"ปรีดา "ไทยยังไม่จำเป็นต้องใช้แคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์"


นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2535)



กลับสู่หน้าหลัก

นโยบายใหม่เรื่องล่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติออกมาในนามของการแก้ไขมลพิษด้านอากาศก็คือ บังคับให้รถยนต์ใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์จุดระเบิดต้องติดตั้ง 'แคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์' ทั้งนี้โดยมีผลบังคับตั้งแต่ 1 มกราคม ปี 2536 เป็นต้นไปสำหรับรถยนต์ขนาด 1600 ซีซีขึ้นไป และตั้งแต่ 1 กันยายน ปีเดียวกันสำหรับรถยนต์ขนาดต่ำกว่า 1600 ซีซี

แต่มติของคณะรัฐมนตรีเรื่องนี้ได้รับการคัดค้านอย่างยิ่งจากวิศวกรกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึงศาสตราจารย์ ดร. ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้มีบทบาทในงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสมและอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ !

ในปัจจุบันปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากรถยนต์ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก มลพิษตัวที่เป็นปัญหาหนักอย่างแท้จริงก็คือ คาร์บอนมอนอกไซด์กับฝุ่นคาร์บอนหรือเขม่า ซึ่งแม้ว่าตัวแรกจะเกิดจากเครื่องยนต์จุดระเบิดที่อยู่ในข่ายบังคับของนโยบายก็จริง แต่สำหรับเขม่าแล้ว ส่วนใหญ่มาจากเครื่องยนต์ดีเซล ฉะนั้นการติดแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ในรถยนต์ที่ใช้เบนซินจึงไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องเขม่า

คอนเวอร์เตอร์นั้นเป็นอุปกรณ์ควบคุมมลพิษในไอเสียมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน สำหรับแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์แบบสามทาง (THREE WAY) เป็นชนิดที่แพงที่สุด สามารถกำจัดได้ทั้งคาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน และออกไซด์ของไนโตรเจน ส่วนออกซิไดซิ่งคอนเวอร์เตอร์กำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรคาร์บอนได้

การบังคับให้ติดตั้งแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์แบบสามทางจึงมีคุณค่าสำคัญอยู่ตรงที่สามารถขจัดคาร์บอนมอนอกไซด์เท่านั้น ซึ่งอาจสามารถใช้ออกซิไดซิ่งคอนเวอร์เตอร์ทดแทนได้ เพราะออกไซด์ของไนโตรเจนนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า มีปริมาณสูงมากในอากาศจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ดังนั้นข้อต่างของคอนเวอร์เตอร์ 2 ตัวจึงแทบจะไม่มีนอกจากเรื่องของราคาที่แบบสามทางนั้นแพงกว่ามาก

"ข้อจำกัดทางเทคนิคตัวคอนเวอร์เตอร์สามทางมีหลายอย่าง ประการแรกตัวแคททาลิสต์ในคอนเวอร์เตอร์จะทำงานได้ผลดีจะต้องใช้ร่วมกับระบบควบคุมการจุดระเบิดอิเล็กทรอนิก ซึ่งทำให้มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 30,000-50,000 บาท และถ้าปรับเครื่องยนต์ไม่ดีก็จะทำงานได้ 50% หรือถ้าอุณหภูมิสูงมาก คอนเวอร์เตอร์ก็เสื่อมสภาพเร็ว หรือถึงแม้ตั้งเครื่องยนต์ดีแล้ว อายุทำงานปกติก็ได้เพียงประมาณ 5 ปี หรือประมาณ 80,000 กิโลเมตรเท่านั้น ก็ต้องจ่ายอีก 30,000-50,000 บาทสำหรับชุดใหม่" ศาสตราจารย์ปรีดาอธิบายแจกแจงถึง 'ราคา' ที่เจ้าของรถใหม่อาจต้องเผชิญในอนาคต

แต่ถ้าคิดในระดับประเทศ ปี 2536 จะมีรถยนต์ชนิดที่ใช้แก๊สโซลีนออกมาใหม่ประมาณ 50,000 คัน ถ้าคิดว่าค่าติดตั้งแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ชุดหนึ่งประมาณ 40,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็จะเท่ากับ 2,000,000,000 บาท !

ซึ่งการที่ประเทศต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลนี้นับว่าไม่คุ้มค่า เพราะผลสรุปของวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตของสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์เรื่อง 'การศึกษาประโยชน์และต้นทุนของสังคมจากการติดตั้งอุปกรณ์ขจัดมลพิษในรถยนต์นั่งชนิดที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง' ก็ได้ระบุไว้แล้วว่าถ้าอุปกรณ์ขจัดมลพิษมีราคาเกินชุดละ 30,000 บาท และมีอายุใช้งานเพียง 5 ปี ผลประโยชน์ต่อสังคมก็จะน้อยกว่าต้นทุน

แคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์นั้นเป็นอุปกรณ์ควบคุมมลพิษในไอเสียที่มีเงื่อนไขทางเทคนิคหลายข้อด้วยกันนอกจากเรื่องระบบการทำงานดังได้กล่าวแล้ว เรื่องน้ำมันก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ แคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ต้องใช้กับน้ำมันไร้สารตะกั่วเท่านั้น มิเช่นนั้นสารตะกั่วจะไปเคลือบแคททาลิสต์ทำให้คอนเวอร์เตอร์ไม่ทำงาน

แต่น้ำมันไร้สารตะกั่วส่วนใหญ่ที่มีขายอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ก็ยังมีปัญหา กล่าวคือ เมื่อเติมแล้ว ในเวลาเร่งเครื่อง เครื่องยนต์จะน็อกแทบทุกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของมาตรฐานน้ำมันที่ยังขาดการกำหนดและการตรวจสอบที่รัดกุมตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่รัฐบาลลดภาษีให้เป็นพิเศษแต่บริษัทน้ำมันส่วนใหญ่ก็จำหน่ายสินค้าคุณภาพต่ำออกมา

และแม้ว่าในขณะนี้ได้มีการกำหนดมาตรฐานใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงเดือนกันยายน 2536 ช้ากว่ากำหนดที่บังคับให้ติดแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ถึง 8 เดือน

"ที่ถูกแล้วควรต้องรอให้มาตรฐานน้ำมันไร้สารตะกั่วบังคับก่อน เพราะคอนเวอร์เตอร์ทุกชนิดต้องใช้กับ ULG ทั้งนั้น ถ้าตัวน้ำมันมีปัญหา เครื่องก็พัง ทำงานไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร การกำหนดนโยบายแบบไม่รู้เทคนิคแบบนี้ ในที่สุดคนเสียหายก็คือผู้บริโภค"

ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ แท้จริงนับว่าเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญอยู่ในระดับแถวหน้าและได้รับการยอมรับอย่างยิ่งในด้านการพลังงาน ทุกวันนี้สอนหนังสือประจำอยู่ที่คณะพลังงานและวัสดุ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นอกจากนั้นยังสนใจในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหลายต่อหลายด้านด้วยกัน และด้วยการพิจารณาปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องต่างๆ จึงยิ่งเห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศยังไม่ใช่ปัญหาวิกฤตที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนที่สุดเมื่อเทียบกับความรุนแรงของปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย ปัญหาการเสี่ยงภัยจากสารเคมีหรือปัญหาด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า ฯลฯ

ดังนั้น ปัญหาที่รุนแรงกว่าก็ควรที่จะได้รับการแก้ไขก่อน ต้องมีการไตร่ตรองให้ดีในการเลือกว่าจะใช้ทรัพยากรไปในทางใด การกำหนดนโยบายแต่ละอย่างต้องผ่านการพิจารณาเหตุผลและปัจจัยหลายๆ ด้าน

"แน่นอนว่า เราอยากได้คุณภาพชีวิตที่ดี แต่ในเมื่อประเทศไทยยังเป็นประเทศยากจน เราก็ต้องทำในสิ่งที่พอดีๆ ก่อน จริงๆ แล้วต้องมอง COST BENEFIT ด้วย ไม่เช่นนั้นบางครั้งเสียเงินแล้วก็แก้ไม่ได้จริง ถ้ามองลึกกว่านั้น กฎออกมาได้อย่างไรส่วนหนึ่งน่าจะเป็นปัญหาด้านการเมือง ที่นักการเมืองของรัฐบาลในอดีตกับคณะได้ไปดูอุตสาหกรรมการผลิตคอนเวอร์เตอร์ในต่างประเทศแล้ว กลับมาก็มาเสนอนโยบายบังคับใช้ประกอบกับมีกระแสสนใจสิ่งแวดล้อมกันมากไม่ได้มองปัญหาต่างๆ ให้ละเอียดเสียก่อน"

สำหรับข้อเสนอของ ดร. ปรีดาต่อนโยบายที่ 'ผิดพลาด' ไปแล้ว มีอยู่ถึง 9 ทางเลือกด้วยกันในการนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบาย นับตั้งแต่เสนอให้เปิดทางเลือกด้านอุปกรณ์เอาไว้ ไม่ต้องระบุชนิด กำหนดแต่มาตรฐานด้านมลพิษออกมาให้ชัด แล้วปล่อยเป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ผลิตหรือผู้ใช้รถยนต์ที่จะเลือกเองเพราะในปัจจุบัน เทคโนโลยีในการควบคุมมลพิษก็ก้าวหน้ามากแล้ว อุปกรณ์บางชนิด เช่น คาบิวเรเตอร์อันเป็นอุปกรณ์ที่กำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์ตัวปัญหาใหญ่ได้ก็มีราคาเพียง 25% ของชุดแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์เท่านั้น หรือแม้แต่ออกซิไดซิ่งคอนเวอร์เตอร์ก็มีราคาเพียงครึ่งหนึ่งของแบบ 3 ทางเช่นกัน

หนทางประนีประนอมอีกลักษณะหนึ่งก็คือ เกี่ยวกับขอบเขตการบังคับใช้ ซึ่งดร. ปรีดาเสนอว่าไม่ควรจะเป็นทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหานั้นเกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถยนต์จำนวนครึ่งหนึ่งที่ใช้อยู่ในต่างจังหวัดยังไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการควบคุมการปล่อยมลพิษ ประกอบกับถ้าปล่อยให้มีการบังคับใช้ทั้งประเทศจริงๆ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกด้วยในด้านการซ่อมบำรุง ซึ่งในต่างจังหวัดแทบทุกพื้นที่ยังขาดเทคโนโลยี และขาดช่างผู้มีความรู้พอที่จะให้บริการเช่นเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันไร้สารตะกั่วก็ยังมีไม่ทั่วถึง

การบังคับครอบคลุมรถยนต์ทุกขนาดก็เป็นทางเลือกที่ควรจะเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน เพราะสำหรับรถขนาดเล็กแล้วย่อมก่อให้เกิดมลพิษน้อยกว่า

อย่างไรก็ตามแนวทางแก้ปัญหาเรื่องมลพิษอากาศที่ดีที่สุดในความเห็นของดร. ปรีดาก็ยังคงไม่ใช่ทางเลือกทั้งหลายที่เสนอไว้ หากแต่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาที่ต้นตอ

"เมืองขนาดมีคน 6 ล้านคนอย่างกรุงเทพฯ ผิดพลาดมากที่ไม่มีระบบขนส่งมวลชน ถ้ามีระบบที่ดีก็ไม่มีใครอยากมีรถยนต์ อย่างรถไฟฟ้าทำได้ที่จะสร้างที่เกาะกลางถนนไม่ต้องมีการเวนคืนไม่ต้องเดือดร้อนประชาชน"

สำหรับดร. ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ คำตอบที่แท้จริงและนโยบายที่มี 'สาระ' ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศนั้นจึงคือการเร่งสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพและไม่รังแกประชาชน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.