได้ประมาณ 1% และจากค่าเงินบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี ที่มีความผันผวนต่ำกว่าไตรมาสสามจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นกลับมาอยู่ ที่ระดับ 15-16%

" ที่สำคัญที่สุด คือ การบริหารเงินทุนหมุนเวียนของเดลต้าที่ดี เห็นได้จากมีเงินสดเพิ่มขึ้น 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสสาม เพิ่มขึ้น 18.18% จากไตรมาสสอง" ภูมิพัฒน์อธิบาย

อย่างไรก็ดี จากผลประการของเดล คอมพิวเตอร์ ที่คาดว่าจะลดลง 20% ในปีหน้า จะส่งผลกระทบต่อเดลต้าพอสมควร เนื่องจากเดล เป็นลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งของบริษัท ซึ่ง 9 เดือนที่ผ่านมาเดลต้ามีรายได้ประมาณ 5-10% ของรายได้ทั้งหมดมาจากเดล

"เราคาดว่าปีหน้า และปีถัดไปเดลต้าจะมีกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยอดขายจะเพิ่มขึ้น" ภูมิพัฒน์คาดการณ์

ทางด้านฮานา หลังจาก ที่ฮานานำบริษัทฮานา เทคโนโลยีในฮ่องกงผนวกกิจการกับแอดวานซ์ ไมโครโทรนิคส์ เทคโนโลยีในอเมริกา ซึ่งเป็นกิจการในเครือของบริดจ์ แคปปิตอลเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถรับรู้รายได้จากฮานา เทคโนโลยี ที่เดิมมีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ทั้งกลุ่ม โดยจะรับรู้ 43% ของแอดวานซ์ อินเตอร์คอนเน็ค เทคโนโยลี (AIT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับผู้ผลิตชิปแห่งอินโดนีเซียแทน

เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของฮานามากนัก เพราะกำลังการผลิตในประเทศไทยมีการใช้อัตรากำลังการผลิตที่ดีขึ้นกว่าจุดคุ้มทุน และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก

ไตรมาสสาม ที่ผ่านมา AIT มีกำไร 132 ล้านบาท และ 435 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนดังกล่าวคิดเป็น 7.7% ของยอดขายรวม และคิดเป็น 30% ของกำไรสุทธิ

"คาดว่าฮานาจะมีรายได้จาก AIT หากพวกเขาตัดสินใจนำบริษัทย่อยแห่งนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดแนสแดคหรือตลาดหุ้นสิงคโปร์" นักวิเคราะห์จากบล.เอกธำรง เคจีไอบอก

สำหรับผลประกอบการไตรมาสสาม ที่ผ่านมา ฮานาทำกำไรได้ 516 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 40% และเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสปีเดียวกัน

ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ ที่ 25.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 24.9% ในไตรมาสสองปีนี้ จากการอ่อนค่าลงของเงินบาท "เราคาดว่าปีนี้อัตรากำไรขั้นต้นของฮานาจะอยู่ ที่ 25%" นักวิเคราะห์จากบล.เอกธำรง เคจีไอกล่าว



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.