Timothy Geithner


นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา( กุมภาพันธ์ 2553)



กลับสู่หน้าหลัก

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดใจถึงภาระรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ในการแก้ไขวิกฤติการเงินที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปี


Newsweek: ท่านได้ประกาศขายบ้านที่อยู่ชานนครนิวยอร์กในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา ทำให้หลายคนเปรียบเปรยว่า การกระทำของท่านสะท้อนสภาพวิกฤติในตลาดบ้าน เพราะแม้กระทั่งรัฐมนตรีคลังยังต้องยอมขายบ้านขาดทุน แล้วท่านขายบ้านหลังนั้นได้หรือไม่

Geithner: ผมเปลี่ยนใจเป็นปล่อยเช่าแทน เพราะราคาในนิวยอร์กยังดีกว่าที่อื่นๆ และเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ดี ผมไม่คิดว่าการเปรียบเปรยที่ว่านั้นจะถูกต้อง


Newsweek: ก่อนจะเกิดวิกฤติการเงินระบบการเงินของสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่เกินไป เห็นได้จาก 35% ของผลกำไรจากภาคธุรกิจทั้งหมดในปี 2007 เป็นกำไรที่มาจากสถาบันการเงิน ตอนนี้ระบบการเงินของเราหดตัวลงมากพอหรือยัง

Geithner: ระบบการเงินลดขนาดลงมากแล้ว ส่วนที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบได้รับการแก้ไขหมดแล้ว ภาระหนี้สินในสถาบันการเงินที่ยังเหลืออยู่ก็ลดต่ำลงมาก จริงๆ แล้วระบบการเงินของเรายังเล็กกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างเช่นอังกฤษ หากดูจากสัดส่วนต่อ GDP ส่วนสาเหตุที่สถาบันการเงินสหรัฐฯ มีสัดส่วนรายได้ที่สูง เป็นเพราะสถาบันการเงินของเราค่อนข้างโดดเด่นในโลก แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องทำให้ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น มีความเสี่ยงน้อยลงและมีพื้นฐานที่แข็งแรง


Newsweek: ท่านคิดว่าบรรดาผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินเข้าใจหรือไม่ว่า พวกเขาควรลดการทำธุรกิจที่เสี่ยงเกินไป

Geithner: ผมเชื่อเช่นนั้นและงานของผมคือต้องทำให้พวกเขาลดความเสี่ยงลงให้ได้ มักจะมีความขัดแย้งกันเสมอ ระหว่างสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีต่อผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น กับสิ่งที่ดีต่อระบบโดยรวม


Newsweek: สมาชิกรัฐสภาชอบบ่นว่า อนุมัติงบอุ้มภาคการเงินไปแล้ว แต่ธุรกิจในเขตเลือกตั้งของเขาก็ยังไม่มีธนาคารไหนยอมปล่อยกู้ให้ ท่านมีปัญหาการสื่อสารล้มเหลวหรือไม่

Geithner: สิ่งที่ผมพยายามบอกตลอดเวลาคือ ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เพราะการอนุมัติงบกอบกู้ภาคการเงิน ก็เพื่อให้แน่ใจว่า บริษัทที่ยังคงแข็งแรงอยู่ จะต้องไม่ขาดแคลนสินเชื่อที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ ถึงแม้ว่าเราจะยังแก้ปัญหาได้ไม่สมบูรณ์ แต่ผมเห็นว่า เราประสบความสำเร็จมากกว่าวิกฤติครั้งก่อนๆ และมาตรวัดที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ การลดลงอย่างมากของดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนของการกู้ยืม


Newsweek: ดูเหมือนหลายคนจะไม่พอใจกับกระบวนการช่วยประชาชนที่กำลังจะถูกยึดบ้าน

Geithner: เราพยายามบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า เราเน้นที่การทำให้อัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านลดลง เพื่อรองรับการตกต่ำของราคาบ้าน และช่วยรักษาเสถียรภาพของมูลค่าบ้าน เพราะมูลค่าของบ้านเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงทางการเงิน และเราพยายามพูดชัดเจนเช่นกันว่า การช่วยไม่ให้ถูกยึดบ้านนั้นจะทำอย่างมีเป้าหมายและจำกัด เพราะเราไม่สนับสนุนให้คนมีบ้าน หากเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อบ้านได้


Newsweek: Ben Bernanke ประธาน Fed ถูกรุมตำหนิในรัฐสภา บรรดาผู้จัดการกองทุน hedge fund ก็รุมตำหนิทั้งรัฐบาลและ Fed มีความเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าทั้งจากฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

Geithner: และจากตรงกลางด้วย


Newsweek: จากตรงกลางงั้นหรือ?

Geithner: ใช่ พวกอิสระไง ตอนนี้ประเทศเรามีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกบอกว่า รัฐบาลควบคุมอะไรไม่ได้และกำลังทำสิ่งที่อันตราย คือเข้าควบคุมเศรษฐกิจ ส่วนอีกพวกบอกว่ารัฐบาลไม่ยอมทำอะไรเพื่อช่วยคนรากหญ้า วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนความแตกแยกนี้ และยิ่งทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจในรัฐบาลของตนและสถาบันของชาติมากยิ่งขึ้นว่า จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้


Newsweek: ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่คิดว่า รัฐเอาใจ Wall Street มากเกินไป กับการที่ทุ่มงบประมาณเข้าอุ้มสถาบันการเงิน

Geithner: การมองว่านโยบายอุ้มสถาบันการเงินไม่ยุติธรรม และเป็นการเอาใจสถาบันการเงินเพียงไม่กี่แห่ง เป็นการมองเจตนาและผลของนโยบายดังกล่าวผิดไปอย่างมาก ผมเคยคิดว่า คนจะเข้าใจมากขึ้น หลังจากที่ Lehman Brothers ล้มละลาย แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคนกลับเกิดความหวาดกลัวว่า บริษัทอื่นจะล้มตามไปด้วย และคนที่จนที่สุดคือคนเจ็บที่สุด อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ยุติธรรมแม้ว่าจะยากในการอธิบายให้คนส่วนใหญ่เข้าใจก็คือ การพยายามรักษาเสถียรภาพของระบบให้ได้


Newsweek: การที่ Fed ถูกกล่าวโจมตีอย่างหนัก กระทบต่อแผนการที่ท่านจะเพิ่มบทบาท Fed ในการเป็นผู้ควบคุมความเสี่ยงหรือไม่

Geithner: กระทบมาก แต่ผมขอยืนยันว่า เราไม่ได้กำลังจะทำให้ Fed มีอำนาจล้นฟ้าในการตรวจสอบระบบการเงินทั้งหมด จริงๆ แล้วเรากำลังเสนอให้ลดอำนาจการช่วยเหลือฉุกเฉินของ Fed ด้วยซ้ำ แต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน จำเป็นต้องถูกควบคุมโดยกฎระเบียบที่ออกแบบและใช้โดย Fed แม้ว่า Fed อาจจะทำผิดบ้าง แต่ผมยังคิดว่า Fed กล้าหาญและสร้างสรรค์มาก ที่สามารถทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเลิกมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่วิกฤติที่ร้ายแรง และ Fed ยังช่วยเป็นสะพานให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจได้


Newsweek: ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว อะไรที่ท่านเคยบอกว่า เป็นพัฒนาการที่ดีที่จะสร้างความประหลาดใจให้มากที่สุด

Geithner: การเติบโตของ GDP ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งการที่เราสามารถปรับปรุงระบบการเงินให้เข้มแข็งขึ้น โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คาดอย่างมาก การทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อกอบกู้วิกฤติผ่านพ้นไปด้วยดี จากการที่เราใช้แผนอุ้มสถาบันการเงินด้วยเงินจากภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดการใช้เงินภาษีอากรจากประชาชน เราได้ค่าธรรมเนียมจากการค้ำประกันเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน เป็นเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การตรวจสอบสุขภาพสถาบันการเงิน (stress test) เมื่อปีที่แล้วทำให้พวกเขาต้องเพิ่มทุน และรัฐบาลกำลังจะได้รับการชดใช้หนี้คืน 1 แสน 7 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้ (2010) จากเงินทั้งหมดที่ใช้อุ้มสถาบันการเงินไป 2 แสน 4 หมื่นล้านดอลลาร์


Newsweek: แต่ยังมีผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดจากการอุ้มสถาบันการเงิน อย่างเช่นการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนแอ และงบดุลของ Fed ใหญ่ขึ้น

Geithner: ผมไม่เห็นด้วยกรณีค่าเงินดอลลาร์ คนยังคงต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันและเงินดอลลาร์อยู่ โดยเฉพาะในเวลาวิกฤติอย่างนี้ ส่วนที่งบดุลของ Fed ใหญ่ขึ้น เป็นเพราะ Fed ตัดสินใจใช้นโยบายการเงินหยุดยั้งเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ตาม มีผลกระทบอื่นเกิดขึ้นจริงๆ คือการที่รัฐบาลต้องแบกผลขาดทุนของ AIG ของบริษัทรถยนต์ และของ Fannie กับ Freddie แต่ก็ขาดทุนน้อยกว่าที่คาดมาก


Newsweek: ผลกระทบที่คาดไม่ถึงมากที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้คืออะไร

Geithner: อัตราการว่างงานที่สูงเกินคาด ซึ่งทุกสำนักต่างก็คาดผิดกันหมด และเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบมาก เพราะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่คนทั่วไปมองว่า เป็นตัววัดสุขภาพของเศรษฐกิจ


Newsweek: ส่วนใดของวิกฤติการเงินที่รัฐบาลจะจัดการต่อไปใน 1 ปีต่อจากนี้

Geithner: ปล่อยหุ้นใน AIG บริษัทรถยนต์ Fannie Mae และ Freddie Mac ที่รัฐบาลต้องแบกอยู่ทิ้งไป ค่อยๆ วางมือจากการที่รัฐบาลได้เข้าไปแทรกแซงตลาดบ้านครั้งใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ต้องใช้เวลา และ 1 ปีต่อจากนี้ สถาบันประกันเงินฝาก (FDIC) ยังคงจะต้องแบกสินทรัพย์มหาศาล ที่ได้มาจากการยึดธนาคารที่ล้ม


Newsweek: หลายคนรู้สึกว่าท่านตีกรอบงานในหน้าที่รับผิดชอบไว้แคบมาก คือแค่สุขภาพของ Wall Street เท่านั้น และให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไปเป็นแค่เรื่องรอง

Geithner: หน้าที่รับผิดชอบอย่างแรกของผมคือ แก้ไขและปฏิรูประบบการเงิน แต่อีกครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมดที่ผมมี ก็หมดไปกับการวางแผนเศรษฐกิจ คนที่คิดว่าเราไม่สนใจแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง กฎหมายฟื้นเศรษฐกิจที่ออกไปแล้วไม่เพียงจะช่วยฟื้นการเติบโต แต่ยังรวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการประกันสุขภาพด้วย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ในระยะยาว


Newsweek: มีเรื่องอะไรที่ท่านยังรู้สึกวิตกอีกบ้าง

Geithner: ผมกังวลว่าเราทำดีพอหรือยัง สิ่งที่ยากที่สุดของการบริหารประเทศคือ ทำให้นโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจ เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย สาเหตุอาจเป็นเพราะประชาชนหมดความเชื่อถือในรัฐบาลและนโยบายมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา หรือเพราะความเสียหายที่เกิดจากการใช้นโยบายประชานิยม หรือการที่ต้องคอยประนีประนอมในรัฐสภา


Newsweek: ในตลาด Intrade ซึ่งเป็นตลาดล่วงหน้าที่คาดการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีการเก็งกันว่า ท่านจะต้องลาออกหรือไม่ก็ถูกปลด

Geithner: ภรรยาผมคงเป็นคนหนึ่งที่เก็งเช่นนั้น


Newsweek: ถ้ายังคงมีคนเรียกร้องให้ท่านลาออก ท่านจะจัดการอย่างไร

Geithner: ผมติดตามผลทางการเมืองในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่เม็กซิโกและเอเชีย ผลสำรวจถึง 9 ต่อ 1 ระบุว่า คนส่วนใหญ่คัดค้านนโยบายเกือบทุกอย่างที่ช่วยสกัดไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และผมได้เห็นคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมต้องถูกรุมโจมตีจากสาธารณะ ผมคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงิน และมีนัยถึงประธานาธิบดีมากกว่าตัวผมเอง เป็นบททดสอบว่า ประธานาธิบดีมีคนที่พร้อมจะทำในสิ่งที่ประชาชนไม่ชอบ เพื่อเขาหรือไม่ ยอมทำสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่ต้องทำเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จำเป็นต้องทำ คนเราจะถูกตัดสินด้วยสิ่งที่เราทำ เพื่อแก้ไขสิ่งที่เสียหาย และเราได้แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดใน 3 ชั่วคน อย่างได้ผลและด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าที่ทุกคนคาดคิด

แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
เรื่อง นิวสวีค 28 ธันวาคม 2552 - 4 มกราคม 2553


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.