ตลาด “แอลพีจี” ปีหน้ายังโตสูง 8-9% คาดต้องนำเข้าเดือนละ 5 หมื่นตัน


ASTV ผู้จัดการรายวัน(8 ตุลาคม 2553)



กลับสู่หน้าหลัก

สนพ.เผยความต้องการใช้ก๊าซ “แอลพีจี” ปี 54 ยังขยายตัวสูง 8-9% ชี้ ต้นตอปัญหาความไม่ชัดเจนการขยายโรงแยกก๊าซที่ 6 ทำให้ไทยมีภาระนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้น คาดต้องนำเข้า 4-5 หมื่นตัน/เดือน แม้โรงแยกก๊าซที่ 6 จะเดินหน้าได้ แต่คงไม่เพียงพอในการจัดสรรให้ประชาชน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยหลังหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อประเมินปริมาณการผลิตและการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) แล้ว พบว่า ปริมาณการใช้ปีหน้าจะยังขยายตัวที่ระดับ 8-9% และยังจำเป็นต้องนำเข้าไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ตันต่อเดือน แม้โรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ 6 จะกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ในอีก 2 เดือนข้างหน้าก็ตาม แต่เนื่องจากปริมาณก๊าซแอลพีจีส่วนใหญ่จากโรงแยกก๊าซที่ 6 จะนำไปใช้ป้อนโรงงานปิโตรเคมีเป็นหลัก

สำหรับราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยสูงถึง 690 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งส่งผลให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องจ่ายส่วนต่างการนำเข้าให้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพิ่มมากขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการเรียกเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันเงินกองทุนเชื้อเพลิงที่ไหลเข้ายังอยู่ระดับ 700-800 ล้านบาทต่อเดือน

ขณะที่การใช้ก๊าซแอลพีจีในส่วนของภาคอุตสาหกรรมพบว่ายังโตถึง 10% ภาคครัวเรือน 8-9% ส่วนภาคขนส่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง กระทรวงพลังงานยังมั่นใจว่าในปีหน้าจะสามารถเดินหน้าโครงการเปลี่ยนแอลพีจีในแท็กซี่เป็นเอ็นจีวีพบเป้าหมาย 20,000 คัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานมีนโยบายจะตรึงราคาแอลพีจีจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และตามนโยบายนายกรัฐมนตรีกำหนดให้แยกราคา โดยให้ราคาภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือนเป็นราคาแอลพีจีที่เกิดจากการผลิตก๊าซในประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะมีการลอยตัวตามตลาดโลก แนวทางนี้อาจจะทำให้การใช้ภาคอุตสาหกรรมไม่ขยายตัวมากนัก และยังเป็นการลดภาระเงินกองทุนที่จ่ายค่าชดเชยการนำเข้าแอลพีจีอีกด้วย

นอกจากนี้ สนพ.ยังร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการนำร่อง เพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลระดับชุมชน โดยทาง สนพ.ได้สนับสนุนเงินจากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 46 ล้านบาทในโครงการนี้ ทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติสนับสนุนให้เอกชนผลิตอุปกรณ์แก๊สซิไฟเออร์ ในการนำเศษไม้ เศษพืชในชุมชน มาเผาแล้วได้เชื้อเพลิงทดแทนแอลพีจี ซึ่งสามารถนำไปผลิตไฟฟ้า หรือใช้ในอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ที่ใช้ความร้อนในการดำเนินการ เช่น โรงแรม อุตสาหกรรมอาหาร โดยเบื้องต้นมีการดำเนินการ 11 โครงการ


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.