ยกแฟชั่นอิสลามกินรวบลูกค้าตะวันออกกลางเชื่อหากรัฐหนุนสร้างรายได้ปีละ 300 ล้าน !


ผู้จัดการรายสัปดาห์(2 เมษายน 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ทิ้งทวนกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นหนุนส่งเสริมแฟชั่นมุสลิมเจาะตลาด“ตะวันออกกลาง”ระบุสินค้าไทยนับเบอร์วันลูกค้ายกย่องเป็นสินค้าเกรด A เชื่อหากรัฐให้การสนับสนุนจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านต่อปี พร้อมยกตัวอย่างกลุ่มชาวบ้านที่รัฐไม่ได้สนับสนุนแต่สามารถส่งออกได้

โครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของการดำเนินการแล้ว โดยโครงการดังกล่าวดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 และจะสิ้นสุดโครงการในเดือนมี.ค. 2550 นี้ แต่ยังมีอีกโครงการหนึ่งที่เป็นโครงการทิ้งทวนของกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นนั่นคือ

โครงการ“แฟชั่นมุสลิมตลาดใหม่ โอกาสอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย” ที่เป็นการการสานต่อแฟชั่นในระดับชุมชน เอสเอ็มอี ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม และการส่งออก เป้าหมายของโครงการดังกล่าวคือลูกค้าในกลุ่มประทศใด, จุดแข็งของแฟชั่นอิสลามของไทยอยู่ตรงไหน, อะไรที่ทำให้มั่นใจได้ว่าอุตสาหกรรมประเภทนี้จะสามารถเติบโตในตลาดต่างประเทศได้

วีรพล ศรีเลิศผู้ อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกล่าวว่า ตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิมมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐต่อไปจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งของตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดใหญ่ แต่ผู้ประกอบการยังไม่มีช่องทางในการจำหน่าย ไม่มีความเข้าใจในการทำตลาดและการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดีปัจจุบันกลุ่มชาวบ้านในพื้น5จังหวัดชายแดนภาคใต้มีฝีมือในการตัดเย็บ ออกแบบอยู่ในระดับที่ดีอยู่แล้ว เห็นได้จากพ่อค้าจากประเทศมาเลเชียจะเอาสต๊อกสินค้ามาให้ผลิตจำนวนมากกลุ่มนี้จึงอยู่ในฐานะที่รับจ้างผลิตเท่านั้น จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากโครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นสิ้นสุดโครงการลง เพราะทางกรมฯมีนโยบายส่งเสริมการรวมตัวแบบเครือข่าย วิจัยและพัฒนาสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคต หากมีเงินสนับสนุนจำนวนหนึ่งเราจะเป็นต้นแบบของการส่งแฟชั่นมุสลิมของไปทั่วโลก

“พูดได้เต็มปากว่าขณะนี้แฟชั่นมุสลิมในตลาดโลกมากจากไทยแทบทั้งสิ้น แต่อยู่ในฐานะรับจ้างผลิตแล้วไปติดแบรนด์สินค้าของชาวมาเลย์เพื่อส่งออกไปตะวันออกลาง หากได้รับสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเชื่อว่าจะทำรายได้จากการส่งออกถึงปีละ 300ล้านบาท”

ปัจจุบันในด้านฝีมือคนไทยได้รับความนิยมซึ่งอยู่ในระดับที่ลอกเลียแบบไม่ได้โดยเฉพาะการปักลายผ้าได้ความนิยมอย่างมากในตะวันออกกลางโดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบียบ ซึ่งปีที่แล้วสั่งนำเข้าหมวกกาปิเยาะห์จากไทยถึง 16 ตู้คอนเทนเนอร์หรือประมาณ 80 ล้านชิ้นเพื่อจำหน่ายในพิธีฮัจญ์ แต่หากเป็นสินค้าจากประเทศอื่นเช่น ประเทศเกาหลีเคยส่งออกสินค้าประเภทดังกล่าว แต่ไม่ได้การตอบรับเพราะสินค้าไม่มีคุณภาพ จึงทำให้คนตะวันออกกลางไม่ไห้การยอมรับ

ขณะที่ประเสริฐ บินรัตแก้ว ประธานกลุ่มตัดเย็บ Amju หรือยี่ห้อ อามยู ผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศกล่าวว่า เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เรื่อยๆ โดยนำศิลปะการแต่งการมาประยุกต์ให้ทันสมัยมากขึ้นทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดี โดยมีออเดอร์มาเข้ามามากมาย ทั้งมาเลเชีย, ซาอุดิอาระเบีย, บรูไน, สิงคโปร์ และอินโดนีเชีย ซึ่งทำให้รายได้เพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 30%

แต่จากประสบการณ์ที่อยู่ในซาอุฯมายาวถึง 25ปีทำให้รู้ดีว่าคนตะวันออกกลางชอบสินค้าจากไทยมากเพราะเขาถือว่าเป็นสินค้าเกรดAและคนกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อที่สูงมาก หากสามารถตอบสนองความต้องการไว้ได้เชื่อว่าจะสร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาลต่อไป

สำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้นจะประกอบด้วยเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน โดยสุภาพสตรีจะมีเสื้อแขนยาวปักลาย, ผ้าคลุมปักลาย, ผ้าคลุมหน้า(เฉพาะตะวันอกกลาง), ส่วนเครื่องแต่งกายในพิธีพิเศษ จะมีพิธีชุดวิวาห์ เป็นผ้าต่วนยกดิกปักลาย, ผ้านุ่งยกดอก, ผู้โผกหัวสำหรับทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ขณะที่ผู้ชายจะนุ่งโสร่งแปลก๊ะ หรือผ้าโสร่งซือตือฆอ, สวมเสื้อตือโล๊ะบลางอ หรือสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นและสวมเสื้อซอเกาะหรือ กะปิเยาะห์


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.